Blog

Creative Commerce คืออะไร? ถอดรหัส 10 งานที่ดีที่สุดในรอบ 3 ปี จากเวทีรางวัลระดับโลก

• 20 สิงหาคม 2026

Creative Commerce คืออะไร? ถอดรหัส 10 งานที่ดีที่สุดในรอบ 3 ปี จากเวทีรางวัลระดับโลก

Share on

Share on

เมื่อความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หยุดที่โฆษณา แต่เข้าไปเปลี่ยนวิธีซื้อ วิธีขาย และพฤติกรรมลูกค้า

ถ้าต้องเลือกหมวดรางวัลเพียงหมวดเดียวที่นักการตลาดสาย Performance ควรจะศึกษา เราจะไม่เริ่มจากหมวด Film ที่มักจะถูกพูดถึงมากที่สุดในงานประกวดทุกเวที แต่จะเลือกหมวด Creative Commerce แทน

เหตุผลง่าย ๆ คือ หมวดนี้ไม่ให้ความคิดสร้างสรรค์หยุดอยู่แค่การสร้างความสนใจ แต่ไอเดียต้องเดินทางต่อไปถึงพฤติกรรมการซื้อ ความสัมพันธ์กับลูกค้า และผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วย

คำถามจึงไม่ใช่แค่ไอเดียนี้ดีไหม น่าสนใจหรือเปล่า แต่รวมถึงคำถามที่ว่า ไอเดียนี้เปลี่ยนวิธีที่คนซื้อ ขาย จ่าย หรือแลกเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าและสร้างคุณค่ากับแบรนด์อย่างไร และเกิดผลลัพธ์จับต้องได้จริงหรือไม่

เมื่อมองในมุมนี้ Creative Commerce จึงเป็นจุดที่ Creativity กับ Performance ถูกนำมาประสานกัน และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนทำ Performance Creative ควรศึกษาแคมเปญที่ชนะรางวัล Creative Commerce เหล่านี้

Creative Commerce คืออะไร?

Cannes Lions (เวทีประกวดรางวัลโฆษณาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก) เริ่มมอบรางวัล Creative eCommerce Lions ในปี 2018 เพื่อยกย่องนวัตกรรมด้าน e-commerce และ payment solutions ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Creative Commerce Lions ในปี 2022 เพื่อสะท้อนโลกการค้าที่กว้างขึ้น ทั้ง online และ offline, retail experience, social commerce, loyalty program, payment, inclusive commerce, sustainable commerce ตลอดจนการออกแบบ Business Model ใหม่

โดยนิยามทางการระบุเอาไว้ว่า งานในหมวดนี้ควรแสดงให้เห็นว่าการใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมหรือการริเริ่มปรับปรุงจุดใดจุดหนึ่งใน Customer Journey สามารถเพิ่มทั้งการมีส่วนร่วม (Engagement) ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ และยอดขายหรือ Impact ทางธุรกิจได้อย่างไร ซึ่งจะว่าไปก็เป็น Concept เดียวกับการทำ Performance Creative Campaign ที่เคยได้เล่าไปก่อนหน้านี้

เกณฑ์การให้คะแนนของ Cannes Lions Creative Commerce มีดังนี้

  • Idea 30%
  • Strategy 20%
  • Execution 20%
  • Results 30%

สัดส่วนนี้บอกธรรมชาติของหมวดได้ชัดเจนมาก เพราะ Idea และ Results มีน้ำหนักเท่ากันที่ 30% ทั้งคู่ และรวมกันมากถึง 60% เกินครึ่งของคะแนนรวมทั้งหมด ดังนั้นไอเดียที่แปลกใหม่ น่าสนใจ หรือฉลาดอย่างเดียวจึงไม่พอ 

ขณะเดียวกันงานที่ทำให้ขายดีแต่ไม่มีความ Creative ที่น่าสนใจและชัดเจนก็ยังไม่ใช่งาน Creative Commerce ที่ควรได้รางวัลเช่นเดียวกัน

Creative Commerce ต่างจาก Performance Creative อย่างไร?

สองแนวคิดนี้มีหัวใจร่วมกัน คือความคิดสร้างสรรค์ต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ชัดเจนและวัดผลได้ แต่ต่างกันตรงสิ่งที่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปสร้างผลกระทบกับพฤติกรรมของลูกค้าจนส่งผลต่อธุรกิจ

Performance Creative มักเป็นวิธีการทำงานที่ใช้ Creative เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการตลาด และ Media เช่น ทดลอง message, visual, format, offer, creator หรือ personalized creative เพื่อเพิ่ม CTR, conversion rate และ ROAS หรือลด CPL / CPA

Creative Commerce ขยายพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ออกไปถึงตัวกลไกการซื้อขาย เช่น pricing, promotion, payment, CRM, loyalty program, retail experience, distribution หรือแม้แต่ business model

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายกว่านั้น ต้องขอหยิบยกภาษาอังกฤษมาอ้างอิง

Performance Creative = Optimize the creative to drive conversion.

Creative Commerce = Make the conversion mechanism part of the creative idea.

Performance Creative ทำให้โฆษณาขายของได้ดีขึ้น ส่วน Creative Commerce ทำให้ตัวการขายกลายเป็นไอเดีย

Top 10 Creative Commerce Campaigns 2024-2026

และต่อไปนี้คือผลงาน Creative Commerce ที่โดดเด่น 10 แคมเปญในช่วงปี 2024 ถึงครึ่งปีแรก 2026 

1. Lucky Fan Index: Wisła Kraków Football Club

ปี: 2026

Brand: Wisła Kraków Football Club

Agency: VML Warsaw / VML Poland

Case Film: Lucky Fan Index

Official Case Study: VML / WPP 

ไอเดีย

หลังสโมสรเก่าแก่ของโปแลนด์ตกชั้น รายได้และจำนวนผู้ชมในสนามกลายเป็นโจทย์สำคัญ Wisła Kraków จึงหยิบความเชื่อสากลของแฟนฟุตบอลที่ว่า “ถ้าฉันไปดู ทีมจะโชคดี” มาทำให้วัดได้จริง

ระบบนำข้อมูลการเข้าสนามของแฟนมากกว่า 220,000 คนไปเทียบกับการแข่งขันเหย้า 63 นัดและเหตุการณ์ในเกมมากกว่า 200 ตัวแปร ก่อนคำนวณเป็น Lucky Fan Index ส่วนบุคคล คนที่นำโชคมากที่สุดได้อัปเกรดไป VIP box ส่วนคนที่คะแนนต่ำได้รับส่วนลดซื้อของที่ระลึกชิ้นใหม่ที่อาจนำโชคกว่าเดิม

ผลลัพธ์

จำนวนผู้ชมเฉลี่ยในสนามเพิ่มขึ้นประมาณ 42% จนสูงที่สุดในลีก ข้อมูลรายชื่อคนดูที่เดิมมีไว้เพื่อ เหตุผลด้านความปลอดภัย จึงกลายเป็นทั้ง fan-engagement product, loyalty mechanic และเครื่องมือสร้างรายได้

2. Preserved Promos: Ziploc

ปี: 2025-2026

Brand: Ziploc / SC Johnson

Agency: VML New York

Case Film: Preserved Promos

Official Case Study: VML

ไอเดีย

Product Truth ของ Ziploc คือการช่วยเก็บอาหารให้สดและอยู่ได้นาน งานนี้นำคำว่า Preserve ไปขยายต่อสู่สิ่งที่ผู้บริโภคเสียดายเมื่อหมดอายุเหมือนกัน นั่นคือคูปองและโปรโมชันอาหาร ผู้บริโภคเพียงอัปโหลดภาพคูปองหรือโปรโมชันที่หมดอายุ ระบบจะเปลี่ยนให้เป็นสิทธิประโยชน์ใหม่เมื่อมีสินค้า Ziploc อยู่ในตะกร้า ทำให้ branding, promotion mechanic, retailer partnership และ transaction กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ผลลัพธ์

แคมเปญทำงานร่วมกับร้านค้ากว่า 80 ราย ครอบคลุมมากกว่า 65,000 สาขา สร้าง sales lift 5%, ลูกค้าใหม่เพิ่ม 14%, share of voice เพิ่ม 61% และมี redemption rate 49%

3. Cars to Work: Renault

ปี: 2024–2026

Brand: Renault Group

Agency: Publicis Conseil, Paris

Case Film: Cars to Work

ไอเดีย

คนจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องมีรถเพื่อไปทำงาน หรือต้องมีรถเพื่อใช้ทำงาน แต่ผู้ที่เพิ่งได้งานใหม่อาจกู้หรือเช่ารถไม่ได้เพราะยังอยู่ในช่วงทดลองงาน จึงเกิดวงจร ไม่มีรถจึงหางานยาก แต่เมื่อยังไม่มีงานจึงซื้อรถไม่ได้ วนไป

Renault ไม่ได้แก้โจทย์ด้วยโฆษณารถ แต่เปลี่ยนเงื่อนไขทางธุรกิจ ให้ผู้ที่เข้าเกณฑ์ใช้รถระหว่างช่วงทดลองงานแล้วค่อยจ่ายเมื่อผ่าน probation แล้ว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานจัดหางาน เครือข่ายดีลเลอร์ และอู่ซ่อมรถต่าง ๆ

ผลลัพธ์

ข้อมูลจาก Case Study ของโครงการระบุว่า 94% ของผู้เข้าร่วมสามารถได้งานหรือรักษางานไว้ และจำนวนผู้ที่ได้สัญญาจ้างถาวรเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า ขณะเดียวกัน Renault ก็สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้จริง

4. SaferPhone: Orange

ปี: 2024–2025

Brand: Orange France

Agency: Publicis Conseil, Paris

Case Film: SaferPhone

ไอเดีย

ในประเทศฝรั่งเศษ วัยรุ่นล้วนอยากได้สมาร์ตโฟน แต่ความต้องการของลูกมีแนวโน้มสวนทางกับความกังวลของพ่อแม่ ทั้งเรื่องภัยออนไลน์ การใช้หน้าจอ และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม Orange จึงไม่ได้ทำเพียงโฆษณาที่บอกให้ครอบครัวคุยกัน แต่เปลี่ยนข้อขัดแย้งนี้ให้เป็นข้อเสนอทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ แพ็กเกจเริ่มต้นรวมบริการมือถือ 5G, Orange Cybersecure ฟรี 12 เดือน และ iPhone 12 แบบ refurbished ในราคาพิเศษ พร้อม “Pacte de confiance” ที่ชวนพ่อแม่และลูกกำหนดกติกาการใช้สมาร์ตโฟนร่วมกัน และเปิดตัวแคมแปญช่วงคริสต์มาสที่สมาร์ตโฟนเป็นของขวัญที่วัยรุ่นอยากได้มากที่สุด ตัวสินค้า ราคา บริการรักษาความปลอดภัย และบทสนทนาในครอบครัวจึงถูกรวมเป็นเรื่องเดียวกัน

ผลลัพธ์

Orange ขายสมาร์ตโฟนได้กว่า 12,000 เครื่อง สินค้า Sold Out ในช่วงคริสต์มาส และเพิ่ม Intent to Buy มากขึ้น 36% ในกลุ่มพ่อแม่ ซึ่งแคมเปญนี้ดีเกินคาดจน Orange ต้องขยายออกไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปด้วย

5. Sad Kama-Chan: Bar B Q Plaza

ปี: 2025

Brand: Bar B Q Plaza 

Agency: Grey Thailand

Case Film: Sad Kama-Chan

Official Case Study: Grey

ไอเดีย

เมื่อยอดขายได้รับแรงกดดันจากคู่แข่งปิ้งย่างรายใหม่ Bar B Q Plaza ไม่ได้เริ่มจากการลดราคาแรง ๆ แต่หยิบ distinctive brand asset ที่คนไทยรู้จักมานานกว่า 37 ปีอย่างลูกชิ้นปลา “คามะจัง” มาเปลี่ยนจากหน้ายิ้มเป็นหน้าบึ้ง โดยแทบไม่อธิบายอะไรในช่วงแรก

ความผิดปกติเล็ก ๆ บนสินค้าที่ทุกคนคุ้นเคยกลายเป็นบทสนทนาระดับประเทศ ก่อนที่แบรนด์จะชวนแฟน ๆ ช่วยกันทำยอดให้ถึงเป้าหมายเพื่อเรียกรอยยิ้มของคามะจังกลับมา

ผลลัพธ์

ขายได้มากกว่า 100,000 มื้อภายในหนึ่งสัปดาห์ สร้าง Brand Lift 80% ภายในหนึ่งเดือน ได้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น 38% และยอดขายเพิ่มขึ้น 14%

6. SHT: Second-Hand Tax: IKEA Canada

ปี: 2024–2025

Brand: IKEA Canada

Agency: Edelman Canada / Edelman Toronto

Case Film: IKEA SHT

Official Case Study: Edelman

ไอเดีย

ในบางรัฐของแคนาดา คนซื้อสินค้ามือสองต้องเสียภาษีที่เรียกว่า HST ซ้ำทั้งที่สินค้านั้นเคยถูกเสียภาษีตอนขายครั้งแรกแล้ว แถม HST สูงถึง 13% เลยทีเดียว ทั้งทีประชาชนอยากสนับสนุน Circular Economy แต่ก็ต้องมาจ่ายภาษีแพง ๆ IKEA จึงสร้าง “Second-Hand Tax” หรือ SHT ของตัวเองในอัตรา -13% เพื่อหักล้างภาษี HST ให้สินค้ามือสองในโซน As-is พร้อมเปิด Petition ล่ารายชื่อประชาชน ช่วยเรียกร้องให้รัฐทบทวนนโยบาย

ผลลัพธ์

ยอดขายสินค้ามือสองของ IKEA เพิ่มขึ้น 192% และล่ารายชื่อสำหรับคนลงทะเบียนยืนต่อรัฐบาลในการแก้กฎหมายเก็บภาษีซ้ำซ้อน ได้มากกว่า 35,000 รายชื่อ และรัฐบาลแคนาดาตกลงเข้าหารือกับ IKEA เรื่องการเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งแน่นอน ย้อนกลับมาเป็นผลดีต่อธุรกิจของ IKEA อีก

7. OREO Calls: OREO

ปี: 2024–2025

Brand: OREO / Mondelēz International

Agency: VML New York

Case Film: OREO Calls

Official Case Study: VML

ไอเดีย

ในช่วง March Madness ซึ่งเป็นเดือนที่การแข่งขันบาสเก็ตบอลระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาเดือดที่สุด แบรนด์จำนวนมากทุ่มงบไปกับ Sponsorship และโฆษณาราคาแพง แต่ OREO มองเห็นว่าเสื้อลายดำขาวของกรรมการมีความคล้าย (visual resemblance) กับคุกกี้ของตัวเอง จึงเปลี่ยนสัญญาณมือของกรรมการให้เป็น shoppable moment แบบ real-time เมื่อผู้ชมสามารถใช้โทรศัพท์สแกนเสื้อกรรมการตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมเพื่อปลดล็อกข้อเสนอ OREO ได้เลย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำได้ โดยแบรนด์ไม่ต้องเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขันเลย

ผลลัพธ์

มีคนสแกนมากกว่า 100,000 ครั้ง มี redemption rate 61% และเกิด direct sales เพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน

8. Audience Delivery: iFood

ปี: 2024–2025

Brand: iFood

Agency: DM9, São Paulo

Case Film: Audience Delivery

Award Case: D&AD: Audience Delivery

ไอเดีย

แม้ทีมชาติหญิงของประเทศบราซิลจะเก่งมากและเข้าแข่งบอลโลกหญิงรอบสุดท้ายเป็นประจำ แต่เพราะความสนใจรายการนี้ในบราซิลยังต่ำมาก เลยไม่มีสถานีโทรทัศน์ใดเป็นเจ้าภาพซื้อลิขสิทธิ์ให้ดูกันฟรี ๆ (คุ้น ๆ เหมือนบ้านเรา) 

iFood แพลตฟอร์มส่งอาหารอันดับต้นของประเทศซึ่งมีฐานผู้ใช้ขนาดหลายล้านคน จึงร่วมมือกับสตรีมเมอร์ชื่อดังของอเมริกาใต้แล้วถ่ายทอดการแข่งขันทั้ง 64 นัดภายในแอปส่งอาหารของตัวเอง

แทนที่ food-delivery app จะเป็นเพียงปลายทางของ transaction มันกลายเป็น media platform และ entertainment destination คนเข้ามาสั่งอาหารได้ดูบอล ขณะที่คนเข้ามาดูบอลก็อยู่ใกล้การสั่งอาหารเพียงไม่กี่คลิก

ผลลัพธ์

ผู้ชมรวม 21 ล้านคน ใช้เวลาเฉลี่ยในแอป 70 นาที และมีจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

9. Samsung ThrowBack Deals: Samsung Brazil

ปี: 2024–2025

Brand: Samsung Brazil

Agency: MRM Brazil

Case Film: Samsung ThrowBack Deals

Official Case Study: MRM

ไอเดีย

Samsung พบว่าสัปดาห์หลัง Black Friday เป็นช่วงยอดขายออนไลน์ต่ำที่สุด และมีผู้ซื้อจำนวนมากจงใจทิ้งสินค้าไว้ใน Cart เพื่อรอดีลที่ดีกว่า แบรนด์จึงวิเคราะห์ Data ของ Abandoned Carts ย้อนหลัง แล้วกลับไปหาลูกค้า 735,000 บัญชี ด้วย Personalized Message และข้อเสนอสินค้ารุ่นปัจจุบันในราคาจากอดีต

ข้อมูลไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อทำ Retargeting ให้แม่นขึ้น แต่กลายเป็นวัตถุดิบในการออกแบบ Pricing Proposition และการสื่อสารแบบ Target of One

ผลลัพธ์

แคมเปญสร้างยอดขายต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้น 318% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดขายรายเดือนเพิ่มขึ้น 85.3% YoY พร้อมกับ ROI มโหฬารที่ 5145% และเปลี่ยนสัปดาห์ที่เคยมียอดขายแย่ที่สุดให้กลายเป็นสัปดาห์ที่ขายดีที่สุดอันดับสองของปีสำหรับ Samsung Brazil

10. Recipe for Growth: iFood

ปี: 2025

Brand: iFood

Agency: DM9, São Paulo

Case Film: Recipe for Growth

ไอเดีย

ร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากทำอาหารอร่อยแต่ไม่เก่งด้านธุรกิจ หลัก ๆ มีเหตุผลมาจากการขาดข้อมูลและเครื่องมือสำหรับการบริหารร้านอย่างเป็นระบบ

iFood (อีกแล้ว) จึงเปลี่ยนคลังข้อมูลจาก Ecosystem ของตัวเองให้เป็นเครื่องมือบริการช่วยร้านค้าตัดสินใจ ตั้งแต่หา customer Insight, Trend และ Benchmark ไปจนถึงข้อแนะนำเรื่องเมนู การตั้งราคา หา Supplier และพนักงาน

Ifood ไม่ได้ใช้ Platform Data เพื่อ Optimize ฝั่งผู้บริโภคเท่านั้น แต่ทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็น Growth Product สำหรับร้าน Partner อีกด้วย

ผลลัพธ์

มีร้านอาหารมาใช้เครื่องมือดังกล่าวกว่า 3,000 ร้าน และมีร้านที่มียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 40% พร้อมกับมีร้านใหม่สมัครเข้ามาจอย iFood เพิ่มขึ้น 18% เลยทีเดียว

5 เรื่องที่ถอดรหัสมาได้จากงาน Creative Commerce ระดับรางวัลเหล่านี้

1. เริ่มจากปัญหาด้านยอดขายของธุรกิจ

Samsung เริ่มจากปัญหาผู้บริโภคเลือกสินค้าค้างไว้แต่ไม่ check-out ส่วนงาน Cars to Work ของ Renault เริ่มจากคนต้องการรถแต่ซื้อรถไม่ได้ งาน Sad Kama-Chan ของไทย เริ่มจากปัญหายอดขายตก ดังนั้นเรื่องแรกคือต้องระบุปัญหาที่ขวางการเติบโตของธุรกิจ แล้วเอาไอเดียไปแก้เรื่องเหล่านั้น

2. Commerce Mechanic ต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Big Idea

งาน Creative Commerce ที่แข็งแรงไม่ใช่การคิด Creative Campaign แล้วค่อยแปะ Promotion ตอนจบ แต่ pricing, coupon, transaction, ticket, loyalty program หรือ Retail Experience ต้องเป็นหัวใจของไอเดียตั้งแต่ต้น หากเอากลไกการซื้อออกแล้วไอเดียยังเหมือนเดิม งานนั้นอาจยังเป็น Advertising Campaign ปกติมากกว่า Creative Commerce

3. ไอเดียที่แบรนด์อื่นทำไม่ได้

Ziploc ใช้ความหมายของคำว่า Preserve อาหารต่อยอดไป Preserve โปรโมชั่น OREO ใช้สีดำขาวของสินค้าเชื่อมกับเสื้อกรรมการ ส่วน Bar B Q Plaza ใช้คามะจังที่เป็นฮีโร่เมนูมาอย่างยาวนาน ไอเดียที่ดีที่สุดมักทำให้เรารู้สึกว่ามีเพียงแบรนด์นี้เท่านั้นที่ทำได้

4. นำ Data มาช่วยแก้ปัญหาด้วยไอเดียหลัก ไม่ได้มีไว้แค่ทำ Targeting

Samsung ใช้ Abandoned Cart Data ในการสร้างข้อเสนอแบบ Personalized ทาง Wisła Kraków ใช้ Attendance Data สร้าง Loyalty Experience ส่วน iFood ใช้ Platform Data สร้างเครื่องมือให้ร้านค้าไปใช้เพื่อให้เกิดผลลัพท์ทางธุรกิจ จะเห็นว่า Data ในการตลาดและโฒษณาไม่ได้เอาไว้แค่ทำ Targeting หากลุ่มเป้าหมายที่ใช่เพียวอย่างเดียว แต่นำเอาไปเป็นหัวใจหลักของไอเดียในการแก้ปัญหาทางธุรกิจเลย

5. ออกแบบ Measurement ตั้งแต่วันแรก

Creative Commerce ต้องพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ จึงควรต้องกำหนดตั้งแต่ต้นว่าอยากเปลี่ยนพฤติกรรมอะไร และจะวัดอย่างไร เช่น ยอดขาย, Conversion, ยอด Redemption, Sales Lift, จำนวนลูกค้าหรือสมาชิกใหม่, การกลับมาซื้อซ้ำ, Basket Size, คนเดินเข้าร้าย, เพิ่มยอดผู้ชม

สรุป: จาก Creative Advertising สู่ Creative Business

นี่คือเหตุผลที่ว่า Creative Commerce เป็นหมวดที่คนทำ Performance Marketing และ Performance Creative ควรศึกษาอย่างจริงจัง เพราะมันคือการขยายพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ให้เข้าไปหัวใจหลักที่แก้ปัญหาทางธุรกิจและสร้าง Conversion ได้จริง

สำหรับประเทศไทยเราก็มี Adman Awards ที่เพิ่ม Creative Commerce เป็นหมวดใหม่ตั้งแต่ปี 2025 แล้ว ตัวอย่างแคมแปญ Sad Kama-Chan ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไอเดีย Creative Commerce ของไทยก็ได้รับการยกย่องในระดับโลกได้ ฝากติดตามต่อว่าในปี 2026 งานไหนจะคว้า Gold หมวด Creative Commerce ไปครอง

Q&A: Creative Commerce แบบเข้าใจง่าย

1. Creative Commerce คืออะไร?

Creative Commerce คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปออกแบบการซื้อขายหรือกาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อสร้างผลลัพท์ให้กับธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีซื้อ วิธีขาย ราคา โปรโมชัน การชำระเงิน Loyalty Program, CRM, Retail Experience หรือ Business Model และมีเป้าหมายที่ไม่ใช่แค่ทำให้คนสนใจ แต่ต้องช่วยเพิ่ม Engagement และพิสูจน์ผลลัพท์ที่จับต้องได้จริง

2. Creative Commerce และ Performance Creative ต่างกันอย่างไร?

Performance Creative คือการ Optimize ตัวชิ้นงานสื่อสารและ Media เพื่อเพิ่ม Conversion ส่วน Creative Commerce คือการออกแบบไปถึงตัวกลไกลการซื้อขายเพื่อให้เกิด Conversion เลย Performance Creative ทำให้โฆษณาขายของเก่งขึ้น ขณะที่ Creative Commerce ทำให้ตัวการขายเป็นส่วนหลักของไอเดีย

3. ทำอย่างไรจึงจะคิด Campaign Creative Commerce ได้?

  1. เริ่มจาก Business Problem: ระบุปัญหาที่ทำให้คนยังไม่ซื้อ ซื้อยาก หรือไม่กลับมาซื้อ
  2. ทำให้ Commerce Mechanic เป็น Big Idea: สร้าง Campaign ที่มี Promotion, Pricing หรือ Transaction เป็นหัวใจหลักของไอเดีย
  3. หา Brand Asset: หา Product Truth, Data, Service หรือเรื่องอื่น ๆ ของแบรนด์เรา ที่คู่แข่งลอกได้ยาก
  4. มองหา Data ที่จะช่วยนำไปต่อยอดการเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างผลกระทบที่มีความหมายกับธุรกิจได้ 
  5. ออกแบบ Measurement ตั้งแต่ต้น: ระบุพฤติกรรมและ KPI ที่ต้องการเปลี่ยนก่อนเริ่มคิดงาน

อ้างอิง

  • Cannes Lions: Creative Commerce: Definition & Judging Criteria
  • Cannes Lions: Creative Commerce Winners 2024
  • Cannes Lions: Creative Commerce Winners 2025
  • Cannes Lions: Creative Commerce Winners 2026

Share on

Ble Narongyod

Writer

Ble Narongyod

งานประจำบริหาร Performance Creative TWF Agency ในฐานะ Head of Growth และผู้ร่วมก่อตั้ง งานหลวงดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกฝ่ายนวัตกรรมและเทคโนโลยี่ของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 กองทุน สสส. งานพิเศษเป็นวิทยากรรับเชิญ งานอดิเรกคือทำ podcast และเขียนบทความ

More From Me