Evergreen Content หรือคอนเทนต์ที่ไม่ล้าสมัยและไม่เสื่อมค่าในเร็ววัน ถือเป็นประเภทคอนเทนต์ที่สำคัญในการทำ Content Marketing หรือวางแผนคอนเทนต์กันเลยทีเดียว

เราสามารถคิดหัวข้อคอนเทนต์ที่เฉพาะเจาะจง (Niche) ตรงกับแบรนด์/ธุรกิจของเราแล้ววางแผนทำคอนเทนต์ยาวๆ ได้ทั้งปี โดยที่ไม่ต้องกังวลกับกระแสที่จะมาจะไป เพราะ Evergreen Content หรือคอนเทนต์สายเขียว ????จะเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยตัวเอง เสมือนต้นไม้ที่เติบโตเขียวขจีได้ตลอดปี ไม่แห้งเหี่ยวแปรผันไปตามฤดูกาล

Evergreen Content

ตัวอย่าง Evergreen Content บทความ “Sitemap คืออะไร”
ที่มีคนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่เรื่อยๆ

Tropical Content

บทความกึ่งข่าวการประกาศ LINE@ เป็นเปลี่ยนเป็น LINE Official Account
ที่ Traffic จึงลดลงตามเวลาและความสนใจของผู้คน

จะเห็นได้อย่างตัวอย่างบทความทั้งสองของ Content Shifu ที่ปล่อยออกมาในเวลาไล่เรี่ยกัน กราฟแสดง Traffic ของบทความแรกยังคงมีความสม่ำเสมอ แตกต่างจากบทความที่สองที่มีลักษณะค่อนมาทาง Topical (ตามกระแส) ที่ได้รับ Traffic และความสนใจเพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่กราฟจะค่อยๆ ลดลง จนแทบจะไม่มี Traffic เข้ามา

Shifu แนะนำ
ใครที่ยังไม่เข้าใจว่า Evergreen Content กับ Topical Content ต่างกันยังไง ประเภทไหนดีหรือน่าทำกว่ากัน แนะนำอ่านบทความเปรียบเทียบบทความนี้ก่อนนะครับ

คำว่า “คอนเทนต์สายเขียว” ในที่นี้ (ไม่ใช่สายเขียวแบบที่พูดแล้วดูสุ่มเสี่ยงนะครับ ????) จึงไม่ได้หมายถึงเพียง ‘ความยั่งยืน’ เพียงเท่านั้น แต่ในความรู้สึกของผม ยังให้เซนส์ของความ “Eco” ประหยัดพลังงานได้ทั้งแรงและเวลา ดังนั้น การทำ Evergreen Content ครั้งเดียวก็สามารถใช้เรียก Traffic ได้ทั้งปีหรือมากกว่านั้นอีกครับ

เมื่อเห็นความสำคัญกันแล้ว สิ่งที่อยากมาแชร์กันในบทความนี้ ก็คือ “ไอเดีย​” และแนวทางในการทำและเขียนคอนเทนต์ประเภทนี้กันครับ…เผื่อนักทำคอนเทนต์ นักการตลาด หรือเแบรนด์ไหนผ่านมา จะได้เอาไปวางแผน Content Marketing กันยาวๆ ให้ชีวิตง่ายขึ้นครับ : )

ลักษณะของ Evergreen Content & Evergreen Topic ที่น่าทำ

ก่อนจะไปดูไอเดียกัน เรามาปูความเข้าใจกันเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ

ลักษณะของ Evergreen Content และการเลือก Topic มาใช้

ลักษณะเด่นของ Evergreen Content จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะสำคัญด้วยกัน ได้แก่

  • ไม่เสื่อมค่าตามกาลเวลา หรือในเร็ววัน กลับมาเสพ มาอ่าน มาดูในอีก 1 ปี 5 ปี ข้างหน้า เนื้อหาก็ยังไม่ล้าสมัย ประโยชน์ที่ได้รับยังสามารถใช้ได้ อ้างอิงได้
  • มีคนค้นหาอยู่เรื่อยๆ กล่าวคือ นอกจากเนื้อหาจะต้องใช้ได้ ไม่เสื่อมค่า ไม่ล้าสมัยแล้ว ก็ควรที่จะต้องมีคนสนใจ ซึ่งถ้าเป็นคอนเทนต์บนเว็บไซต์ ก็ควรจะต้องเป็นเนื้อหาที่คนยังอยากรู้ เสิร์ชหาบน Google อยู่เรื่อยๆ

หากคอนเทนต์ที่จะเลือกทำไม่ผ่านลักษณะ (หรือจะว่าเป็นเกณฑ์ก็ได้) ทั้ง 2 ข้อนี้ ก็อาจจะไม่ถือว่าเป็น Evergreen Content หรือไม่น่าทำ

นำมาสู่แนวทางในการหา Keyword หรือ Evergreen Topic ที่เราจะเลือกมาทำก็จะอ้างอิงมาจากสองลักษณะข้างต้น โดยเราจะหา Keyword ด้วยการทำ Keyword Research นะครับ ซึ่งมีสิ่งที่เราต้องดู 2 อย่าง คือ

  1. Consistent Search Volume หรือมีการเสิร์ชเข้ามาเรื่อยๆ 

เป็นพื้นฐานอยู่แล้วในการทำ Keyword Research ที่เราจะดูที่ Search Volume ถ้ายิ่งมากก็แสดงว่าคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword นั้นๆ มีโอกาสที่คนจะเข้ามาเยี่ยมชมมาก แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับ Keyword Difficulty หรือความยากในการแข่งขันทำอันดับด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องโฟกัส คือ Search Volume ต้องมีอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่มีคนเสิร์ชเยอะอยู่เพียงเดือนสองเดือนแล้วแล้วต่อมาไม่มีคนเสิร์ชอีก โดยมากหัวข้อที่เป็นแบบนั้นมักจะเป็นข่าวหรือหัวข้อแนวกระแส (Topical)

  1. Positive Search Trends หรือแนวโน้มของการเสิร์ชเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น (หรือไม่แย่ลง)

นอกจากจะต้องมีคนเสิร์ชอยู่เรื่อยๆ แล้ว ถ้าเราอยากใช้แรงน้อย ได้ผลมาก หรือได้ผลไปนานๆ เราควรโฟกัสที่ “เทรนด์” หรือแนวโน้มการค้นหาที่เป็นไปในทิศทางบวก มีคนค้นหามากขึ้น ..หรือถ้าคอนเทนต์ในอุตสาหกรรมของเราอาจจะไม่แมส เจาะจงหรือ Niche มากๆ ก็ดูเพียงว่า เทรนด์ไม่ได้กำลังตกและกำลังจะหายไป ไม่มีคนเสิร์ช

Search Volume ในการทำ Evergreen Content

ยกตัวอย่างการหา Keyword คำว่า “เช็คความเร็วเน็ต”
ซึ่งมี Search Volume สูง สม่ำเสมอ และไม่ได้มีแนวโน้มการเสิร์ชที่ลดลง

แนะนำ: 

  • เครื่องมือที่ผมใช้ดู Keyword ข้างต้น คือ KWfinder เป็น Keyword Research Tools ที่ค่อนข้างโปรมากๆ เลย ใครสนใจ เรามีรีวิว KWfinder ไว้แล้ว
  • เครื่องมือหา Keyword ฟรีอย่าง Ubersuggest ก็ใช้หา Search Volume Trend แบบนี้ได้นะครับ เพราะจริงๆ แล้วก็เป็นฟีเจอร์พื้นฐานที่ Keyword Research Tools ทุกตัวทำได้

ทิปในการเขียน Evergreen Content ให้บทความเป็นอมตะ

จากลักษณะของคอนเทนต์สายเขียวด้านบน สิ่งที่เราทำคือการหาหัวข้อ หา Keyword มาใช้ใช่ไหมครับ งานต่อมาของเราก็คือ การทำหรือการเขียนคอนเทนต์ให้เป็น Evergreen จริงๆ เราก็มีทิปในการเขียนอยู่นิดหน่อย (ซึ่งสอดคล้องและส่งเสริมการทำ On-page SEO ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ)

  • เขียนคอนเทนต์ที่ตอบคำถามยอดฮิต (FAQs) – สอดคล้องไปกับการทำ Keyword Research ..คอนเทนต์ที่จะมีอายุยืนนาน เรียก Traffic ได้มากๆ อยู่ตลอด เนื้อหาจะต้องตอบข้อสงสัยที่มีบ่อยของผู้คนได้ 
  • เขียนคอนเทนต์เพื่อ Beginner เป็นหลัก – สาเหตุก็เพราะคนที่เป็น Beginner มีจำนวนมากกว่าแน่ๆ และมีอยู่ตลอด ในขณะที่คนที่มีความเชี่ยวชาญมากแล้ว จะมีอยู่น้อยและอาจหาแหล่งความรู้ในวิธีอื่นๆ หรือหัวข้อที่เฉพาะทางมากๆ ซึ่งความรู้เชิงเทคนิคมากๆ จะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงถี่กว่า (คอนเทนต์สำหรับคนที่เชี่ยวชาญแล้ว จะไม่ได้นำ Traffic เข้ามามาก แต่จะช่วยให้แบรนด์ดู Expertise ในเรื่องนั้นๆ — ซึ่งเป็นคนละจุดประสงค์)
  • เขียนคอนเทนต์ที่หัวข้อเจาะจง (Specific) – สาเหตุแรก คือ การแข่งขันในหัวข้อหรือ Keyword กว้างๆ นั้น ทำได้ยากกว่าหัวข้อที่เฉพาะเจาะจง และหัวข้อที่เจาะจงชัดเจนกว่า คนเสิร์ชก็รู้ได้ทันทีว่าบทความจะพูดถึงอะไร น่าคลิก น่าเข้าหามากกว่า ..กลับกัน หากเราเลือกทำใน Keyword กลางๆ (Seed Keyword) คอนเทนต์ของเราอาจจะ ‘ไม่เกิด’ เลยก็ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ‘ไม่โต’ ด้วย
  • ใช้ Internal link เชื่อมบทความเข้าด้วยกัน – เราแก้ไขเรื่องการหลีกเลี่ยงไม่ใช้ Seed Keyword หรือหัวข้อกว้างๆ ได้ด้วยการแตกประเด็นเฉพาะเจาะจงออกมาเป็นหลายๆ บทความ เช่น “SEO” เป็น “วิธีการหา Backlink” “การเขียนบทความ SEO” เป็นต้น แล้วเชื่อมบทความเหล่านี้เข้าหากัน ก็จะช่วยให้แต่ละบทความพยุงกันไต่อันดับ และเป็นการเชื่อมต่อบทความให้ผู้อ่านตามไปอ่านบทความอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
  • ปรับปรุงคอนเทนต์หรือชุบชีวิตบทความให้กลับมาสดใหม่ – เมื่อไหร่ที่ Traffic เริ่มตก ต้นไม้เริ่มเหี่ยว เราสามารถพรวนดิน เติมปุ๋ยให้บทความกลับมาเขียวขจีได้ด้วยการ Repurpose แปรรูป หรือแชร์ใหม่ เพื่อเรียก Traffic ให้ไหลเข้าบทความอีกครั้ง ..บทความของเราก็จะแข็งแรงขึ้น อายุก็ยาวนานขึ้น (ดู 5 วิธี Repurpose บทความเก่าๆ ในบทความนี้ครับ)

7 ไอเดียและตัวอย่าง Evergreen Content (สูตรจริงที่ Content Shifu ใช้)

รวมไอเดียการทำคอนเทนต์แบบ Evergreen ทั้งหมด 7 ข้อจำง่ายๆ น่านำไปใช้ พร้อมตัวอย่างบทความ / คอนเทนต์

1) Fundamental Concept 

เป็นคอนเทนต์ Evergreen ที่น่าทำและทำง่ายที่สุด ว่าด้วยความรู้หรือคอนเซปต์พื้นฐานของเรื่องนั้นๆ นิยามของสิ่งนั้นๆ สมมติว่า แบรนด์ของเราทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับสมัครคนหรือ Headhunter เราก็อาจจะลิสต์ Keyword พื้นฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น Resume, Portfolio, Soft Skill ฯลฯ ออกมาทำคอนเทนต์แนว Faudamental ได้

ตัวอย่างหัวข้อแนว Fundamental

  • “… คือ” “… หมายความว่า” “… แปลว่า” 
  • … คืออะไร ทำงานอย่างไร 
  • อธิบายทฤษฎี … แบบเข้าใจง่าย ใครเป็นคนคิด
  • ประวัติ/ความเป็นมาของ…

ตัวอย่างบทความของ Content Shifu

  • Search Engine คืออะไร ทำงานอย่างไร
  • Inbound Marketing การตลาดแบบแรงดึงดูด คืออะไร
  • SEM คืออะไร เรียนรู้การทำ SEM ง่ายๆ ได้ในบทความเดียว

2) How to – Tips – Guide

เป็นอีกหัวข้อยอดฮิต สำหรับการเสิร์ชบน Google เลยก็ว่าได้ นอกจาก “… คือ” ก็จะมี “วิธี…” “วิธีทำ…” ต่างๆ นี่ล่ะ นอกจากนี้ ก็จะมีคำอื่นๆ ที่ใช้ด้วย

ตัวอย่างหัวข้อแนว how to – Tips – Guide

  • วิธีทำ วิธีหา วิธีใช้ วิธีเลือก วิธีดู
  • เทคนิคการทำ… / เทคนิค (หัวข้อ) / เทคนิคแก้ 
  • เคล็ดลับ… / เคล็ดลับทำ / เคล็ดลับ (กลุ่มคน) ในการ (สิ่งที่ทำ)
  • ทิปในการ… / ทิปสำหรับ
  • ไกด์ไลน์ในการ… / ขั้นตอนในการ…
  • คำแนะนำสำหรับ… / … ใช้ยังไง / … ทำยังไง

ตัวอย่างบทความของ Content Shifu

  • 7 ขั้นตอนในการทำ Marketing Automation
  • รีวิววิธีลงโฆษณา TikTok Ads ดีไหม แพงไหม ใช้ยากหรือเปล่า?
  • ติดปีกให้ธุรกิจ ด้วย 3 เคล็ดลับการออกแบบง่ายๆ ที่นำไปใช้ได้เลยทันที

3) Basic Term / Must-Know

เป็นคอนเทนต์ประเภทที่เจาะจงสำหรับการให้ความรู้ Beginner เลยครับ ทั้งเรื่องที่ควรรู้ และเรื่องที่ควรระวัง

ตัวอย่างหัวข้อแนว Basic Term / Must-Know

  • รวมศัพท์เกี่ยวกับ…
  • …เรื่องต้องรู้
  • ทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ…
  • 10 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ตัวอย่างบทความของ Content Shifu

  • 7 คำศัพท์พื้นฐานน่ารู้ของ Google Analytics
  • อธิบายคำศัพท์เว็บไซต์ยอดฮิต ที่คนคิดอยากมีเว็บไซต์ ควรรู้จัก
  • 5 เรื่องง่าย ๆ ที่คนมักจะเข้าใจผิดในการเริ่มทำ Facebook Ads
  • 9 เรื่องน่าเศร้าใจ ที่คนมักทำผิด เวลาซื้อโฆษณา Google (ทำให้ Conversion ของคุณไม่ดีดั่งใจหวัง)

4) Curated Content (Evergreen & Top list)

ลิสต์มาออกมาเลย เพราะคนต้องการทางเลือกเยอะๆ สอดคล้องกับเทคนิคการตั้งชื่อบทความด้วยตัวเลข และถือเป็นคอนเทนต์ประเภทที่ทำได้ง่ายและได้ผลดี อะไรที่เรารวมได้ ลิสต์ออกมาได้ รวมมาให้ผู้อ่านเลยครับ

ตัวอย่างหัวข้อแนว Curated / Listing

  • 10 เครื่องมือ / โปรแกรม
  • 20 ไอเดีย
  • 50 แบบ/ตัวอย่าง
  • 20 Legend ….. Quote from …..
  • 100 หนังสือที่ควรอ่านก่อนตาย

ตัวอย่างบทความของ Content Shifu

  • เช่นบทความนี้เป็นต้น “7 ไอเดียทำ Evergreen Content”
  • 20 เครื่องมือที่จะติดปีกให้กับ Social Media ของคุณ (มีทั้งฟรี และเสียเงิน)
  • แนะนำ 7 เว็บโหลดไฟล์เสียงฟรี (และเสียเงิน) พร้อมคู่มือการนำไปใช้งานให้ถูกต้อง

5) Review

ไม่ว่าคนเสิร์ชจะเสิร์ชหาอะไร สิ่งนั้นคืออะไร ..สิ่งต่อมาที่เขาอยากรู้คือ “ดีไหม” “รีวิว” “ข้อเสีย” ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ใช้คอนเทนต์ประเภทนี้บ่อยก็อย่างเช่น ร้านอาหาร ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว โปรแกรม เครื่องมือ บริการต่างๆ ฯลฯ 

ตัวอย่างหัวข้อแนวรีวิว

  • รีวิว…
  • ….ดีไหม เป็นยังไง
  • …น่าไปไหม
  • …บรรยากาศ
  • ข้อดี-ข้อเสีย
  • เปรียบเทียบ vs

ตัวอย่างบทความของ Content Shifu

  • รีวิว 7 โปรแกรมแต่งรูปน่าโดน ทั้งบนไอโฟน และแอนดรอยด์
  • หน้า Tools Reviews ของ Content Shifu

ตัวอย่าง Evergreen Content

ตัวอย่างหน้า Databox Reviews ของเรา

6) 10X Content

คอนเทนต์แบบ 10x คือ คอนเทนต์ที่รวมเนื้อหาไว้ค่อนข้างที่จะเยอะและครบถ้วนที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ จะให้ความรู้สึกแบบ “Ultimate Guide” หรืออาจจะเป็นคอนเทนต์ประเภทใดก็ได้ที่ยกตัวอย่างมาในข้ออื่นๆ ด้านบน เพียงแต่มาเราทำแบบ “จัดเต็ม” 

คอนเทนต์ประเภทนี้ มักจะถูกแชร์หรือเซฟเอาไว้อ่าน เป็นที่รวม Internal link หรือมี Backlink เข้ามาหาเยอะ ซึ่งดีต่อการเรียก Traffic และยากที่ใครจะล้มคอนเทนต์ประเภทนี้ได้ ..ก็เปรียบเสมือนไม้ใหญ่ที่รากหยั่งลึก ลำต้น กิ่งก้านแข็งแรง โค่นได้ยาก

ตัวอย่าง 10X Content ของ Content Shifu

  • SEO Pillar Page ที่ว่าด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ SEO ตั้งแต่พื้นฐานจนเนื้อหาในเชิงเทคนิคมากขึ้น และพยายามที่จะครอบคลุมในทุกๆ หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

SEO Pillar Page (Evergreen Content)

  • Inbound Marketing Pillar Page – ที่รวบรวมเนื้อหาและหัวข้อเกี่ยวกับ Inbound Marketing ไว้อย่างครอบคลุมและลึก

Inbound Marketing Pillar Page (Evergreen Content)

7) Encyclopaedic content & Resource

Evergreen Content ประเภทสุดท้าย จะเป็นคอนเทนต์ที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูล (Reference) ได้ เช่น Report, White paper หรือจะเป็นแนว Resource ที่ให้คนเข้ามาดาวน์โหลด ยกตัวอย่างเช่น Excel Template อื่นๆ ซึ่งในต่างประเทศคอนเทนต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมมากๆ เลยครับ

สำหรับคอนเทนต์ประเภทนี้ของ Content Shifu ก็จะมีอยู่บ้าง ก็คือ Thailand’s Inbound Marketing Report ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้มี Traffic เข้ามาตลอดอย่างสม่ำเสมอ แต่เป็นคอนเทนต์ที่มีโอกาสจะถูกเสิร์ชหาหรือใช้ในการอ้างอิงอยู่เสมอ

Thailand's Inbound Marketing Report (Evergreen Content)

ส่วนคอนเทนต์แนว Resource เราก็ทำออกมาอยู่เรื่อยๆ ก็ถือเป็น Evergreen Content ที่เราทำครั้งเดียว แต่คนสามารถเข้ามาดาวน์โหลดไปใช้ได้อยู่เสมอ แม้จะไม่ได้เรียก Traffic ได้มาก แต่ก็เป็นคอนเทนต์ Evergreen ที่ให้ผลลัพธ์ในหลายๆ ด้านกับแบรนด์/ธุรกิจครับ

สรุป

สำหรับบทความนี้ คุณคงจะเห็นความสำคัญและรู้เทคนิคเพิ่มเติมในการทำคอนเทนต์ให้ยั่งยืน ซึ่งน่าเอามาใช้กับการวางแผนคอนเทนต์หรือวางกลยุทธ์ Content Marketing กันแล้วนะครับ 

ส่วนสิ่งที่จะทำต่อไปกันก็คือ การระดมความคิด หาไอเดียที่จะทำ Evergreen Content กัน ซึ่งที่ผมรวบรวมจัดกลุ่มมาแชร์กัน ..สรุป 7 ข้อมาดูเร็วๆ ตรงนี้

  1. Fundamental Concept – คอนเทนต์ที่ให้ความรู้พื้นฐาน บอกนิยาม
  2. How-to / Tip / Technique – คอนเทนต์ที่บอกวิธีทำ บอกเคล็ดลับต่างๆ
  3. Basic Term / Must-Know – รวมคำศัพท์และเรื่องต้องรู้ 
  4. Curated Content / Listing – มีอะไรรวมมา ผู้คนอยากรู้
  5. Review – ประเภทคอนเทนต์แนวรีวิว ดีไหม ข้อดี-ข้อเสีย เปรียบเทียบกันไปเลย
  6. 10X Content – คอนเทนต์ที่เนื้อหาแน่น รวบรวบหัวข้อที่เกี่ยวข้องมาอย่างครอบคลุม
  7. Encyclopaedic content & Resource – คอนเทนต์ที่ทำแล้วสามารถเป็นแหล่งอ้างอิงได้ หรือเข้ามาหามาใช้ได้เรื่อยๆ 

ตาคุณแล้ว

มีไอเดียแล้ว ก็ต้องเริ่มทำ ..หวังว่าบทความนี้ น่าจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนคอนเทนต์ได้สะดวก ง่าย และยิ่งยืนมากขึ้นนะครับ

แล้วถ้าคุณมีไอเดียเจ๋งๆ เกี่ยวกับการทำคอนเทนต์ (ไม่ต้องเกี่ยวกับ Evergreen Content ก็ได้) อย่าลังเลที่จะคอมเมนต์และแชร์กับพวกเราและผู้อ่านคนอื่นๆ ด้านล่างนะครับ ..ขอบคุณครับ ????????

New call-to-action