เทรนด์ Content Marketing จะเป็นอย่างไร?”

นี่คงเป็นคำถามที่คนทำ Content Marketing อยากรู้ เพราะอุตส่าห์ลงทุนลงแรงทำคอนเทนต์กันทั้งที ก็อยากเห็นผลลัพธ์ที่ดีกลับมา แน่นอนว่าเราเองก็อยากจะช่วยสนับสนุนให้คุณทำ Content Marketing ได้ดีขึ้นเหมือนกัน

ก่อนอื่นเลย…คุณพอจะมีเวลาอีกซัก 5-10 นาทีไหมคะ?

นี่ไม่ใช่การขายตรงอะไร เพียงแต่ถ้ามีเวลาอีกหน่อย เราอยากแนะนำให้คุณอ่านคลิกไปอ่านบทความเทรนด์ Digital Marketing 2022 ก่อนเริ่มต้นอ่านบทความนี้ โดยเฉพาะพาร์ทแรกที่เป็นเรื่อง เข้าใจอดีตจนถึงปัจจุบัน ของการทำการตลาด เพราะเนื้อหาในบทความนี้จะเขียนโดยใช้เค้าโครงการนำเสนอโดยเชื่อมโยงกับพาร์ทนั้น ถ้าอ่านก่อนก็จะได้เข้าใจสิ่งที่บทความนี้ต้องการสื่อสารมากขึ้นค่ะ

และถ้าหากคุณเป็นคนที่ยังมีพื้นฐานไม่มาก อีกบทความที่เราอยากแนะนำให้อ่านก่อนก็คือความรู้พื้นฐานการทำ Content Marketing 

เอาล่ะ ถ้าเตรียมพร้อมแล้ว เรามาดูเนื้อหาเทรนด์ Content Marketing เพื่อให้ได้ไอเดียการทำงานของคุณในปีนี้กันค่ะ 

เทรนด์ Content Marketing

สำหรับการเรียงลำดับต่อไปนี้ เราจะขอเรียงลำดับจากเทรนด์ทั่วไปในช่วงต้น ไปจนถึงแกน Technologies ในช่วงกลาง และปิดท้ายด้วยวิธีการแบบ Classic ที่ยังคงสำคัญมากๆ พร้อมตัวอย่าง

1. Visual Content, Video Content & Educational Content

บทความเทรนด์ Content Marketing ของทุกสำนักคงหนีไม่พ้นเทรนด์นี้ เพราะมันเติบโตมากจริงๆ จนยากที่จะปฏิเสธ ในแง่ Visual Content ก็พบว่าเวิร์กสำหรับผู้บริโภคจริง เพราะหลายๆ ครั้งเมื่อนำคอนเทนต์ที่เคยทำไว้แล้ว มาปรับ Design การออกแบบ ให้น่าดึงดูดขึ้น ก็ได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นตาม 

Short Videos

ส่วนในแง่ Video เป็นที่ชัดเจนว่าแทบทุกโซเชียลแพลตฟอร์มให้ความสำคัญกับฟอร์แมตนี้ ไม่ว่าจะเป็น TikTok, YouTube, Instagram โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบ Short-form videos กันมากขึ้น

  • TikTok เป็น Short-form videos ที่ได้รับความนิยมสูงมากในบ้านเรา ความได้เปรียบของแพลตฟอร์มนี้อยู่ที่การติดตาม Follows ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และมักจะมี Viral Clips เกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนนึงเพราะนักข่าวบ้านเราก็มักชอบนำคลิปไวรัลจาก TikTok มาเผยแพร่ต่อ จึงเป็นพื้นที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจที่ทำสินค้าหรือบริการที่ต้องการเข้าถึงคนปริมาณมากๆ
  • YouTube Shorts พื้นที่แสดงผลวิดีโอ Short-form ของ YouTube เน้นการแสดงผลบน Mobile เป็นอีกพื้นที่ที่ Creators หลายคนเริ่มใช้

Instagram Stories : อ้างอิงจาก TechCrunch, IG Stories มีผู้ใช้งานในแต่ละวันถึง 300 ล้านบัญชี นอกจากนี้ ข้อสังเกตของผู้เขียนคือ ผู้ใช้ IG นั้นค่อนข้างใช้งานอย่างเป็นประจำ (มีความถี่สูง) รวมถึงยังมี Engagement ที่ดีอีกด้วย

ล่าสุดเอง Instagram ก็โฟกัสวิดีโอมากขึ้น ไม่เจาะจงเพียงแต่รูปภาพเหมือนแต่ก่อน โดยได้เปิดตัวฟีเจอร์ Instagram Reels เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2020 ที่ผ่านมา

ไลฟ์สด / Webinar

Gartner เปิดเผยว่า 82% ของผู้นำองค์กรมีแผนที่จะรักษานโยบาย Remote work ต่อไป ถึงแม้ว่าสถานการณ์โรคระบาดจะสงบลงแล้วก็ตาม นั่นทำให้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น Project management tools, Video conference tools หรือเครื่องมือที่ช่วยในการทำงานต่างๆ ก็ล้วนเติบโตขึ้น

รวมถึงกลุ่มลูกค้าเองก็ตอบรับกับการติดต่อสื่อสารและเสพคอนเทนต์บนออนไลน์มากขึ้นด้วย การเติบโตของการทำไลฟ์สด การทำสัมมนาออนไลน์ (Webinar) รวมไปจนถึง Virtual Event จึงจะยังคงเติบโตต่อในปี 2022

Academy / Educational Content

เทรนด์ที่เห็นเพิ่มเติมในช่วงหลังมานี้ก็คือ การทำ Educational content นั้นค่อนข้างจริงจังมากขึ้น คือไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปแบบของบทความให้ความรู้แล้ว แต่ได้ขยับมาสู่รูปแบบของ ‘Webinar’ รวมไปถึงการผลิตคอร์สเรียนเพื่อนำเสนอความรู้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

หลายๆ องค์กรเองก็ได้มีการก่อตั้งหน่วยงาน ‘Academy’ ของตัวเองให้เห็นกัน
Academy นั้น มีบทบาทช่วยเหลือองค์กรได้ทั้งเป็นเครื่องมือทางการตลาดในการ “หาลูกค้าใหม่” เข้ามา และรวมไปถึง “การรักษาลูกค้าเดิม” ด้วยการทำให้พวกเขาทำงานต่างๆ ที่เขาต้องการได้อย่างดีขึ้น

นอกจากจะเป็นเครื่องมือทางการตลาดแล้ว ยังเป็นช่องทางสร้าง Partnership เพิ่มเติม อีกทั้งยังรวมไปถึงเป็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับองค์กร


ถ้าองค์กรของคุณมีความสนใจเกี่ยวกับการทำหน่วยงาน Academy ของตนเอง และกำลังมองหาพาร์ทเนอร์หรือคนให้คำปรึกษา ลองติดต่อมาคุยกับทีม Content Shifu ได้นะคะ

 

2. Deliver More Content Experience & Keep Optimizing

Interactive Content
ในรายงานเทรนด์เมื่อปีก่อนๆ อรได้พูดถึงการทำ Experience ในการเสพคอนเทนต์ให้น่าสนใจไว้ โดยตัวอย่างที่เคยได้พูดไปแล้ว เป็นตัวอย่างของการทำ Interactive Content ซึ่งยังคงเป็นฟอร์แมตที่น่าดึงดูดและทำ Storytelling ได้ดีมาก

ตัวอย่าง Interactive content จาก วิชาชีวิต ที่ให้คุณได้สำรวจความทรงจำของตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก

สำหรับสายธุรกิจ รายงานจาก Demand Gen ระบุว่า Interactive content มีประโยชน์กับการ Educate ลูกค้า มากกว่า Static content ราว 23% 

ตัวอย่างที่น่าสนใจของ Interactive content เช่น Color Palette Generator ของ Canva ของ Content Shifu เองก็มี Website Cost Calculator ตัวช่วยประเมินราคาค่าทำเว็บไซต์

 

สำหรับปีนี้ รูปแบบที่เราน่าจะได้เห็น Use Case กันเยอะขึ้นอีก คือรูปแบบของการนำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) หรือไม่ก็ Virtual Reality (VR) มาใช้ร่วมด้วย จากเทรนด์ Metaverse ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์กระแสหลักที่ได้พูดไว้แล้วในบทความเทรนด์ Digital Marketing 

เรามองว่าเทคโนโลยีทั้งสองจะมี Adoption มากขึ้นกว่าปีก่อน แต่ทั้งนี้การลงเล่นในเทคโนโลยีทั้งสองนี้ก็ยังค่อนข้างมีการลงทุนที่สูงอยู่ ตลอดทั้งปีจึงอาจจะยังไม่ได้มี Adoption ที่สูงมากจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน

หากพูดถึง Experience หลายคนมักนึกถึงการมองเห็นเป็นหลัก แต่ประสบการณ์นั้นมีได้ตั้งแต่รูป รส กลิ่น เสียง อีกหนึ่งแกนที่น่าสนใจคือ เสียง หรือ Sonic ซึ่งคุณ Raja Rajamannar ผู้เขียนหนังสือ Quantum Marketing ได้พูดถึงวิธีการนี้เอาไว้ค่อนข้างมากในหนังสือของเขา 

เสียงในที่นี้หากเป็นมุมมองคอนเทนต์เชิงสาระความรู้ เราจะนึกถึงการทำรายการ Podcast

เราคิดว่าการทำ Podcast เป็นช่องทางที่ดี แต่จะมีความเหมาะกับ Media / Publisher และ Content Creator มากกว่า Brand ซึ่งเหมาะจะร่วมเป็น Partner มากกว่า 

คอนเทนต์เสียงที่เหมาะกับแบรนด์ เราเห็นกันมาตั้งแต่วิธีการคลาสสิกอย่าง Jingle กับเพลงประกอบโฆษณาต่างๆ ซึ่งนอกจากจะอยู่ตามโฆษณาทีวีได้แล้ว ด้วยความที่ Media ที่คนใช้กันทุกวันนี้ มีขยายไปสู่ YouTube หรือ Music Streaming Apps ด้วย ก็จะสามารถนำมาใช้ประยุกต์ในหลายๆ มีเดียเหล่านี้ได้

3. ร่วมมือกับ Content Generator

หากพูดถึง Artificial Intelligence (AI) คงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หากพูดถึงการประยุกต์ใช้ในมุมของคนทำคอนเทนต์ Use Case ที่มีให้เห็นกันแล้วใน Content Marketing คือการนำเอา AI มาช่วยทำคอนเทนต์ 

เนื่องจาก Challenges ในทุกวันนี้คือ การทำ Content นั้นใช้เวลาไม่น้อย แถมยังต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณที่ไม่น้อยเกินไป ทำให้มีการพัฒนา AI ในด้านนี้ออกมากันมากขึ้น

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างบางส่วนของการเอา AI มาใช้ และบางส่วนที่ไม่ได้ถึงกับเป็น AI แต่เป็น Tools ที่ช่วยในการสร้างคอนเทนต์

AI Writer

ปัจจุบันมีตัวเลือก AI Writer เขียนคอนเทนต์ด้วย AI มากมายหลายเจ้าแล้ว โดยเฉพาะคอนเทนต์ภาษาอังกฤษ รวมถึงหลายๆ เครื่องมือก็รองรับภาษาไทยแล้วด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ความคิดเห็นของพวกเราจากการได้ลองใช้งานคือ “พอใช้งานได้” สำหรับภาษาอังกฤษ แต่ยังไม่ค่อยเวิร์กเท่าไรสำหรับภาษาไทย แต่อย่างน้อยการที่พอใช้งานได้แล้วสำหรับภาษาอังกฤษ ก็อาจเพียงพอสำหรับหลายคนที่ต้องการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนคอนเทนต์เป็นภาษาอังกฤษ 

โดยคอนเซปต์แล้ว ยิ่ง Data มากขึ้น ยิ่งมีคนใช้งานมากและให้ Feedback มากขึ้น AI ก็จะยิ่งเก่งขึ้น ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำให้นักเขียนที่ยังไม่เคยลองใช้ ได้เข้าไปทดลองใช้งาน เพื่อให้เกิด Data และ Feedback เยอะๆ AI เหล่านี้จะได้มีความสามารถในการช่วยงานเราได้มากขึ้น

ในอนาคตบทบาทของนักเขียนก็จะถูกพัฒนามากขึ้น เป็นการ Edit ปรับปรุง การมีวิจารณญาณเป็นบรรณาธิการ และการทำ Synergy ร่วมกับหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดเป็น Original content ใหม่ๆ

AI Video Generator

นอกจากคอนเทนต์ในรูปแบบข้อความแล้ว AI ยังมีการพัฒนามาช่วยคอนเทนต์ในรูปแบบ Visual ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ Video เนื่องจากวิดีโอเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ใช้เวลาและทรัพยากรในการทำค่อนข้างมาก

ในช่วงแรกๆ นั้น AI Video Generator มักถูกทำในรูปแบบ Text to Video หรือ Video Presentation ที่นำข้อความที่เราเตรียมไว้ มาช่วยใส่ Effect, Animation, Footage ต่างๆ ให้ดูน่าสนใจขึ้น บางเครื่องมือก็เป็น AI บางเครื่องมือก็อาจจะไม่ได้ AI มาก ออกแนว Pre-Built Templates คล้ายๆ กับ Canva

ทั้งนี้ปัจจุบันเทคโนโลยี AI เองก็ได้รับการพัฒนามาค่อนข้างมาก จึงมี Solution ในรูปแบบการสร้าง Video แบบ Talking Head หรือแบบที่มีคนบรรยายด้วย ซึ่งคนที่ว่า ไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็น AI Presenter

ตัวอย่างเช่น Synthesia ที่ให้บริการ Solution นี้อยู่ และรองรับภาษาไทยแล้วด้วย 

ตัวอย่างภาษาไทย (ยังไม่ค่อยเก่ง)

Script ที่ใส่เข้าไป

ผลลัพธ์ที่ได้

ตัวอย่างภาษาอังกฤษ (ถือว่าน่าสนใจทีเดียว)

Script ที่ใส่เข้าไป

ผลลัพธ์ที่ได้

โดยส่วนตัวประทับใจกับผลลัพธ์ของภาษาอังกฤษมาก มนุษย์ AI Presenter คนนี้เหมือนคนจริงๆ มาก ทั้งยังสังเกตได้ถึงจังหวะการกลืนน้ำลายในช่วงท้ายๆ และเสียงกับหน้าตาของ Presenter ก็เข้ากันดี โดยรวมคิดว่าสามารถใช้งานได้ในระดับพื้นฐานแล้ว เหมาะกับการนำเสนอที่ไม่ต้องใช้อารมณ์ร่วมในการบรรยายมากนัก เช่น การพูดแนะนำข้อมูลทั่วไป การสอนเนื้อหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างวิธีการใช้งานอะไรบางอย่าง เป็นต้น

ส่วนภาษาไทยนั้นคิดว่ายังใช้งานจริงไม่ได้ ทั้งด้วยจังหวะการพูด และเสียงที่ยังค่อนข้างเป็นหุ่นยนต์และยังไม่เข้ากันกับตัว Presenter นัก ทั้งนี้จริงๆ เราจะอัดเสียงของเราใส่เข้าไปเองก็ได้ แล้วใช้เฉพาะ Service ส่วนที่เป็น AI Presenter อย่างเดียวก็ทำได้ค่ะ

Use Cases อื่นๆ

นอกจากข้อความและวิดีโอแล้ว ปัจจุบันมีเครื่องมือ Generator ต่างๆ ให้เราเลือกใช้มากมาย ทั้ง Graphic, Logo, Landing Page Builder, Privacy Policy Generator เป็นต้น

4. Content Atomization

รู้จัก Repurpose content ทำคอนเทนต์ชิ้นใหญ่ ที่สามารถแตกย่อยออกเป็นคอนเทนต์ชิ้นย่อยหลายๆ ชิ้นได้ – คอนเซปต์นี้เป็นเรื่องที่ตัวเราได้คุยกับทีมและหลายๆ คนอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีคำนิยามให้กับมัน จนกระทั่งมาเจอกับคำว่า Content Atomization ที่ถูกนิยามขึ้นโดยคุณ Vanhishikha, Founder ของ Contentsify ซึ่งเขาได้แนะนำถึงการนำเอาคอนเทนต์ชิ้นใหญ่ มาแตกย่อยเป็น 8 คอนเทนต์ย่อยๆ หรือมากกว่า

วิธีการทำ Content Marketing นี้ คิดว่า Content Marketer น่าจะเคยทำกันมาบ้าง และมันก็จะเป็น New Normal ขึ้นเรื่อยๆ เพราะ 

1. ช่องทางนั้นมีหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ และคอนเทนต์จำเป็นต้องได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับช่องทางที่จะไปโพสต์ 

2. ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นหรือติดตามในทุกช่องทางตลอดเวลา วิธีการนี้จึงทำ Awareness ได้มากกว่า 

3. ช่วยให้ Content Marketer ได้โฟกัสกับ Big content ที่สำคัญจริงๆ แค่ไม่กี่ชิ้น และลดเวลาในการ Manage content calendar ที่หลากหลายมากของแต่ละช่องทาง

เราเลือกคำว่า Content Atomization มาขึ้นหัวข้อเพราะมันเท่ดี แต่เทรนด์นี้ประกอบไปด้วยเทรนด์และข้อคิดย่อยๆ หลายส่วนนั่นคือ

  1. Do one thing great (ทำสิ่งหนึ่งให้ยอดเยี่ยม)
  2. Mixed types + Mixed channels (นำมาแตกย่อยให้เป็นหลายๆ รูปแบบ ลงในหลายๆ ช่องทาง)
  3. Consistency (รักษาความสม่ำเสมอ)

5. Empathetic Content Marketing

มนุษย์เรานั้นอ่อนไหว

Content ต้องใส่ใจต่อความอ่อนไหวของคน

ปกติแล้ว “ความเร็ว” ในการทำคอนเทนต์ มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากต่อความนิยม โดยเฉพาะในคอนเทนต์ประเภท Topical Content ทว่าสิ่งที่ค่อนข้างสังเกตเห็นได้ในสองสามปีนี้คือ ความอ่อนไหว (Sensitive) ที่มีมากขึ้นของผู้รับสาร “ทำไมถึงลงรูปแบบนี้” “ทำไมถึงเขียนแบบนี้” การ ‘แบน’ เกิดขึ้นได้ง่ายมากและเกิดขึ้นได้เร็วเพียงอึดใจเดียว เพราะคนกล้าวิจารณ์และกล้าแชร์ต่อมากขึ้นใน “ยุคนี้ที่ใครๆ ก็เป็นนักข่าว” 

เราจะทำยังไงให้คอนเทนต์ของเรามันโอเค ไม่สื่อสารผิด ไม่ถูกแบน กลายเป็นโจทย์ที่หลายๆ แบรนด์คำนึงถึงมากกว่าเรื่องของความเร็วเป็นสำคัญ


เราได้เคยสัมภาษณ์คุณสายใย สระกวี Head of Communications, Google Thailand 

เราอยากชวนมามาย้อนรับชมในนาทีที่ 14:00 ของคลิปนี้ ซึ่งเป็นช่วงคำถามที่ชวนคุยเรื่องเทรนด์การทำ PR ในปีหน้า (รวมถึงปีต่อๆ ไป)

Digital footprint = ร่องรอยบนโลกออนไลน์ที่คนสามารถย้อนสืบประวัติของเราได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะพูดหรือทำอะไรออกไปก็ควรระมัดระวังมากขึ้น เพราะแม้จะผ่านมาหลายปี คนก็อาจจะยังหาสิ่งที่เราเคยโพสต์หรือเคยถูกพูดถึงเจอได้

 


ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์จะต้องปิดกั้นและไม่กล้าแสดงออกแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์จะต้องปิดกั้นและไม่กล้าแสดงออกแต่อย่างใด เพราะการแสดงออกที่ชัดเจน ก็ช่วยให้สื่อสารได้ชัดเจนและเป็นที่จดจำได้ดีขึ้น เพียงแต่ต้องระมัดระวังในการหาจุดสมดุลที่เหมาะสม 

ในช่วง Covid ที่ผ่านมา มีปริมาณการค้นหาที่เป็น “Negative keywords” อยู่ไม่น้อย เช่น “ฉันต้องการขอ Cancel ตั๋วเที่ยวบิน” หรือ Cancel ที่พัก เป็นต้น 

นักการตลาดส่วนใหญ่มักจะกลัวที่จะพูดถึงแง่มุมลบ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องหลีกเลี่ยง Negative keywords เสมอไป คุณสามารถเลือกที่จะดึงดูดคนที่กำลังมีความกังวลสับสน และพูดคุยกับพวกเขา เป็นเพื่อนที่ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจมากขึ้นได้ ลองทำคอนเทนต์ที่ ‘Relevant’ และเล่าถึงมุมที่คุณสามารถตอบปัญหา/ข้อสงสัย หรือช่วยเหลือพวกเขาได้

 

6. Optimization & Collaboration / Community ต้องทำบ่อยขึ้นอีก

Optimization

ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร คอนเทนต์ยิ่งมีมากขึ้น ผู้เล่นยิ่งมีมากขึ้น การแข่งขันยิ่งสูงขึ้น

จากเดิมที่  Evergreen Content คุณภาพที่ติดลมบนแล้ว นานๆ ที ปีละครั้ง สองปีครั้ง ค่อยมา Optimize ทีนึงก็ยังได้ ทว่าเดี๋ยวนี้ความถี่ในการที่เราควรกลับมาตรวจสอบและปรับปรุง (Optimize Content) นั้น จะยิ่งควรต้องทำสม่ำเสมอขึ้นอีก

เว็บ Content Shifu เอง ในทุกๆ ปีจะมีการทำ SEO Audit และ Audit อื่นๆ ใหญ่ๆ ทุกปี เพื่อคอยปรับปรุงคุณภาพ นอกจากนี้หากพูดถึงบริบทของ SEO แล้ว นอกจากการ Optimize Content เพื่อให้มีคุณภาพและตอบโจทย์ Search Intent ของผู้บริโภคอยู่เสมอแล้ว อีกสิ่งที่เป็นอีกเทรนด์ที่พูดถึงกันเสมอๆ ในช่วงหลังนี้ คือการ Optimize Website ซึ่งเป็นบ้านของคอนเทนต์เหล่านี้ด้วย


ถ้าคุณสนใจเรื่อง SEO ด้วย บทความนี้อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอจะพูดรวมเรื่อง SEO ด้วยทั้งหมด ขอแนะนำให้คุณอ่านบทความ เทรนด์ SEO 2022 เพิ่มเติมด้วยนะคะ

Collaboration / Community

อีกเรื่องนึงคือ การทำ Collaboration Content Marketing นั้นยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่องๆ สิ่งที่ Creator รายบุคคลนั้นทำได้เร็วและได้เปรียบกว่าแบรนด์หรือสื่อใหญ่ๆ คือพวกเขาสามารถทำ Collaboration กับเพื่อนๆ Creator ได้เร็วมาก โดยไม่ต้องรอความเห็นชอบหรืออนุมัติ รวมถึงพวกเขายังสื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมาได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้การสร้าง Community ได้ง่ายและเร็วเช่นกัน

ในมุมนี้กลับกลายเป็นว่าบริษัทที่มีทีมงาน มักจะทำเรื่องเหล่านี้ได้ช้ากว่า หากไม่ได้มีคนที่มีบทบาทหรือมี Mindset ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน เราแนะนำให้บริษัทพูดคุย หาแนวทางเพื่อผลักดันให้ Creator ภายในองค์กร มีความเป็น Connector ในตัวเองด้วย …เรื่องนี้เองก็เป็นการบ้านของทีมของเราด้วยเช่นกัน

7. ตั้งเป้าหมายเรื่อง ‘Relevant’ และปรับปรุงการส่งมอบ 

Mindset “ต้องเข้าใจธุรกิจ และเข้าใจลูกค้า” นี้ ฟังดูคลาสสิก มีการพูดกันบ่อยจนเผลอๆ จะแอบน่าเบื่อไปแล้ว แต่ในบรรดาทั้งหมด 7 ข้อที่เล่ามา เราคิดว่าข้อนี้ยังสำคัญที่สุดเสมอ เพราะใน 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงปี 2022 นี้ก็ด้วย ที่ธุรกิจต่างก็ยังต้องปรับตัวจาก Covid-19 ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เมื่อการทำงานเปลี่ยน การตลาดเปลี่ยน และบางครั้งกลุ่มลูกค้าก็เปลี่ยนไป แต่นักทำคอนเทนต์นั้นอาจจะยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานหรือการสื่อสารได้ชัดเจนเพียงพอ

ขอเล่ายกตัวอย่างจาก Content Shifu เองเลยก็ได้ค่ะ

ก่อนหน้าที่จะมี Covid-19 กลุ่มเป้าหมายหลักของเราคือนักธุรกิจและนักการตลาดที่เริ่มทำงานจริงแล้ว (Manager Levels) มีประสบการณ์แล้วมากประมาณหนึ่ง เราไม่ได้เน้นเนื้อหาง่ายๆ เชิงพื้นฐาน มากนัก แต่เน้นทำเนื้อหาที่เหมาะสำหรับคนที่ทำงานจริงแล้ว เน้นเรื่องสำคัญๆ ที่ตอบโจทย์ Challenges ที่เขามี – เป็นเช่นนี้ทั้งกับเนื้อหาฟรีบนออนไลน์ และกับคอร์สเรียนออฟไลน์

หลังจากมี Covid-19 เป็นต้นมา เราเน้นคอร์สออนไลน์ แทนออฟไลน์ และขยายกลุ่มเป้าหมายมาเป็นนักการตลาดรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีพื้นฐานมากนักมาก่อนด้วย นั่นทำให้คอนเทนต์ในบล็อกและหลายอย่างที่ทำออกมา ทำมาแบบ Beginner-friendly มากขึ้น

ความท้าทายของเรื่องนี้ก็คือ การบาลานซ์ความต้องการของ Audience ทั้งสองกลุ่ม กลุ่มเดิม และกลุ่มใหม่ เพราะความต้องการของพวกเขาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว หากเห็นคอนเทนต์ที่ไม่ Relevant กับตัวเองนักบ่อยๆ Engagement ก็จะลดลงได้

เรื่องนึงที่ควรทำเพื่อการพัฒนาก็คือ การพยายาม Personalize เนื้อหาให้มากขึ้นอีก ยิ่งเป็นช่องทางที่เป็น Direct Communication (ส่งหาบุคคลนั้นตรงๆ) อย่าง Email Marketing ยิ่งควร Personalize ได้มากขึ้น หรือหากเป็น Indirect ก็ให้ทำความรู้จักกับ Audience ในแต่ละ Channel ให้มากขึ้น เช่นใน YouTube เป็นช่องทางที่มีกลุ่ม Beginners เป็นสัดส่วนมากกว่า เป็นต้น

ที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่พวกเราเองก็ยังต้อง Work hard เพื่อปรับปรุงเพิ่มเติม และจะยังคงเป็นเทรนด์ความท้าทายของ Content Marketer ในการทำงานจริงทั้งในปีนี้และเรื่อยๆ ในอนาคตต่อจากนี้

สรุป

ย้อนกลับไปถึงมุมมองวิถีการทำการตลาด เทรนด์ที่จะยังคงสืบเนื่องต่อไป มีต่อไปนี้

1. Classic Marketing : การส่งมอบคอนเทนต์ที่ดีที่สุดให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยความท้าทายในอนาคตจะยังมีต่อเนื่อง จากการที่ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด คอนเทนต์ที่ใช่ กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ จึงต้องมีการ Audit และ Revise อยู่เรื่อยๆ

2. Emotional Marketing

Content ระวังเรื่อง Crisis ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังต้องส่งมอบ ข้อความที่แสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจคนในช่วงเวลานั้นๆ ให้ได้มากที่สุด

3. Digital

คนทำคอนเทนต์จำเป็นต้องมีความรู้เรื่อง Analytics และเรื่องการ Optimize เนื้อหามากขึ้น

สามารถทำงานได้เร็ว และเป็นระบบ เพื่อให้ยังคงสามารถส่งมอบคอนเทนต์ในหลากหลายช่องทางและแพลตฟอร์มได้อย่างเหมาะสมกับช่องทางนั้นๆ

อีกประเด็นคือเราอยู่ในยุคของ Gig Economy ที่มีคนอื่นๆ ทำคอนเทนต์ตลอดเวลาอยู่มากมาย บทบาท Collaboration Builder และ Community Builder จะเป็นอีกบทบาทเสริมที่สำคัญมากๆ ของ Content Creator

4. Technology

ติดตามข่าวสารและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถช่วยในการทำงานได้ เช่น AI ในสายด้านนี้ที่มีพัฒนาการเรื่อยๆ ในทุกปี

ตาคุณแล้ว

7 ข้อที่เลือกมาในบทความนี้เขียนในเชิงภาพรวมที่สามารถใช้ได้กับหลายธุรกิจ ทั้งนี้ถ้าคุณทำงานอยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง อาจลองหารายงานอื่นๆ อ่านเพิ่มเติมเสริมความรู้กันได้นะคะ

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำธุรกิจในสาย B2B ลองดูรายงานนี้ต่อได้ค่ะ

และถ้าเพื่อนๆ มีประสบการณ์หรือไอเดียอื่นๆ เพิ่มเติมนอกจากนี้ มาคอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยนะคะ