ในวันวันหนึ่งมีคนเสิร์ช Google เพื่อค้นหาข้อมูลมากกว่า 4,000 ล้านครั้ง และคงไม่ต้องกล่าวถึงความสำคัญอะไรของ Google ต่อการทำธุรกิจและวงการดิจิทัลว่า เราใช้ประโยชน์จาก Search Engine ตัวนี้อย่างไรได้บ้าง

และเพื่อที่เราจะใช้ประโยชน์จาก Google Search ได้อย่างเต็มที่ เราก็ต้องเข้าใจ “วิธีการทำงาน” หรืออัลกอริทึ่ม (Algorithm) ถึงวิธีในการจัดอันดับและแสดงผล เพื่อเราจะได้รู้ว่าควรปรับแต่ง (Optimize) เว็บไซต์อย่างไรให้ได้ Performance ที่ดีที่สุด

ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของ Google Algorithm หรือระบบประมวลผล การจัดอันดับ และการแสดงผลการค้นหา พร้อมๆ กับสรุปภาพรวมตลอดปี 2021 ที่ผ่านมาว่า Google Algorithm มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ใครทำงานเกี่ยวกับการตลาดหรือ SEO ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง!

Google Algorithm คืออะไร?

ปัจจุบันมีเว็บไซต์บนโลกอินเทอร์เน็ตมากกว่า 1.5 พันล้านเว็บไซต์ มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะค้นหาข้อมูลที่ต้องการด้วยการเข้าไปดูทุกเว็บไซต์ Google Algorithm คือ ระบบเบื้องหลังในการจัดอันดับเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อ ‘คัด’ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคำหลักหรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่คนค้นหามากที่สุดขึ้นมาแสดง 

อาจสรุปการทำงานของ Google Search ง่ายๆ คือ “ค้นหา-จัดอันดับ-แสดงผลลัพธ์” ให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่คนต้องการมากที่สุด (และเร็วที่สุดด้วย)

ทั้งนี้ Google Seach Algorithm จะมีการอัปเดตอยู่เสมอเพื่อพัฒนาผลการค้นหาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการอัปเดตนั้นถี่มากแทบจะทุกวัน บางวันก็มีอัปเดตหลายครั้งด้วย อย่างในปี 2018 ก็สรุปจำนวนครั้งได้ถึง 3,234 อัปเดต แต่อัปเดตที่ส่งผลกับผู้ใช้อย่างเราจริงๆ และควรรู้ คือ “Core Update” หรือการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่มในส่วนที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google Search

แล้วทำไมเราจึงควรติดตามการอัปเดตของ Google Algorithm?

  • การเปลี่ยนแปลงบางอย่างของ Google Algorithm ส่งผลต่อการจัดอันดับแสดงผล เช่น ทำให้อันดับเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นหรือลดลง เป็นต้น และแน่นอนว่าส่งผลต่อกลยุทธ์การทำ SEO ของคุณไม่ใช่น้อย 
  • Google เปรียบเสมือนเป็น “ผู้คุมกฎ” เว็บไซต์ที่ทำตามกฎก็จะได้รับรางวัล (ติดอันดับดีๆ หรือขึ้นหน้าแรก) ในขณะเดียวกันเว็บไซต์ที่ทำผิดกฎก็จะถูกลงโทษด้วย เราจึงควรมาอัปเดต ‘กฎ’ กันเสมอๆ
  • การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพียงแค่เราหยุดนิ่งก็เหมือนเราค่อยๆ ถอยไปหลายก้าวแล้ว

เมื่อเห็นความสำคัญกันแล้ว มาทบทวนกันดีกว่าว่า ในปี 2021 Google อัปเดตอัลกอริทึ่มอะไรที่ส่งผลต่อผู้ใช้และเจ้าของเว็บไซต์อย่างไรบ้าง และในปี 2022 นี้ เราควรจะปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร

สรุป Timeline การอัปเดต Google Algorithm ปี 2021

กุมภาพันธ์

12 กุมภาพันธ์: “Passage Ranking Update” คำเฉพาะเจาะจงคือสิ่งสำคัญ

ด้วยการอัปเดต Passage Ranking หรือการจัดอันดับการค้นหาด้วยคำที่เฉพาะเจาะจง ทำให้ Google ใช้ AI ในการ Index ประโยคได้แล้วไม่ใช่ทำได้แค่หน้าเว็บเท่านั้น ส่งผลให้ประโยคที่มีคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้ค้นหาขึ้นแสดงบน Featured Snippet ของ Google เรียกได้ว่ามีประโยชน์ต่อผู้ใช้ที่ต้องค้นหาบน Google เพียงแค่พิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป Google ก็จะดึงประโยคที่ตอบคำถามขึ้นมาทันที พร้อมเน้นตัวหนาไปที่คีย์เวิร์ดอีกด้วย ทำให้ไม่ต้องคลิกเข้าไปในเว็บเพื่อเลื่อนหาคำตอบอีกต่อไป

ที่มารูป: Google

เรียกได้ว่าอัปเดตตัวนี้ส่งผลกระทบไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ถ้าสาย SEO อยากทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google เราขอแนะนำวิธีการต่อไปนี้

  • โฟกัสไปที่ Long-Tail Keywords เขียนเนื้อหาที่ใช้คำเฉพาะเจาะจงลงไป
  • เขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีความเชิงลึก กระชับได้ใจความ
  • จัดการโครงสร้างเนื้อหาบนหน้าเว็บให้แบ่งเป็นหัวข้อและย่อหน้าให้มากขึ้น

อ่านข่าวต้นทาง:
https://www.wordstream.com/

มีนาคม

มีนาคม: Google ประกาศ “100% Mobile-First Indexing Update” ทั้งเว็บไซต์เก่าและใหม่อย่าลืมเวอร์ชั่นมือถือ

ที่มารูป: Google

การอัปเดตที่ Google ให้ความสำคัญกับ Mobile มากกว่า Desktop ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ Google ก็อัปเดตเรื่องนี้มาเรื่อยๆ ในหลายปีมานี้ แต่ล่าสุดได้ประกาศว่า การอัปเดตครั้งนี้ส่งผลต่อเว็บไซต์เก่าและใหม่ทั้งหมดเลย ไม่ใช่แค่เว็บไซต์ใหม่เหมือนในปี 2019 ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเว็บไซต์เก่าของคุณไม่ได้ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานบนมือถือก็ต้องมานั่ง Optimize กันใหม่เลยล่ะ

ข้อแนะนำ

  • เช็คว่าเว็บไซต์ของคุณเป็น Responsive หรือไม่
  • ใช้ Lazy loading สำหรับเว็บไซต์เวอร์ชั่น Mobile เพื่อโหลดรูปภาพและวิดีโอ แต่หลีกเลี่ยงในการใช้งานกับเนื้อหาหลัก (Primary Content)
  • จัดการให้เนื้อหาหลักที่ต้องการให้ติดอันดับค้นหามีครบทั้งบนมือถือและเว็บไซต์

อ่านข่าวต้นทาง:
https://developers.google.com/

เมษายน

8 เมษายน: Google ประกาศ “Product Reviews Update” สายเขียนรีวิวห้ามพลาด

สำหรับอัปเดต Product Reviews ครั้งนี้ Google เล็งเห็นว่าผู้คนชอบอ่านรีวิวที่มีข้อมูลเชิงลึกมากกว่าข้อมูลดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่สรุปเกี่ยวกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ดังนั้นเหล่าสายนักเขียนรีวิวจะมาเขียนรีวิวสรุปง่ายๆ ดูจะไม่พอเสียแล้วล่ะ

ที่มารูป: Google

สิ่งที่เหล่านักเขียนรีวิวห้ามพลาดตามที่ Google แนะนำ คือ

  • รีวิวสินค้าด้วยความรู้ที่มีความเชี่ยวชาญหรือชำนาญจริงๆ ตามความเหมาะสม
  • แสดงภาพสินค้าว่ามีลักษณะอย่างไร และวิธีการใช้งานที่นอกเหนือจากทางแบรนด์ให้ข้อมูลไว้อยู่แล้ว
  • รีวิวข้อแตกต่างจากคู่แข่งของสินค้า
  • รีวิวเปรียบเทียบสินค้า และอธิบายว่าอันไหนเหมาะใช้กับสถานการณ์หรือบริบทไหนมากกว่ากัน
  • รีวิวประโยชน์และข้อด้อยของสินค้า
  • สำหรับสินค้าที่มีรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ให้เขียนรีวิวว่ารุ่นใหม่พัฒนาจากรุ่นเก่าอย่างไร มีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้ผู้เข้ามาอ่านสามารถตัดสินใจในการซื้อสินค้าได้

อ่านข่าวต้นทาง:
https://developers.google.com/

พฤษภาคม

พฤษภาคม: Google ประกาศ “MUM Update” ทรงพลังยิ่งกว่า BERT

Google ได้ประกาศใช้ Algorithm ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Multitask Unified Model หรือเรียกสั้นๆ ว่า MUM ซึ่งทรงพลังมากกว่า BERT ถึง 1000 เท่า ด้วยความสามารถที่ทำความเข้าใจในบริบทที่ซับซ้อนของคำถามได้ ทำให้การค้นหาของผู้ใช้สามารถทำได้หลากหลายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

MUM
ที่มารูป: Google

ถ้าคุณต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการปีนเขา 2 สถานที่ คุณก็อาจจะต้องค้นหาหลายครั้ง คือ “วิธีเตรียมตัวปีนเขาช้างเผือก” และ “วิธีเตรียมตัวปีนเขาฟูจิ” และ “เขาช้างเผือก VS ภูเขาฟูจิ”

แต่ตอนนี้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาด้วยประโยค “เคยปีนเขาช้างเผือก แล้วอยากปีนภูเขาฟูจิ ต้องเตรียมตัวยังไง” เพียงแค่นี้ MUM ก็จะจัดการเตรียมคำตอบมาให้คุณในรูปแบบที่แม่นยำมากกว่าเดิม เพราะมันสามารถเข้าใจบริบทคำถามของคุณได้ทันที ทำให้ไม่ต้องมานั่งพิมพ์ค้นหาหรือเสิร์ชหลายรอบ

 

ข้อแนะนำ

  • โฟกัสไปที่ Long Form Content หรือเขียนเนื้อหาที่มีความยาวมากกว่าเนื้อหาสั้นๆ
  • ทำ Keyword Research และเน้นไปที่ Long-tail Keywords

อ่านข่าวต้นทาง:
https://blog.google/

มิถุนายน

15 มิถุนายน: Google ประกาศ “Page Experience Update” มือถือก็ต้องให้ความสำคัญกับ Core Web Vitals

Google ประกาศใช้ Core Web Vitals เป็นปัจจัยในการจัดอันดับบนมือถือ และต่อมาในเดือนพฤศจิกายน Google ได้ออกประกาศว่า จะมี Page Experiences Update และเริ่มใช้ Core Web Vitals จัดอันดับบน Desktop ในปี 2022

คำถามคือ แล้ว Google จะเริ่มใช้จริงเมื่อไหร่? เพื่อที่พวกเราจะได้เตรียมตัวกันได้ทัน?

Google บอกว่าจะเริ่มใช้การเพิ่ม Page Experiences เป็นปัจจัยการจัดอันดับบน Desktop เดือนกุมภาพันธ์ 2022 และจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2022 โดยจะใช้เวลาในการปล่อยและเก็บข้อมูลประมาณ 1 เดือน

Core Web Vital หมายถึงอะไร? มีอะไรบ้าง?

โดยเจ้า Core Web Vital นั้นก็หมายถึง ปัจจัยที่ Google ให้ความสำคัญและมองว่าส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์ของผู้คน (User) เป็นปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ที่เพิ่มมาอีก 3 ตัว ในหมวด Page Experience ซึ่งได้แก่

  • Largest Contentful Paint (LCP)
  • First Input Delay (FID)
  • Cumulative Layout Shift (CLS)
google-core-web-vitals

อยากทำความเข้าใจเรื่อง Core Web Vital มากขึ้นและอยากรู้เรื่องเทรนด์ SEO ล่าสุด ตามไปอ่านบทความเรื่อง 11 เทรนด์ SEO ปี 2022 จะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อรักษาอันดับและไต่อันดับบนหน้าเสิร์ช ได้เลย

 

ข้อแนะนำ

  • ลด Pop-up, Banner, Slide in ที่เป็นภาระให้เว็บไซต์ต้องโหลดหนักขึ้น
  • ลดขนาดไฟล์รูปภาพ หรือใช้ไฟล์รูป Webp
  • ใช้การ Embed วิดีโอจากภายนอก แทนการอัปโหลดตรงๆ ลงในเว็บไซต์
  • นำโค้ดต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออกจากเว็บไซต์
  • ติดตั้งปลั๊กอิน จดจำ Cache เพื่อให้ User ที่เข้ามาใช้งานซ้ำ ไม่ต้องโหลดหน้าเว็บใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์

อ่านข่าวต้นทาง:
https://www.wordstream.com/

สิงหาคม

25 สิงหาคม: Google ประกาศ “Page Title Update” เมื่อ Google จับ H1 ขึ้นมาเป็น Title

Google ประกาศระบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ Title หรือชื่อเรื่อง หัวเรื่องของเว็บ สอดคล้องกับคำค้นหา ทำให้โดยปกติที่เหล่าสาย SEO มักจะตั้ง Title เอาไว้ โดนเปลี่ยนไปตามคำค้นหา ซึ่งส่วนมากจะดึงมาจาก H1 โดยมีผลกระทบต่อค่า CTR เป็นอย่างมาก เพราะ Title ที่โดนเปลี่ยนโดย Google บางครั้งไม่สอดคล้องกับบริบทของเว็บในหน้านั้น ทำให้คนที่เสิร์ชมาเจออาจเลื่อนผ่านไปนั่นเอง

Title Google Update
ที่มารูป: Investisdigital

เห็นได้ชัดจากในภาพที่ทาง Investisdigital ได้ทดลองเสิร์ชและพบว่า Google ได้มีการดึง H1 มาเป็น Title แต่ดึงมาไม่ได้หมดประโยคเนื่องด้วยความยาวทำให้ชื่อเรื่องโดนตัดประโยคสำคัญออกไป

ข้อแนะนำ

  • ตั้งให้ Title Tag สั้นเข้าไว้หรือน้อยกว่า 65 ตัวอักษร เพื่อหลีกเลี่ยง Google มาเปลี่ยนชื่อ Title ของเราบนหน้าค้นหา
  • อย่าใส่ Keyword มากเกินไป แนะนำให้ใส่แบบเหมาะสม
  • อย่าลืมตั้ง Title Tag ให้กับทุกหน้าเว็บไซต์

อ่านข่าวต้นทาง:
https://www.investisdigital.com/

พฤศจิกายน

17 พฤศจิกายน: Google ประกาศ “November 2021 Core Update” ส่งผลหนักจริงหรอ?

Google ได้ประกาศว่ามี Core Update ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. ยิงยาวไปจนถึง 30 พ.ย. ถึงเสร็จสิ้น เรียกได้ว่าในทุกๆ ช่วงของ Core Update จะส่งผลต่อเว็บไซต์ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะอันดับตกลง หรือยอด Traffic ที่น้อยลง ดูฟีดแบ็คของผู้คนในช่วงนั้นเพิ่มเติมได้ที่นี่

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่มีแค่เว็บที่มียอดตกลงเท่านั้น เว็บอื่นๆ ก็ยังมียอดที่พุ่งสูงอยู่ดีไม่ว่าจะ Semrush, Accuranker, Mozcast เป็นต้น

semrush
สถิติของ Semrush
ที่มารูป: seroundtable

accuranker
สถิติของ Accuranker
ที่มารูป: seroundtable

ข้อแนะนำ

  • เขียนเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและเป็นไปตามหลัก E-A-T ที่ Google สนับสนุนให้เราทำตาม

อ่านข่าวต้นทาง:
https://www.seroundtable.com/

สรุป

ในปี 2021 เป็นอีกปีที่ Google อัปเดตค่อนข้างบ่อย ซึ่งในทุกๆ ครั้ง Google ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร นอกจากให้เราโฟกัสที่การผลิตคอนเทนต์คุณภาพเช่นในทุกๆ ปี

ในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ สิ่งที่เราควรทำ คือ การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาโดยการเรียนรู้การใช้งาน Google Search Console เพื่อใช้ตรวจสอบดูแลประสิทธิภาพของเว็บไซต์

ส่วนแนวโน้มของ Google Algorithm ก็น่าจะหันมาโฟกัส “Authority” และ “ความเกี่ยวข้อง” ของคอนเทนต์คุณภาพมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และการประมวลผลภาษาที่มุ่งเน้นที่การทำความเข้าใจความต้องการของคนจริงๆ มากกว่าการคัดสรรข้อมูลโดยใช้คีย์เวิร์ดเป็นหัวใจหลักอย่างเดียว

ตาคุณแล้ว

ในปี 2021 ที่ผ่านมาเว็บไซต์ของคุณได้รับผลกระทบจากการ Google Algorithm Update หรือเปล่า? แล้วคุณมีวิธีในการรับมือกับผลกระทบเหล่านั้นอย่างไร? แชร์เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ดูแลเว็บไซต์คนอื่นๆ ได้ที่ใต้คอมเมนต์นะคะ

หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้คุณมองเห็นแนวทางในการรับมือกับ Google Algorithm ได้ดีขึ้นนะคะ ????

อ่านเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นที่รักของ Google: