ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา Content Shifu ร่วมกับ Magnetolabs เอเจนซีผู้เชี่ยวชาญด้านการทำ Inbound Marketing ให้กับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม จัดงานสัมมนาออนไลน์ ชื่อ “Inbound for High-Involvement Business: การขายสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าสูงด้วยกลยุทธ์ Inbound”

วันนี้เราจะพาทุกคนไปลุยเนื้อหาสุดจัดเต็มจากในงานกันค่ะ ใครสนใจอ่านต่อได้เลย! แอบกระซิบว่ามีแจก Presentation ให้ด้วยนะ ????

ยาวไปอยากเลือกอ่าน

ทำความรู้จักกับสินค้าหรือบริการประเภท High Involvement

High Invovlement

High-Involvement Product คือ สินค้าหรือบริการที่ต้องอาศัยกระบวนการ หาข้อมูล ตัดสินใจก่อนซื้อ อาจมีราคาค่อนข้างสูง และมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุน ประกันภัย และการท่องเที่ยว ถือเป็น High Involvement ทั้งนั้น

ความแตกต่างของ Low Involvement VS High Involvement

สินค้า Low Involvement เป็นสินค้าทั่วไปที่สามารถซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูง ไม่ต้องหาข้อมูลอะไรมาประกอบการตัดสินใจ หรือไม่ต้องคอยถามใครให้ช่วยออกความคิดเห็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า เป็นต้น

ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างสินค้า Low VS High Involvement คือ

  • ราคา
  • ตัวสินค้า
  • การใช้งานและความคุ้มค่าระยะยาวของสินค้า
  • พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค (ระยะเวลาการตัดสินใจ และปัจจัยอื่นๆ)

พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคกลุ่ม Low Involvement

พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคกลุ่ม Low Involvement มักจะมีปัจจัยในการซื้อสินค้าซื้อสินค้าที่หลากหลายและแตกต่างจาก ​​High-Involvement  เช่น 

  • ซื้อตามความพฤติกรรมและความเคยชิน
  • ซื้อสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ซื้อตามอารมณ์ความรู้สึก
  • ซื้อตามกระแสและปัจจัยกระตุ้น เช่น เทรนด์ โปรโมชั่น การตลาด  สินค้าใหม่ ราคา
  • การโฆษณา
  • ซื้อจากคำบอกเล่าของผู้มีอิทธิพล เช่น ดารา นักร้อง Influencer
  • ซื้อตามคำบอกเล่าของเพื่อน คนรู้จัก และคนในครอบครัว เป็นต้น
  • ซื้อจากการรู้จักแบบระลึกได้ (Brand Recall)

พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคกลุ่ม High Involvement

การที่ผู้บริโภคจะต้องตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า High Involvement decision สักชิ้นนั้นมีปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  1. Trust ความเชื่อมั่นและเชื่อใจในตัวสินค้าหรือบริการ รวมถึงความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์ 
  2. Self Image ปัจจัยที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์และตัวตนของผู้บริโภค 
  3. Co-Decision Making ปัจจัยของบุคคลต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อสินค้า สินค้าเหล่านี้อาจไม่สามารถตัดสินใจซื้อเองได้
  4. High Risk ปัจจัยของความเสี่ยงต่อผู้ซื้อที่จะตัดสินใจผิดพลาด
  5. Huge Impact ปัจจัยความเสี่ยงต่อผลประโยชน์สูงสุดส่วนบุคคลหรือระดับองค์กร

เจาะเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค 2021-2022

ในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัจจัยใหม่ๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ข้อมูลที่น่าสนใจจาก Wunderman Thompson และ DATTEL ได้ร่วมกันสำรวจพฤติกรรมการซื้อของคนไทยในสถานการณ์ COVID-19

ซึ่งช่วงโควิดที่ผ่านมาความต้องการสินค้า High Involvement ในภาพรวมลดลงทุกกลุ่มสินค้า โดยมีข้อมูลดังนี้

  • กลุ่มคนรายได้ปานกลาง-สูง สนใจในสินค้า High Involvement ด้านการลงทุนระยะยาว 
  • กลุ่มคนรายได้ปานกลาง-ต่ำ สนใจในสินค้าอื่นๆ ที่จำเป็นกับชีวิตมากกว่า
  • แต่ยังคงมีสินค้าบางกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ แถมยังมีแนวโน้มมากขึ้นอีกด้วย

ต่อมา ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า “สินค้าเกี่ยวกับการลงทุน” และ “สินค้าประกัน” มีแนวโน้มการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ ดังนั้นจึงเป็น 2 กลุ่มสินค้า High Involvement ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจาก COVID-19

สินค้าอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกสินค้าที่สวนทางและมีคนซื้อมากขึ้นเช่นกันในช่วงโควิด หรือสามารถสรุปได้ว่า

  • ​​สินค้า Informative: สินค้าที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ มีแนวโน้มที่ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น รถยนต์หรู อสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน คอนโด เก็ดเจ็ต การลงทุน และประกันภัย
  • สินค้า Affective: สินค้าที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน เป็นต้น

การทำการตลาดแบบ Inbound เพื่อจับใจผู้บริโภค

การตลาดแบบ Inbound Marketing คือ การตลาด การขาย และการให้บริการที่ดึงดูด (Pull) ลูกค้าเป้าหมายให้เข้ามาหาผ่านการสร้างคอนเทนต์ที่ส่งมอบคุณค่า ให้ความรู้ ให้ข้อมูล และพาธุรกิจของคุณไปให้คนที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ และเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาจะตัดสินใจซื้อ บริษัทของคุณจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ในใจของลูกค้า เพราะคุณคือผู้รู้ใจของพวกเขา

ทำไม Inbound ถึงเป็นการตลาดที่ดีสำหรับสินค้าประเภท High Involvement?

เพราะการตลาดแบบ Inbound Marketing เป็นการตลาดที่ ไม่ได้เน้นการผลักโฆษณาเพื่อขายตัวสินค้าเป็นหลัก แต่จะช่วยธุรกิจ High-Involvement ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ช่วย “เพิ่มคุณค่า” และทำให้ลูกค้า “เห็นคุณค่า” ของแบรนด์และ Product มากขึ้น โดยช่วยให้ข้อมูล (Educate) ลูกค้าเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคุณได้อย่างครบถ้วน
  • ทำให้ลูกค้าค้นหาธุรกิจของคุณเจอบนโลกออนไลน์
  • รวมไปถึงการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของคุณ
  • วางแผน Buyer Journey อย่างเหมาะสมเพื่อคัดกรองลูกค้าที่ใช่ 
  • ทำ CRM เก็บข้อมูลและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง 
  • ทำให้เราสามารถนำมาปรับใช้กับแผนการขายจนพิชิตใจลูกค้าได้

กลยุทธ์ Inbound กับเทคนิคและเครื่องมือที่ควรใช้

Inbound Marketing Flywheel เป็นเฟรมเวิร์คหรือกระบวนการทำ Inbound โดยจะแบ่งกระบวนการนี้เป็นวงล้อตามเส้นทางการเดินทางของลูกค้า ดังนี้

  1. Attract – ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย  เป็นการ “ดึงดูด” กลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนจากคนแปลกหน้าให้เป็นคนรู้จักเครื่องมือที่ควรใช้  คือ SEO, Blogging, Social Media, Content Strategy และ Ads
  2. Engage – ปฏิสัมพันธ์กับคนรู้จัก คือการปฏิสัมพันธ์กับคนรู้จัก ได้แก่ การพูดคุย สื่อสาร และฟูมฟักให้คนรู้จักกลายเป็นลูกค้าในท้ายที่สุด ด้วยกลยุทธ์ CRM และ Inbound Sales เครื่องมือที่ควรใช้ Lead Flows, Email Marketing, Lead Management, Conversational Bots และ Marketing Automation
  3. Delight – ประทับใจและบอกต่อ คือการทําให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจกับสินค้าหรือบริการของคุณ เพื่อทําให้พวกเขากลายเป็นลูกค้า Loyalty ที่ช่วยโปรโมตหรือบอกต่อ เครื่องมือที่ควรใช้  คือ Smart Content, Email Marketing, Conversational Inbox, Attribution Reporting และ Marketing Automation

อยากดู Presentation ประกอบกับอ่านเนื้อหาบทความนี้เพื่อความกลมกล่อมมากขึ้น ดาวน์โหลด Presentation จากงาน Inbound Strategy for High-Involvement Business ได้เลยตอนนี้ คลิกเพื่อดาวน์โหลด

 

วิธีการใช้กลยุทธ์ Inbound แบบ Step-by-Step

การใช้กลยุทธ์ Inbound มีการแบ่งเป็นทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้

1. Goal Setting วางเป้าหมายให้ชัดด้วย SMART Goals

ตั้งเป้าหมายด้วยหลักการ SMART Goals  ช่วยให้เป้าหมายของธุรกิจชัดเจนขึ้นอย่างเป็นระบบ มีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพโดย โดยสามารถ “ทําได้จริง เป็นไปได้จริง” 

  • Specific: เฉพาะเจาะจง
  • Measurable: วัดผลได้
  • Achievable: เป็นไปได้จริง
  • Relevant: เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • Time Bound: มีกรอบระยะเวลาชัดเจน

2. Research ศึกษาลูกค้าให้แม่น

ก่อนจะเริ่มทำการตลาด Inbound Marketing ก็ต้องมีการ Research ให้รอบด้าน  โดยประกอบไปด้วย 3 อย่าง คือ Brand Audit, Customer Research และ Competitor Research

2.1 Brand Audit

ก่อนอื่นต้องรู้จักตัวเอง ทั้ง Strength และ Weakness ก่อนที่จะรู้จักคนอื่น Research Brand ของตัวเองให้รอบ โดยมี Checklist ดังนี้

  • Product Unique Selling Points เพื่อที่จะสำรวจว่าสินค้าหรือบริการของเรานั้นมีจุดเด่นอะไรที่แบรนด์คู่ในแข่งในตลาดไม่มี 
  • Key Message ปัจจุบันที่ได้สื่อสารออกไป ตอบโจทย์กับความเป็นแบรนด์ของเรามากน้อยแค่ไหน หรือนำเสนอจุดเด่นที่แบรนด์มีแล้วหรือยัง?
  • Website Performance เนื่องจากการทำ Website เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของการทำการตลาดของธุรกิจประเภท High Involvement จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการ Audit เว็บไซต์ของธุรกิจว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่? การดีไซน์เว็บเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายไหม? และเนื้อหาบนเว็บมีคุณภาพและตอบโจทย์ SEO แล้วหรือยัง? 
  • Social Media ตรวจสอบว่าปัจจุบันมีการใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะกับประเภทของธุรกิจตนและกลุ่มเป้าหมายแล้วหรือยัง?
  • Content Strategy Content Marketing ที่ทำอยู่มีประเภทไหนบ้าง? ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายแล้วหรือยัง? และมีการทำครอบคลุมทุก Customer Touchpoint / Journey แล้วหรือยัง? 
  • Sales Funnel วิเคราะห์การทำ Sales Funnel ณ ปัจจุบันที่ทำอยู่ ช่องทางไหนเกิด Conversion มากที่สุด? ช่องทางไหนสามารถ Generate Lead ได้มากที่สุด? ช่องทางไหนมี Cost-Per-Acquisition ที่น้อยที่สุด? 

2.2 Customer Research

สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจลูกค้าให้ดีที่สุดก็คือ Customer Persona ซึ่งเป็นการสร้าง Model ตัวแทนของลูกค้าในอุดมคติของธุรกิจเรา ยิ่งเราเข้าใจและมีข้อมูลของ Persona มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยให้เราวางแผนหรือกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยแนะนำในการสัมภาษณ์คนประมาณ  3-5 คน เพื่อนำข้อมูลมาทำ Persona ก็จะได้ข้อมูลที่ลงตัว

การทำ Customer Persona จะทำให้เราได้ข้อมูล ดังนี้

  • ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า
  • ความสนใจ ปัญหา และ ความสนใจของลูกค้า
  •  ความประพฤติ และช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึง
  • สิ่งที่เขากังวล และให้ความสำคัญ 

ใครกำลังจะทำ Customer Research แล้วยังหาเทมเพลตที่ใช่ไม่ได้ เรามีเทมเพลต Customer Persona ให้โหลดได้ฟรีไปใช้ง่ายๆ โหลดเลย!

 

2.3 Competitor Research

รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง Research ว่าเขาเป็นใคร กำลังทำอะไร ทำอะไรไปแล้วบ้าง ประสบความสำเร็จหรือไม่ เราจะได้บทเรียนที่ดีเยี่ยมจากแบรนด์คู่แข่ง ซึ่งการทำ Competitor Research ก็มี Frameworks ที่หลากหลายที่สามารถนำไปใช้ได้ เช่น SWOT Analysis,  Marketing Channels Performance, Content Strategy และ Perceptual Mapping

3. กลยุทธ์ Attract – ดึงดูดลูกค้าที่ใช่

นำกลยุทธ์ Attract มาใช้ โดยจะดึงดูดลูกค้าที่เป็นคนแปลกหน้าได้ด้วยการมอบ “Value” โดยวิธีทำการตลาดออนไลน์จะ Match ลูกค้ากับสิ่งที่เขาต้องการ

3.1 เริ่มต้นวางแผนคอนเทนต์

เริ่มต้นวางแผนคอนเทนต์ของคุณด้วยการแบ่ง Segment ลูกค้าเพื่อที่จะวางคอนเทนต์ที่ใช่ให้กับคนที่ต้องการ  โดยคุณอาจแบ่งลูกค้าของคุณเป็น  ว่าที่ลูกค้า (ลูกค้าใหม่)  และ ลูกค้าเก่า

โดยลูกค้าแต่ละกลุ่มก็ย่อมต้องการคอนเทนต์ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

  • เมื่อเราต้องการสื่อสารกับลูกค้าใหม่ที่ยังไม่รู้จักเรา ก็ต้องสร้างตัวตนด้วยคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ มีคุณค่าเพื่อเป็นการสร้าง Brand Awareness โดยที่อย่าพึ่งพูดถึงสินค้าหรือบริการของเรา เพราะในช่วงแรกลูกค้าใหม่ก็คงไม่ได้ค้นหาชื่อแบรนด์เราตั้งแต่แรกแต่อาจจะเป็นคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง
  •  แต่เมื่อเราต้องการสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มที่เป็น Loyalty อยู่แล้ว เราก็ต้องส่งเป็นคอนเทนต์โปรโมชัน คอนเทนต์พิเศษเฉพาะคนกลุ่มนี้ หรือคอนเทนต์ที่สามารถนำไปสู่การ Upsell ให้ธุรกิจคุณได้

3.2 ใช้ Content Matrix วางแผน Content Marketing 

ต้องวางจุดประสงค์ว่า “เราต้องการอะไรจากลูกค้า” ซึ่งมีเครื่องมือ Content Metrix ที่จะช่วยให้รู้ว่า ในแต่ละ Objective ที่ต้องการ กับ Stage ที่ลูกค้าอยู่นั้น มีคอนเทนต์อะไรที่ตอบโจทย์บ้าง 

ยกตัวอย่างเช่น หากเราต้องการให้ความรู้ลูกค้าในขั้น Awareness ถ้าต้องการสร้างความรู้สึกประทับใจแรกพบ เราสามารถเลือกคอนเทนต์ในฝั่ง Fascinate ได้ แต่ถ้าเราอยากดึงดูดลูกค้าด้วยการให้ความรู้ เราสามารถเลือกทำ Article, Infographic และ Ebook ให้ลูกค้าได้

แต่ถ้าเราต้องการกระตุ้นลูกค้าให้ Engage กับแบรนด์ เราสามารถเลือกใช้ Case Study เพื่อ Convince ลูกค้า หรือใช้ Demo Free Trial ให้ลูกค้าทดลองใช้งาน


Magnetolabs เองก็เคยทำ Calculator ให้ลูกค้าลองมาคำนวณราคาเว็บไซต์ตามความต้องการที่มีอยู่ ถือเป็นการใช้ประโยชน์จาก Data ของลูกค้าเองเพื่อ Covince ลูกค้าอีกด้วย ใครสนใจสามารถไปลองเล่น Calculato กันได้!

 

3.3 เลือกแพลตฟอร์มที่ใช่

การที่จะสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าที่ใช่ก็ต้องใช้ช่องทางที่จะสื่อสารกับลูกค้าของตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะธรรมชาติของ User บน Social Media แต่ละช่องทางก็จะแตกต่างกันไป จึงทำให้คอนเทนต์แต่ละแพลตฟอร์มแตกต่างกันไปด้วย เช่น จะสื่อสารเรื่องโปรโมชั่น หรือข่าวสารของแบรนด์ก็ควรใช้ Facebook หรือ Instagram

ทั้งนี้สิ่งสำคัญก็คือลูกค้าของคุณอยู่ที่ไหนก็ให้ใช้แพลตฟอร์มนั้น และดูว่าธรรมชาติของแพลตฟอร์มนั้นเป็นอย่างไรเพื่อที่จะลงคอนเทนต์ที่เหมาะสม นอกจากนี้ถ้ามีแพลตฟอร์มทุกช่องทางแต่ไม่สามารถอัปเดตได้ตลอดก็ อย่าทำ แต่ให้ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปดีกว่า 

4. กลยุทธ์ Engage – ส่งมอบคอนเทนต์ที่มีคุณค่าเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า

กลยุทธ์ Engage คือ การทำให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ โดยส่งมอบคอนเทนต์ที่มีคุณค่าของเราให้แก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับเรา โดยเราควร “ให้ ก่อน ที่จะรับ” ต้องรู้จักให้บางอย่างกับลูกค้าไปก่อน และเราก็จะได้ข้อมูลกลับมา

สิ่งสำคัญที่เราต้องวางแผนก็คือ Customer Journey โดยมีการวางแผนเส้นทางการได้รับประสบการณ์ของลูกค้าจากแบรนด์เรา ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ  ซึ่งเราสามารถวางแผนได้หลากหลายแผนรูปแบบแตกต่างกันไปตามรูปแบบคอนเทนต์ หรือช่องทาง Social Media

ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่เข้ามาอ่าน Blog แล้วจะถูกโน้มน้าวอยากซื้อสินค้าของแบรนด์ได้ทันที ดังนั้นการวางแผน Customer Journey จึงสำคัญ 

ตัวอย่างเช่น วางแผนให้มีการอ่าน Blog > มีการแทรกพื้นที่ดาวน์โหลด E-Book ทำให้เขาสนใจกดดาวน์โหลด > ส่งอีเมลหาลูกค้าค่อยๆ ฟูมฟักเขาให้กลายเป็นลูกค้าตัวจริง > จนนำไปสู่การซื้อสินค้าและบริการในที่สุด

5. กลยุทธ์ Delight – ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ กลายเป็นลูกค้าที่มี Brand Loyalty

ทำอย่างไรให้คนกลับมาซื้อซ้ำ? กระบวนการนี้คือการทำให้ลูกค้าของเรามีความสุข พึงพอใจ และพร้อมที่จะซับพอร์ตหรือกลับมาใช้บริการเราไปในระยะยาว

ตัวอย่างกลยุทธ์การสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า ที่จะทำให้เกิด Brand Valuation, Brand Recall และ Brand Loyalty ได้โดยอัตโนมัติ

  • เราจะสร้าง Smart Content (คอนเทนต์ที่เราคิดแล้วว่าเหมาะ) ส่งให้ลูกค้าค้าเพื่อ Keep in touch และ Remind ลูกค้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการทำ Email Marketing หรือการส่ง Value Content ให้กับคนที่ต้องการในเวลาที่เหมาะสม
  • บริการหลังการขาย หัวใจสำคัญที่ High Involvement Product ควรมี เช่น Chat Bot, Conversation Inbox, Call Center Service
  • Testimonial Review ควรประทับใจของลูกค้าจะนำมาสู่ คอนเทนต์รีวิวให้กับแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการบอกต่อ ปากต่อปาก หรือโซเชียลมีเดีย แบบสอบถาม นอกจากนี้แบรนด์ยังสามารถกระตุ้นให้คนกลับมารีวิวด้วยการมอบ Reward เป็นของขวัญตอบแทนได้อีกด้วย

Case Studies กรณีศึกษาจากหลากหลายอุตสาหกรรม

Magnetolabs มีประสบการณ์ในการทำ Inbound Marketing ให้กับธุรกิจ High Involvement ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะ Life Insurance, Industrial Sector, Banking, Business Investment และอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งกรณีศึกษาที่จะยกขึ้นมาคือ Life Insurance หรือประกันชีวิตที่เน้นขายไปที่ลูกค้า B2B ซึ่งในช่วงแรกเขาพึ่งเปิดตลาดทำให้ลูกค้ายังไม่มี Awareness ซึ่ง Magnetolabs ได้เข้าไปช่วยทำให้เกิด Brand Awareness มากขึ้นโดยได้สร้าง Evergreen Content หรือคอนเทนต์ที่ไม่เสื่อมค่าตามเวลา มีความเข้าถึงได้ง่าย และเข้าไป Optimized คอนเทนต์เก่าๆ ของลูกค้าให้เข้าถึงได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย และมีประสิทธิภาพในแง่ SEO 

ซึ่งผลที่ออกมาใน 1 ปี ออกมาดังนี้

  • Organic Traffic เพิ่มขึ้นจากเดิม 854%
  • Product Page Visit เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,210%
  • Number of  Leads เพิ่มขึ้นจากเดิม 412%

เรียกได้ว่าได้ผลลัพธ์ออกมาดีมากๆ จนทำให้ทางธุรกิจพึงพอใจในการนำกลยุทธ์ Inbound Marketing มาใช้ หรือก็คือประสบความสำเร็จในการทำการตลาด


เข้าไปอ่านกรณีศึกษาในอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่าง Banking, Industrial Sector และ Business Investment ได้เลยที่บทความ “เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค High-Involvement ดึงดูดลูกค้าที่ใช่ด้วยกลยุทธ์ Inbound Marketing พร้อมตัวอย่าง”

 

สรุป

สุดท้ายแล้ว การทำการตลาดสำหรับ High-Involvement มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง 3 อย่าง

  • Customer Centric เข้าใจลูกค้าว่าเขาเป็นใคร มี Customer  journey ยังไงในแต่ละขั้น
  • Play The Long Game ต้องใจเย็นเพราะต้องใช้เวลา เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยเฉพาะ High-Involvement Product ไม่ได้จะตัดสินใจซื้อในทันที อาจจะต้องทำความเข้าใจในความเป็น Inbound Marketingว่าอาจจะไม่ได้เห็นผลในทันที แต่จะดีในระยะยาวต่อธุรกิจ (Long-Term Result)  
  • Leverage Technology เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การใช้เทคโนโลยีสำหรับทำการตลาดก็เช่นกัน อย่ากลัวที่จะทำความเข้าใจ Marketing Technology และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจของคุณ 

ถ้าธุรกิจไหนสนใจเนื้อหาสาระสำคัญของงานสัมมนาออนไลน์ Inbound Strategy for High-Involvement Business สามารถดาวน์โหลด Presentation ได้เลย ดูไปพร้อมกับอ่านบทความนี้รับรองย่อยง่ายแน่นอนค่ะ! คลิกเพื่อดาวน์โหลด

และถ้าธุรกิจของคุณกำลังหากลยุทธ์การทำการตลาดที่เข้าถึง กลุ่มลูกค้าที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ และบนช่องทางที่ใช่ พูดคุยและปรึกษากลยุทธ์ด้าน Inbound Marketing กับ Magnetolabs ได้แล้วตอนนี้ คลิกที่นี่เพื่อปรึกษาได้เลย!

[Sponsorship Disclosure] บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Magnetolabs แต่การเรียบเรียงเนื้อหาเป็นความรับผิดชอบของ Content Shifu