เทรนด์การตลาดออนไลน์ จะเป็นอย่างไร?”

นี่คงเป็นคำถามที่คนทำการตลาดอยากรู้ เพราะจะได้ทราบทิศทางในการเตรียมตัว นั่นทำให้เราเฝ้าศึกษาและเขียนบทความเรื่องเทรนด์ Digital Marketing นี้มาตลอดหลายปี

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดคือ การพูดถึงเทรนด์ในระดับหนึ่งปีนั้น มักมีความคาดเคลื่อนในคำทำนายอยู่บ้าง บางอย่างใช้เวลาเร็ว บางอย่างใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป บางอย่างเคยพูดแล้วในปีก่อน แต่ก็ยังคงต้องพูดซ้ำในปีต่อมา

จึงเป็นเหตุผลที่บทความที่เขียนใหม่อีกครั้งนี้ จะไม่เจาะจงฟันธงว่าอะไรจะเกิดขึ้นในระดับ 1 ปี เมื่อก่อนหน้านี้ แต่อยากชวนให้มาลองดูเทรนด์ในระดับระยะยาว หรือที่เป็น Mega Trends และหากเรามุ่งหน้าไปในทิศทางนี้ ก็จะเห็นถึงสิ่งที่ต้องเตรียมตัวในระดับหนึ่งปีด้วยว่าต้องเริ่มทำอะไรบ้าง
ข้อมูลในบทความนี้จะอ้างอิงจากหลายๆ แหล่งข้อมูล โดยมีหนังสือ Quantum Marketing เป็นแหล่งข้อมูลหลัก ซึ่งเราดัดแปลงวิธีการเล่าบางส่วน รวมถึงเพิ่มตัวอย่างและความคิดเห็นส่วนตัว

เพราะตั้งใจจะให้บทความนี้สามารถอ้างอิงถึงได้เรื่อยๆ ครั้งนี้จึงตั้งใจเขียนให้ค่อนข้างยาว ถ้ายาวไปก็ยังคงสามารถแชร์เก็บไว้ก่อน หรือเลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจได้เช่นเคยนะคะ 🙂

เข้าใจ Marketing อดีตและปัจจุบัน: ค่านิยมในการทำการตลาด เปลี่ยนแปลงมายังไงบ้าง

ก่อนจะพูดถึงอนาคต อยากชวนมาดูความเปลี่ยนแปลง หรือ Evolution ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้เห็นภาพตรงกันก่อน 

1. การตลาดแบบ Classic

การตลาดแบบ Classic นั้น คือการตลาดที่เน้นเรื่อง 4Ps (Product, Price, Place, Promotion) 

และถึงแม้หลายปีที่ผ่านมา คอนเซปต์ 4Ps จะมี Evolve เปลี่ยนแปลงมาบ้าง เช่น พัฒนาเป็น 7Ps Marketing แต่รากฐานสำคัญก็ยังคงเหมือนเดิม

นักการตลาดแบบคลาสสิก คือผู้ที่เน้นนำเสนอประโยชน์และคุณค่าของ Product โดยมองว่าลูกค้าจะเลือกซื้อโดยเน้นเปรียบเทียบและเลือก Product ที่ดีที่สุด รวมถึงพิจารณา P อื่นๆ ใน 4P เช่น Price หรือราคาที่เหมาะสมกับฟังก์ชันที่จะซื้อใช้

2. การตลาดด้วย Emotion

ในเวลาต่อมา นักการตลาดเริ่มมองเห็นความสำคัญของตัวแปรทางด้าน ‘อารมณ์’ เพราะพบว่าหลายๆ ครั้งมนุษย์ไม่ได้เปรียบเทียบสินค้าต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์บ้าง กระแสบ้าง แล้วแต่จะถูกนำพาไป

นักการตลาดเริ่มเรียนรู้ความสำคัญกับ Branding และ Storytelling เราเริ่มลงทุนในเรื่องการสร้างแบรนด์มากขึ้น ทำ Emotional Ads ที่มีการเล่าเรื่องที่สนุกหรือน่าประทับใจ หรือก่อให้เกิดความรู้สึกร่วม ไปจนถึง PR ต่างๆ เพื่อให้แบรนด์ไม่ใช่แค่เพียงส่งมอบสินค้า แต่ส่งมอบตัวตนและ ‘Status’ ให้กับผู้ซื้อ

3. การตลาดด้วย Internet / Digital

เมื่อคนใช้อินเทอร์เน็ต พวกเขาก็เริ่มมีตัวตน มี Address บนโลกอินเทอร์เน็ตที่ Target ไปถึงได้ ประโยชน์หลักของดิจิทัล คือทำให้เราสามารถทำ Targeted Marketing ที่ส่งตรงหาคนๆ นึงโดยตรงได้เลยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Direct Mail (Email Marketing) หรือ Direct Advertising (Retargeting)

ต่างจากยุคก่อนที่การติดต่อโดยตรงทำได้ยากกว่าและต้องอาศัยสื่อ Mass อย่าง TV หรือ Print แล้ว ซึ่งไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าใครได้รับสารบ้าง วิถีของ Digital คือการ Target ลูกค้าได้ชัดเจนขึ้นตามกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือก รวมถึงเริ่มสามารถทำ Individualized หรือ Personalized Marketing Message ส่งหาแต่ละกลุ่มเป้าหมายได้

นอกจากนี้ ยุคนี้ยังมี Data มหาศาลมาก เพราะมี Users ใช้เน็ตกันทำสิ่งต่างๆ เยอะมาก ทั้งพิมพ์คำค้นหา และเข้าเว็บต่างๆ Google โตมาก AdWords โตมาก และ Ads ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตก็โตมาก

จากวิถีก่อนหน้านี้ที่เน้นศิลปะการเล่าเรื่องและสร้างแบรนด์ ยุคดิจิทัลเริ่มเน้นความเป็นศาสตร์มากขึ้น เป็นยุคที่นักการตลาดสาย Technical / Data-Savvy ทวีความสำคัญมากข้ึน และเริ่มมี Practice ในการทำการตลาดที่วัดผลและคำนวณสิ่งต่างๆ มากขึ้น ทั้งการคำนวณ ROI หรือ การคำนวณ Customer Lifetime Values

4. การตลาดด้วยยุค Social & Mobile

ต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้ว คือการเข้าสู่ยุคของ Social Media และ Mobile Devices อุปกรณ์เหล่านี้ แพลตฟอร์มเหล่านี้ ทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนพอสมควร กลายเป็นคนที่เสพคอนเทนต์บนดิจิทัลมากขึ้นกว่าเดิม แต่สมาธิสั้นลงเรื่อยๆ เป็นยุคที่ Content Marketing ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก เพื่อจะได้รับความสนใจจากลูกค้า

รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่เล่าในข้อที่แล้วก็ยังคงมีอยู่ แต่มีปริมาณมหาศาลยิ่งขึ้นไปอีก

5. การตลาดด้วย Emerging Technologies

ขณะนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีศัพท์แสงที่ควรรู้จักและศึกษามากมาย อย่าง 5G, IoT, Wearables, AI, AR/VR, Blockchain, 3D Printing เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการและอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย และรวมไปถึงการนำมาสู่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค และวิธีการทำการตลาดใหม่ๆ ด้วย

หัวข้อหลังจากนี้จะมีการนำเทคโนโลยีบางตัวในนี้มาขยายความเพิ่มเติม และไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมในบางตัว เพราะเนื้อหาจะยาวมากเกินไป ดังนั้นใครสนใจตัวไหนเป็นพิเศษสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ต่อได้นะคะ

เทรนด์การตลาดออนไลน์ + เทรนด์ Digital Marketing 2022 (และต่อเนื่องถึงอนาคต)

การตลาดที่ได้เล่าไปในหัวข้อที่แล้วเป็นเพียงการเรียงลำดับตาม Timeline ที่วิถีเหล่านี้ได้ถือกำเนิดขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่ามีอันใดอันนึงที่หายไปหรือสูญพันธุ์ไปแล้ว ทั้ง 5 วิถีนี้ยังคงมีบทบาททั้งในปัจจุบันและในอนาคต 

ดังนั้นเทรนด์ที่จะพูดถึงนี้จะยังคงมีมุมมองบางส่วนในเชิง Classic, Emotion ฯลฯ ด้วย เพียงแค่ว่าวิธีการส่งมอบหรือถ่ายทอดแนวคิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างตามยุคตามสมัย รวมถึงปฎิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นในเทรนด์ที่จะเล่าต่อจากนี้จึงจะมีการพูดถึงเทคโนโลยีอยู่ด้วยพอสมควรเช่นกัน

1. P – People ต้องศึกษาและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายให้ชัด

หากจะต้องเลือก P ใด P หนึ่งใน 7Ps Marketing ที่ได้พูดถึงไว้ในหัวข้อเรื่องการตลาดสายคลาสสิก เรามองว่า P – People นี้ ยังไงก็จะยังสำคัญที่สุด และการตลาด…ไม่ว่าจะเป็นอะไรเกิดขึ้นก็ยังเน้นย้ำเรื่องความสำคัญของการเข้าใจลูกค้าอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรมองเขาเป็นบุคคล ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคในสินค้าที่เราอยากนำเสนอ บุคคลเหล่านี้ ยังมีบริบทที่เราต้องทำความเข้าใจอยู่อีกมาก

การตลาดยุคเก่า คือการ Segment ลูกค้าแค่เพียงเพศ อายุ หรือข้อมูลในเชิง Demographics แต่การตลาดยุคใหม่จะใส่ใจมากๆ กับการทำ Segmentation ที่ละเอียดขึ้น เพื่อระบุตัวตนจริงๆ ของคนๆ นั้นได้ชัดเจนขึ้น ทั้งความสนใจ ค่านิยม หรือ Subculture

ตัวอย่างเช่น หากพูดถึงคนที่ “สนใจการออกกำลังกาย” โดยส่วนตัวเราเองมองว่าคำนี้กว้างมากๆ และการคุยในเรื่องที่สนใจตรงกันจริงๆ เริ่มไม่ง่ายนัก เพราะ Culture ของการออกกำลังกายมีหลายแบบมาก 

  • มีทั้ง Culture ในเรื่องของรูปร่าง และความสวยงาม ออกกำลังกายเพราะมีเป้าหมายหลักคือรูปร่างกลุ่มนี้มักมีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องความงาม แฟชั่น และอาหารสุขภาพด้วย
  • บางคนเป็นสาย Sports Performance ชอบความท้าทายและการแข่งขัน ชอบลองไปร่วมอีเวนต์ชิงเหรียญ ชิงรางวัล ในกลุ่มนี้เองก็อาจสนใจกีฬาได้หลายประเภทรวมถึงยังสนใจในประเภทที่ใกล้เคียงกันอยู่บ้าง เช่น วิ่งเทรล CrossFit ยกน้ำหนัก หรือ MMA 
  • Culture ในเรื่องกิจกรรมสานสัมพันธ์ เล่นเพื่อเข้าสังคม หรือเข้ากับเทรนด์ช่วงนั้น เช่น เซิร์ฟสเก็ต ดำน้ำ เล่นเซิร์ฟบอร์ด เป็นต้น 

แค่ตัวอย่างนี้เราก็จะเห็นได้ถึงกลุ่มความสนใจ หรือ Subculture ย่อยต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้มีอยู่ใน Category พื้นฐานแบบเดิมๆ ในตัวอย่างที่ยกไปนั้นก็ยังสามารถแบ่ง Subculture ในตัวย่อยไปได้อีก

การเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้การตลาดนั้น ทั้งลึก-ทั้งกว้าง-และสร้างสรรค์ขึ้น ไม่ได้สื่อสารโดยสาดคีย์เวิร์ดเดิมๆ หรือวิธีการเดิมๆ เพราะพยายามมองแบบเข้าใจในตัวตนของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ หากนักการตลาดมองเล่นเทรนด์ย่อมๆ อะไรกำลังก่อตัวขึ้น การเข้าไปตีตลาดนั้นๆ ในจังหวะที่ถูกต้องก็จะได้ผลลัพธ์ดีมากขึ้นตามไปด้วย


  • เข้าใจลูกค้า ด้วยการทำ Persona
  • เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์นี้: Social Listening Tools, Google Trends, Research tools ต่างๆ

2. Reimagine ‘Loyalty’ & Contextual Marketing

มีประเด็นนึงในหนังสือ Quantum Marketing ที่เราคิดว่าน่าสนใจ โดยผู้เขียนได้อ้างอิงถึง Research ที่ระบุว่าปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ มีแนวโน้มที่จะ “ไม่ค่อยมี Loyalty” แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะละเลยการทำ Loyalty / Retention Program แต่เป็นตรงกันข้ามกันเลย ความหมายคืออะไร? มาลองดูกัน

ที่บอกว่าไม่ค่อยมี Loyalty นั้น ความหมายคือ คนไม่ค่อยมี ‘Exclusivity’ ต่อแบรนด์แล้ว คือไม่จำเป็นต้องใช้แค่ยี่ห้อเดียวไปทั้งชีวิต บางทีก็ใช้ A บางทีก็ใช้ B หรือ C แล้วแต่ความต้องการในช่วงนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในเชิงฟังก์ชัน ราคา โปรโมชัน กระแส ฯลฯ 

ใครที่ปล่อยหมัด ‘Hook’ ได้ดีสุดใน Moment ที่กำลังอยากได้นั้น ก็คือผู้ชนะ

และนี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการมี CRM มี Loyalty Program และมีการรับรู้จังหวะการส่ง Marketing Message ที่เหมาะสมจะมีความสำคัญมากๆ ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ การจะ “ปล่อยหมัด Hook ได้ถูกจังหวะ” นั้น จะยิ่งเป็นเรื่องยากหนักเข้าไปอีก 

ตัวอย่าง Contextual Marketing เช่น การส่งแจ้งโปรโมชันที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบว่าลูกค้ากำลังสนใจพิจารณาสินค้านั้นๆ (จากประวัติ Browsing history) หรือส่งตาม Location หรือตามประวัติการซื้อของลูกค้า เป็นต้น

ทั้งนี้แน่นอนว่าความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเข้าใจลูกค้า (P – People) และออกแบบกระบวนการ Trigger ให้ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมด้วย

3. Data

หากคุณได้ติดตามเทรนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามาตลอดอยู่แล้ว คำว่า Data คงเป็นคำที่คุณเห็นบ่อย เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะมันเป็นเทรนด์ระยะยาวที่เกิดขึ้นมาอยู่แล้ว ขับเคลื่อนกันมายาวๆ ตั้งแต่ยุค Internet, ยุค Social มาจนถึงยุค Emerging Technologies และเทรนด์นี้จะยังดำเนินต่อไปในอนาคต

การนำมาใช้ก็มีบริบทตั้งแต่การนำข้อมูลมาช่วยปรับปรุง Performance การตลาด เช่น การ Optimize Facebook Ads, การ Optimize Google Ads ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเพื่อช่วยในการนำเสนอโปรที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า หรือช่วยคนภายในในเรื่องการตัดสินใจต่างๆ เป็นต้น

แต่ถ้าพูดถึงเทรนด์ที่เพิ่งเริ่มเป็นที่พูดถึงเยอะเป็นพิเศษในช่วงแค่ไม่กี่ปีมานี้ ประเด็นเรื่องการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy Protection ก็เป็นประเด็นสุดฮอตที่ไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆ สำหรับปี 2021, 2022 และหลังจากนี้เป็นต้นไปอีกยาวๆ

แล้วนักการตลาดควรจะเตรียมตัวยังไงบ้าง? อันดับหนึ่งแน่นอนเลยก็คือ เตรียมความพร้อมสำหรับ PDPA ซึ่งเป็นกฏหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวฉบับของประเทศไทย

ในลำดับอื่นๆ ต่อมา เราขออ้างอิงจากรายงาน Identity 2020 โดยเว็บไซต์ eMarketer ซึ่งรวมสถิติและความคิดเห็นที่น่าสนใจของนักการตลาดที่มีต่อประเด็นเรื่องนี้ (แม้จะทำมาแล้วสักพัก แต่ข้อมูลยังน่าสนใจสำหรับธุรกิจไทยในการอ้างอิงอยู่) โดยขอหยิบบางส่วนมาให้ดูกัน ได้แก่

1. กฏเกณฑ์ในการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว (Privacy Regulations) ได้ส่งผลต่อ Data Strategy ของบริษัทอย่างไร?

ผลสำรวจความคิดเห็นของนักการตลาด จัดอันดับออกมาได้ดังนี้

  • อันดับ 1: เพิ่มความโปร่งใสในการใช้ข้อมูล ให้มีความโปร่งใสสูงมากขึ้น
  • อันดับ 2: การกำหนดมาตรฐานภายในในการเก็บและใช้ข้อมูล
  • อันดับ 3: พิจารณาช่องทางโฆษณาใหม่ๆ และ/หรือ แพลตฟอร์มอื่นๆ
เทรนด์ Digital Marketing 2021

2. ความเปลี่ยนแปลงของ Third-party Cookies ส่งผลอย่างไร

Browser และอุปกรณ์ใหม่ๆ เริ่มสนับสนุนที่จะป้องกันการเก็บ Cookies และรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคยิ่งขึ้น เรื่องนี้ส่งผลอย่างไรในมุมมองของผู้ตอบแบบสำรวจ

  • อันดับ 1: เพิ่มการลงทุนใน First-party data มากขึ้น (หมายถึง การที่ข้อมูลของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ถูกเก็บเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ไม่ใช่สินทรัพย์ของแพลตฟอร์มภายนอก)
  • อันดับ 2-3: เพิ่มความสนใจใน Solutions ตัวช่วยในการระบุตัวตน ถึงแม้จะใช้ Third-party data
  • อันดับ 4: สร้างสายสัมพันธ์หรือ Partnership เพื่อสร้าง Second-party data (หมายถึงการได้เข้าถึง First-party data ของคนหรือบริษัทอื่น)
เทรนด์ Digital Marketing 2021

การเก็บ First-party Data คืออีกเทรนด์ที่สำคัญยิ่ง

สำหรับข้อ 6 นี้ อ้างอิงมาจากข้อ 5 เมื่อซักครู่โดยตรง เราจะเห็นได้ว่าวิธีที่นักการตลาดสามารถเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเรื่องการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวนั้น มีได้มากมายหลายวิธี แต่จากสถิติในรูปล่าสุดเมื่อซักครู่ จะสังเกตได้ว่าอันดับ 1 ที่พูดถึงความสำคัญของ First-party Data นั้น ได้รับเสียงตอบรับคะแนนนำสูงแซงหน้าอันดับ 2 มาค่อนข้างมาก

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Google และ BCG ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยในรายงานนี้ได้ฝากคำแนะนำในการเก็บ First-party Data ว่าหัวใจที่สำคัญคือ “Value exchange” หรือการแลกเปลี่ยนคุณค่า

ผู้บริโภคนั้นมีสิทธิ์มีเสียงที่จะยกเลิกการ ‘ให้เข้าถึง’ ข้อมูลกับองค์กรได้ตลอดเวลา ดังนั้นหน้าที่ของบริษัทคือการสร้างความโปร่งใสและมีมาตรฐานการใช้และดูแลข้อมูลที่ดี เพื่อให้ผู้บริโภค ‘ไว้วางใจ’ และยินดีที่จะมอบข้อมูลให้ …เรื่องนี้พูดแล้วอาจดูเหมือนง่าย แต่ในความจริงนั้น ไม่ง่ายเลย

เทรนด์ Digital Marketing 2021

4. Web 3.0 / Crypto-Marketing

ในช่วงปีที่ผ่านมา หากพูดถึงหัวข้อข่าวและบทสนทนาที่ฮอตฮิตมากที่สุดหัวข้อหนึ่งในบ้านเรา คงจะต้องมีชื่อของ คริปโต (Cryptocurrency) หรือ บิทคอยน์ อยู่ในนั้นแน่ๆ ทั้งความแพร่หลายขึ้นอย่างรวดเร็ว และดีลธุรกิจใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้น นั่นทำให้หากพูดถึงเทรนด์ที่เจาะจงสำหรับปี 2022 โดยเฉพาะ Crypto-Marketing เป็นอีกเทรนด์ที่กำลังมาแรง

Crypto-Marketing ในที่นี้ หมายถึงการทำ PR หรือทำการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยนำเรื่อง Cryptocurrency เป็นจุดขาย 

เทรนด์นี้กำลังเติบโตอยู่ในขณะนี้ทั้งสำหรับธุรกิจ B2C – เช่น ร้านค้าที่รับชำระด้วยคริปโต, ศิลปินที่ทำผลงานในตลาด NFT หรือแม้กระทั่ง McDonald ที่ทำแซนวิช Limited Edition แบบ NFT เป็นต้น

รวมไปถึงธุรกิจ B2B เช่น ระบบ Payment Gateway ที่ช่วยให้ธุรกิจรับชำระด้วยคริปโตได้, ซอฟต์แวร์ Affiliate ที่กระตุ้นให้ลูกค้าแนะนำเพื่อนเพื่อรับค่าตอบแทนเป็นคริปโต, บริษัทที่ปรึกษาต่างๆ ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ เป็นต้น

บทความ จาก Bitcoin สู่ DeFi-NFT-GameFi-Web 3.0 ปีที่ทุกคนได้รู้จัก ‘คริปโท’ รวมหลายๆ คำศัพท์ไว้และค่อนข้างอ่านง่ายสำหรับมือใหม่

Web 3.0

Web 3.0 เป็น Web App ยุคใหม่ที่มีการเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น Decentralized Application ก็ได้ 

พอพูดถึงในเชิง App แล้ว คำศัพท์ Web 3.0 นี้จึงเป็นที่นิยมใช้ในมุมมองของการจะเข้าสู่ตลาดโดยเข้ามาเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์ม เป็นโอกาสในการเป็น Startup หรือการสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นมุมมองในระดับที่ใหญ่กว่ามุมมองในระดับ Marketing อย่างเดียว – ทำให้การเขียนหัวข้อนี้ให้เข้าใจจะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอฝากเป็นคำศัพท์ให้รู้จักไว้ก่อน และขอทำบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมต่อไปในตอนหน้านะคะ

สรุปแบบสั้นๆ ที่ฝากเอาไว้ก่อน

5. Metaverse / Virtual World

หากพูดถึงข่าวที่ร้อนแรงที่สุดในปีที่แล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่อง Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta 

คนมักพูดถึงเทรนด์ Metaverse คู่กันกับเทรนด์ Web 3.0 เพราะมันส่งเสริมกันและกัน แต่สองอย่างนี้ไม่ได้มีนิยามเดียวกัน เลยขอแยกเป็นคนละหัวข้อ ดูความแตกต่างของสองคำศัพท์นี้ได้จาก Infographic ด้านล่าง

Infographic จาก 101blockchains.com Web 3.0 vs Metaverse=

ถ้าพูดถึง Metaverse ที่เกี่ยวข้องกับสายการตลาด มีอยู่สองสามประเด็นที่คิดว่าเราควรลองมองดูเพิ่มเติม ได้แก่

1. Virtual World / Game

มีรายงานที่ระบุว่าคนเรานั้นมีแนวโน้มที่จะมีบุคลิกและนิสัยไม่เหมือนกัน ระหว่างตัวจริง กับตัวตนของเราใน Virtual World และผู้บริโภคจำนวนมากก็ยินดี Spending กับการสร้างตัวตนใน Virtual World ให้เป็นในแบบที่ตัวเองต้องการ เราเห็นเคสนี้เกิดขึ้นมาอยู่แล้วในโลกของเกมที่กระตุ้นให้เราอยากซื้อไอเท็มหรือซื้อนู่นนี่

ต่อไปหากมีโลก Metaverse อื่นๆ เกิดขึ้นอีก ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรูปแบบเกมก็ได้ ก็เชื่อว่า Spending เพื่อตัวตนบนนี้จะมีการเกิดขึ้น เป็นอีกตลาดที่น่าจับตามองและน่าคิดว่า อะไรคือสิ่งที่คนจะซื้อบ้างเพื่อให้ชีวิตใน Metaverse เป็นอย่างที่ต้องการ

2. Virtual Influencers

พูดถึงตัวละครแบบ Virtual เรื่องนึงที่เกิดขึ้นมาให้เห็นกันแล้วในบ้านเราก็ด้วย ก็คือ Virtual Influencers ที่มีผลงานให้เห็นกันแล้วก็อย่างเช่น

กะทิ – สาวคิ้วหนา ตากลม หน้าคม อมเซ็กซี่ ที่จะคงวัย 22 ปีตลอดกาล

เกิดจากความร่วมมือของ แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) และเลมอนซ์ บางกอก (Lemonz Bangkok) บริษัทลูกที่แตกยอดจาก SOUR Bangkok

หรือไอรีน ที่ตอนนี้เป็น Virtual Influencer ที่ได้เป็น Brand Ambassador ของ AIS

3. AR / VR

ความจริงทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีพูดถึงกันมาหลายปีแล้ว ในแง่การประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจที่เป็นที่พูดถึงกันมาหลายปีนี้ ได้แก่ AR ที่ช่วยในการช้อปปิ้งเสื้อผ้าหรือแต่งหน้า โดยนำมาแนบกับร่างกายเรา โดยเราไม่จับเป็นต้องไปเปลี่ยนเสื้อหรือทดลองใช้จริง 

ตัวอย่างข้างต้นสอดคล้องกับเทรนด์ Touchless ในยุคที่มี Covid-19 แบบนี้ด้วย รวมกับกระแสเรื่อง Metaverse ก็น่าจับตาดู Adoption ในส่วนนี้กันต่อ

6. AI

AI หรือ Artificial Intelligence เป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่ได้ยินหนาหูตลอด เพราะสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายมาก โดย Use Cases ของการเอา AI มาใช้กับการตลาดที่เราจะพบเห็นกันได้ ก็อย่างเช่น

  • Virtual Assistants เช่น Smart Speaker อย่าง Google Home หรือ Alexa นั้น มีความสามารถในการค้นหา และทำให้ประเด็นเรื่องการศึกษา Algorithm ของ Voice Search เป็นที่พูดถึงเยอะในช่วงที่ผ่านมา 
  • Chatbots (แชทบอท) เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคยุคใหม่นิยมใช้ รวมถึงมันยังเป็นช่องทางที่ขับเคลื่อนให้เกิดการช้อปปิ้งซื้อขายสินค้าได้ AI จะช่วยนำเสนอรูปแบบการคุย การตะล่อมต่างๆ ที่มันเรียนรู้มาว่าทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทั้งในเชิงยอดขาย และในเชิงความพึงพอใจของผู้ใช้
  • Shopping Recommendations แนะนำสินค้าที่คนที่นิยมซื้อด้วยกัน / สินค้าที่ผู้ใช้คนนั้นๆ น่าจะชอบจากพฤติกรรมการช้อปของเขา
  • Media Buying (Automated Bidding) (AI for Media Optimization)

Content Creation การผลิตคอนเทนต์โดยมี AI มาช่วย เช่น AI Writers ต่างๆ ที่เริ่มมีให้เลือกใช้ในตลาดแล้วค่อนข้างมาก, AI Video Editing เป็นต้น

ส่วนใหญ่เรามักจะมีโอกาสได้ใช้งานในมุมของผู้ใช้งานที่ใช้งาน Marketing Tools เหล่านี้อีกที การติดตามตลาดเทคโนโลยีเหล่านี้เองก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่แนะนำให้นักการตลาดและนักธุรกิจคอยติดตาม

ทั้งนี้บริษัทขนาดเล็กที่อยากเรียนรู้และลองทำ AI project เล็กๆ ไว้ใช้งาน อาจศึกษาการใช้ Cloud Solutions ที่เราสามารถดึงเอาเทคโนโลยีบางส่วนมาลองใช้งานได้

7. Collaboration / Partnership

ในหัวข้อ Data เราได้พูดถึงเทรนด์ของการทำ Partnership ไปบ้าง ในเชิงเพื่อเป็นการได้มาซึ่ง Second-party data

หัวข้อนี้อยากจะมาพูดถึงเรื่องนี้เพิ่มเติมว่าการทำ Partnership ไม่จำเป็นต้องมีแต่เพียงมุมมองว่าอยากได้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีได้หลายเหตุผล เช่น P – Place การนำสินค้าไปวางขายในหลากหลายช่องทาง ที่จะช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังที่ๆ เรายังมีฐานไม่เข้มแข็ง เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการรวมพลังกันเพื่อทำให้การสื่อสารเป็นแคมเปญที่ใหญ่ขึ้น น่าดึงดูดกว่าเดิม เป็นต้น

หากพูดถึงตำแหน่งงานที่คงยังไม่หายไปไหน และคอมพิวเตอร์คงยังไม่สามารถแทนที่ได้ ก็คืองานสาย Relationship Building เช่นการทำ งานสาย Partner Success หรือ Customer Success ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน

ในช่วง 1-2 ปีมานี้ หลายๆ Resources ดาวน์โหลดฟรี ของ Content Shifu มีการทำ Partnership ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ หนึ่งคือช่วยให้ผู้ติดตามได้เนื้อหาคอนเทนต์ที่หลากหลายขึ้นที่เดิมทีมอาจไม่ได้เชี่ยวชาญเอง สองคือพาร์ทเนอร์ของเราได้ลองร่วมงานกับเราในรูปแบบ Second-party data ที่ได้เล่าไป

8. เทรนด์อื่นๆ 

6 เรื่องที่ได้หยิบยกมาเล่าก่อนหน้านี้นั้น เน้นเลือกในหัวข้อที่มีความสำคัญ เป็นที่รู้จัก มีตัวอย่าง และมี Resources ให้ไปศึกษาและลองใช้กันต่อได้แล้ว แต่ความจริงหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจยังมีอีกหลายเรื่อง เพียงแต่เป็นศัพท์แสงเฉพาะทางที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาดบ้านเรา จึงขอนำมาให้ทำความรู้จักกันแบบคร่าวๆ ในหัวข้อสุดท้ายนี้

รูปภาพและตารางด้านล่างนี้แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ในเชิงเทคโนโลยีที่จะมีผลต่อวงการ Digital Marketing พร้อมการคาดการณ์ว่าจะใช้ระยะเวลาหลังจากนี้อีกกี่ปี เทคโนโลยีเหล่านี้ถึงจะเหล่าเป็น Mainstream ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายจริงๆ รวมถึงแกนแนวตั้งที่เป็น Impact ที่จะได้รับ

อ้างอิงจาก 2021 Gartner’s Hype Cycle for Digital Marketing

รวมถึงยังคงขอฝากเรื่องการติดตามเรื่อง Technology change และวงการ Marketing Technology / Marketing Software ไว้ด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าเป็นการบ้านระยะยาวที่นักการตลาดควรอัปเดตเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตกขบวนรถไฟ

สรุป

แม้จะบอกว่าเทรนด์ในอนาคตคือเทคโนโลยี แต่ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญที่แม้แต่หนังสือ Quantum Marketing ยังได้ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ ยังหนีไม่พ้นเรื่องการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า เราจึงอยากขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยปิระมิดคุณค่าของแบรนด์ที่เราควรตั้งเป็นเป้าหมาย 

  1. คุณค่าในเชิงธุรกรรม : สื่อสารได้ว่าการตัดสินใจซื้อครั้งนี้ของเขานั้นได้ประโยชน์ที่คุ้มค่า
  2. คุณค่าในเชิงความสัมพันธ์ : สื่อสารจนเกิดความสัมพันธ์ เพราะรู้จักเรื่องราวของแบรนด์ และ/หรือ รู้จักกับคนในบริษัท จึงสนใจอยากเป็นลูกค้า
  3. คุณค่าในเชิง Passion : ลูกค้าเลือกเพราะรู้สึกว่าชอบอะไรเหมือนๆ กัน รสนิยมตรงใจ รู้สึกอยากเป็นทีมเดียวกัน (เหมือนแฟนบอลที่เชียร์ทีมที่ตัวเองชอบอย่างสุดใจ)
  4. คุณค่าในเชิงความหมาย : ลูกค้าเลือกเพราะมั่นใจว่าเป็นบริษัทที่ดี ส่งมอบคุณค่าได้ครบตั้งแต่ 1-3 และยังพันธกิจที่สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ท้ายที่สุดแล้ว หน้าที่ของนักการตลาดคือต้องสามารถสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้กับกลุ่มเป้าหมายให้รับรู้และเข้าใจ โดยรู้จักการเข้าถึงและเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย การใช้ศาสตร์ข้อมูล การใช้ศิลปะการสร้างแบรนด์และเล่าเรื่องมาเป็นส่วนผสม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่มาช่วยสนับสนุนการสื่อสารเหล่านี้ให้เกิดขึ้น

ตาคุณแล้ว

การอ่านบทความประเภทเทรนด์ คือการทราบแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ และเลือกหยิบเอาอันที่เกี่ยวข้องกับตนเองเพื่อนำไปใช้ ดังนั้นเราจึงแนะนำให้คุณติดตามเทรนด์เฉพาะเรื่องที่คุณสนใจด้วย และหวังว่าแนวโน้มต่างๆ ที่รวมไว้ในบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมตัวของคุณค่ะ