บทความภาษาอังกฤษ, เขียนภาษาอังกฤษ

วิธีเขียนบทความภาษาอังกฤษ…เทคนิคจากคนไทย สู่คนไทย (ไม่ต้องเก่งอังกฤษก็เขียนได้)

Act

เทคนิคจากคนไทย เพื่อคนไทย “เขียนภาษาอังกฤษ” ซึ่งไม่ใช่ภาษาแม่ ไม่ใช่ของง่าย บางคนอาจรู้สึกขนลุก หรือไม่มั่นใจ แต่ถ้าเราจำเป็นต้องผลิตผลงานเขียนเป็นภาษาอังกฤษล่ะ มีวิธีการอย่างไรบ้างที่จะช่วยให้งานของเราดีขึ้นกว่าเดิม วันนี้เราได้ขนทั้งเครื่องมือตัวช่วย และเทคนิคการฝึกฝน จากประสบการณ์จริงมาฝากกัน

ทั้งการเขียนเพื่อสอบ การเขียนบนกระดาษ กับการเขียนเพื่องานออนไลน์ ก็ต่างกันค่อนข้างมาก บทความนี้จะเน้นเรื่องการเขียนเพื่อการนำเสนอผลงานบทความเป็นหลัก แต่ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานเขียนอื่นๆ ได้เช่นกัน

Disclaimer: ผู้เขียนไม่ได้เป็นโปรด้านการเขียนภาษาอังกฤษแต่อย่างใด บทความนี้เป็นการสรุปประสบการณ์ที่ตัวเองได้ลองจากการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประสบการณ์ที่เคยทำงานที่เว็บไซต์ Techsauce ซึ่งนอกจากภาษาไทยแล้ว ยังมีบทบาทได้เขียนภาษาอังกฤษอยู่เสมอ แถมไม่ใช่แค่ก็อปปี้เล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นบทความฉบับเต็ม ซึ่งเว็บไซต์นี้เองนอกจากคนไทยแล้วก็มีคนจากทั่วมุมโลกได้แวะเวียนเข้ามาอ่าน

ขอเพียงคุณกล้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษ อรเชื่อว่ายังมีคนต่างชาติที่รออ่านเนื้อหาจากคุณอยู่

แนะนำเครื่องมือช่วยชีวิต

Grammar (แกรมมาร์) ไม่เก่ง หรือไม่มั่นใจ

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้เขียน Press Release ภาษาอังกฤษสรุปงานอีเวนต์ Techsauce Summit ความยาว 3 หน้ากระดาษ เพื่อส่งให้ Press ต่างๆ ความท้าทายคือ Press Release มันเป็นเอกสารที่ค่อนข้าง Official มีความเป็นทางการมากกว่าการเขียนบทความออนไลน์ ตอนนั้นเครื่องมือที่ช่วยเราได้มากเลยคือ Grammarly ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้งานฟรี และรองรับการใช้งานบนหลากหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชัน..

  • Native app บนเครื่อง Mac
  • Add-in สำหรับโปรแกรม Microsoft Office บน Windows
  • Web application สามารถใช้งานได้เลยบนเว็บบราวเซอร์ ไม่จำกัด OS

หน้าตาของโปรแกรมจะเป็นดังภาพนี้

เขียนภาษาอังกฤษ เช็คแกรมมาร์ grammarly

Grammarly มันสามารถช่วยเช็คแกรมมาร์ให้เรา พร้อมแนะนำวิธีแก้ไขให้ เราสามารถเขียนเอกสารในโปรแกรม หรือจะ Import ไฟล์ Word (.docx) เข้าไปก็ได้ แล้วมันก็จะช่วยเช็คให้ว่าเราพลาดตรงไหนบ้าง พร้อมบอกเราว่าต้องปรับยังไง รูปด้านล่างคือตัวอย่างผลลัพธ์หลังจากที่เราอัปโหลดไฟล์ Press Release ที่เราเขียนใน Word เข้าไป

use-grammarly-for-techsauce-press-release

จะเห็นได้ว่า Grammarly ไม่ใช่เพียงโปรแกรมช่วยเช็คแกรมมาร์ แต่ยังเป็นเหมือนโปรแกรม Word editor ย่อมๆ ซึ่งช่วยเซฟไฟล์งานเขียนของเราเก็บไว้บนคลาวด์ให้อีกด้วย คล้ายๆ กับเป็น Google Docs สำหรับคนทำงานเขียนภาษาอังกฤษก็ว่าได้

Shifu แนะนำ
อีกเรื่องสำคัญที่อยากชี้คือ Grammarly ยังมีเวอร์ชัน Google Chrome Extension และ Firefox Add-on ด้วยนะ ซึ่งความหมายคือ มันจะช่วยเช็คแกรมมาร์ให้ทุกๆ การพิมพ์ของเราเวลาเราเล่นอินเทอร์เน็ตเลย!

ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เขียนสเตตัสเฟสบุ๊ค เขียนบล็อกบน WordPress มันก็จะตามอ่านและให้คำแนะนำกับเรา นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นเหมือน Dictionary อังกฤษ-อังกฤษ ช่วยแสดงผล Definition และ Synonym ในตัวได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันสะดวกมาก แต่ก็อาจจะสูญเสียความเป็นส่วนตัวของข้อมูลไปบ้าง แม้ใน Policy จะระบุว่าเขาจะไม่แชร์ข้อมูลให้ปาร์ตี้ที่สามก็ตาม แต่ตัวโปรแกรมเอง ก็มีการเก็บข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อการปรับปรุง Product อันนี้ก็แล้วแต่ทางผู้ใช้จะลองพิจารณาดูค่ะ

grammarly-on-browser

ถ้าสนใจอยากลองโหลด Grammarly ไม่ว่าเวอร์ชันไหนก็ตามไปใช้งาน ให้กดได้ที่ลิงก์นี้ค่ะ >> grammarly.com

ถ้าคุณเขียนแล้วประโยคออกมางงๆ

บางทีเรื่องใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องแกรมมาร์อย่างเดียว แต่อาจจะเป็นเรื่องการแต่งประโยคให้อ่านรู้เรื่องก็เป็นได้ เครื่องมืออีกตัวที่คุณใช้ช่วยได้คือ Hemingway สามารถใช้งานได้เลยในเว็บไซต์ หรือจะโหลด Desktop App ก็ได้

ภาพด้านล่างนี้สาธิตการใช้งาน Hemingway มันสามารถไฮไลท์บอกได้ว่าการเรียบเรียงให้ง่ายต่อการอ่าน (Readability) ของข้อความของเราดีแค่ไหน รวมถึงช่วยไฮไลท์จุดที่คุณควรลองดูเพื่อปรับให้มันง่ายขึ้น

เขียนภาษาอังกฤษ เช็คการอ่าน hemingway

เครื่องมือนี้จึงค่อนข้างเหมาะกับงานเขียนบทความออนไลน์ทั่วๆ ไป ซึ่งความง่ายในการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ มากกว่าความสวยหรูของประโยค แต่เราอยากบอกว่า ไม่ต้องถึงกับยึดตามคำแนะนำมากก็ได้ เพราะมันจะแนะนำให้เราไม่ใส่ Adverb หรือ Passive voice (ซึ่งเขาถือว่ามันทำให้ประโยคซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วสองอย่างนี้ก็มีประโยชน์มากในการแต่งประโยค) โดยส่วนตัวเรามองว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับใช้ช่วยเช็คคร่าวๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ

คิดชื่อเรื่องดีๆ ไม่ออก

“ชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” พวกเราได้เคยเขียนแนะนำการตั้งชื่อบทความไปตั้งแต่บล็อกแรกๆ การตั้งชื่อสำคัญมากเพราะมันเป็นสิ่งแรกที่คนเห็น แต่ก็ยากไม่ใช่เล่นเลย (มีบางครั้งเราเขียนบทความจนจบแล้ว ยังคิดชื่อดีๆ ไม่ออกเลย > <“)  แล้วทีนี้ถ้าเราต้องเขียนชื่อเป็นภาษาอังกฤษล่ะ ถามว่ามีอะไรที่พอเข้ามาช่วยเราได้บ้างไหม ข่าวดีคือมีค่ะ และลิงก์เหล่านี้คือเครื่องมือที่สามารถใช้ช่วยได้

Shifu แนะนำ
อันที่จริงแล้วเครื่องมือเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อช่วยนักเขียนที่เริ่มคิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี ไว้ใช้หาไอเดียในการเขียนบล็อกได้ ซึ่งคุณผู้อ่านเองก็สามารถใช้ในการหาไอเดียได้เช่นกัน แถมเมื่อได้ไอเดียแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังช่วยให้ได้เห็นไกด์ไลน์ หรือสไตล์การตั้งชื่อบทความ ที่นักเขียนสากลนิยมใช้อีกด้วย

บทความภาษาอังกฤษ

ภาพด้านบนนี้แสดงตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จาก HubSpot’s Blog Topic Generator เมื่อขอไอเดียในการเขียนเรื่อง Inbound Marketing หรือ Blogging ก็จะเห็นสไตล์การตั้งชื่อบทความ อย่างการใช้คำว่า Ultimate Cheat Sheet การเขียนตั้งคำถาม เป็นต้น

เกร็ดน่ารู้ในการเขียน

ใจเย็นๆ ค่อยๆ ฝึกที่ละสไตล์

แม้ว่าเราจะเคยมีประสบการณ์เขียนบทความสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษก่อนหน้ามาบ้างแล้ว แต่เราก็ยังคงใช้เวลาปรับตัวไม่น้อยตอนเราเริ่มต้นเขียนบทสัมภาษณ์สไตล์แบบไม่เป็นทางการชิ้นนี้ เรายังไม่ชินกับแนว Lifestyle (สำหรับภาษาอังกฤษ) เพราะเดิมทีที่ประสบการณ์จากรั้วมหาวิทยาลัย จะเน้นสาย Acedemic writing มากกว่า ตอนนั้นเราจึงต้องปรับตัวนิดนึง อ่านบล็อกแนวไลฟ์สไตล์มากขึ้น

ตอนที่ต้องเขียนแนว PR ก็เช่นกัน เราต้องเรียนรู้ใหม่เยอะมาก มันจะใช้เวลาหน่อย แต่ถ้าฝึกเรื่อยๆ คุณจะเก่งขึ้นจริงๆ นะ

ฝึกให้ครบ ฟัง พูด อ่าน เขียน ในชีวิตประจำวัน

ถึงแม้งานของเราจะเน้นที่การเขียนเป็นหลัก แต่เราก็ยังพบว่าการฝึกฟังและพูดนั้นมีส่วนช่วยด้วย หลักๆ แล้วมันช่วยให้เรา “คิดเป็นภาษาอังกฤษ” มากขึ้น นั่นเอง คอนเทนต์ที่ทำมาเพื่อการฟัง เพื่อการพูด การอ่าน การเขียน ก็มีความแตกต่างกันไป เพิ่มความหลากหลายของสไตล์เข้าไปในสมองมากยิ่งขึ้น

เริ่มต้นที่ไดอารี่สั้นๆ

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนของเรา อันที่จริงแล้วมันคือสเตตัสบน Facebook นั่นเอง ซึ่งเราเขียนแบบกึ่งไดอารี่ เมื่อเราเปรียบเทียบสเตตัสเก่าๆ กับสเตตัสใหม่ๆ เราก็เห็นว่าตัวเองเขียนดีขึ้นจริงๆ  หากอยากฝึกภาษาอังกฤษก็สามารถลองเริ่มจากสเตตัสภาษาอังกฤษก็ได้นะ หรือจะเขียนเก็บไว้ดูเอง เป็นไดอารี่สั้นๆ ก็ได้ค่ะ Seth Godin ก็เป็นคนนึงที่เขียนบล็อกแล้วมีคนติดตามเยอะมาก แม้ว่าบล็อกของเขาจะเป็นสไตล์ไดอารี่สั้นๆ ก็ตาม

หาคนช่วยตรวจ

วิธีการจัดการกับความไม่มั่นใจที่ดีที่สุด คือการหาคนช่วยตรวจ ถ้าให้ดี ควรเป็นคนที่สามารถแลกเปลี่ยนกันและกันได้ คือ คุณขอเขาช่วยเล็กๆ น้อยๆ  และเขาก็ขอคุณช่วยบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ เช่นกัน

แต่ก่อนจะหาคนตรวจ ให้อากู๋ Google ช่วยตรวจให้ด้วยก็ได้ แทบทุกครั้งที่เขียน เรามักจะมีคำที่ไม่แน่ใจเรื่องวิธีการใช้ ซึ่งเราก็สามารถศึกษาการใช้คำเหล่านี้ก่อน โดยการเซิร์จอ่านเอาได้ อย่างเรื่อง Preposition มักจะเป็นเรื่องที่คนไทยใช้ผิดบ่อย เช่น Interested ต้องใช้คู่กับ in; I am interested in marketing ไม่ใช่ I am interested about marketing เป็นต้น

ทดสอบภาษาอังกฤษ

สำคัญคือต้อง ‘รู้’ ว่าตัวเอง ‘ไม่รู้’ อะไร

สำคัญสุดคือตัวคอนเทนต์

ภาษา คือเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร และเครื่องมือน้ันมีไว้ให้ใช้งาน ไม่ได้มีไว้ให้กลัว

ภาษาเป็นเครื่องมือนึง แต่สาระจริงๆ คือตัวคอนเทนต์ ครั้งหนึ่งเราจะเขียนบทความเกี่ยวกับซอฟแวร์สัญชาติญี่ปุ่นตัวหนึ่ง เราหาข้อมูลภาษาอังกฤษไม่ได้เลย จึงตัดสินใจหาเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วใช้ Google Translate ช่วยแปลเอา ผลลัพธ์การแปลอาจจะยังไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์เพอร์เฟกต์ แต่เมื่อเราได้อ่านแล้ว เราก็พึงพอใจกับเนื้อหา และพบว่าบทความนี้มีคุณค่ากับเรา ในการทำงานเองก็เหมือนกัน ถ้าเชื่อว่าตัวเองมีเนื้อหาที่ดี ก็ลงมือเลย ภาษาเดี๋ยวค่อยๆ พัฒนากันไปได้

ตาคุณแล้ว

หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว ขอให้คุณลองเริ่มต้นเขียนภาษาอังกฤษ เริ่มจาก Caption สเตตัสต่างๆ ไล่ไปสู่ไดอารี่ จนกระทั่งเขียนเป็นบทความ และอย่าลืมเข้าไปดูเครื่องมือต่างๆ ที่เราแนะนำและลองใช้ดูนะคะ

อีกเรื่องที่อยากฝากคือให้ “ฝันใหญ่” ณ ตอนที่ผู้เขียนทำงานกับเว็บ Techsauce เราเองก็ฝันใหญ่ อยากจะขยายฐานคนอ่านต่างประเทศยิ่งๆ ขึ้นไป ปัจจุบันนี้ที่ Content Shifu แม้กลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นคนไทย แต่เราก็ยังมีแนวคิดที่อยากจะขยายไปสู่ International level ที่คิดไว้บ้างเหมือนกัน (ปัจจุบันผู้อ่านของ Content Shifu มีมาจาก สปป. ลาว ไม่น้อยเช่นกัน)

แล้วคุณล่ะคะ มีความฝันแบบเดียวกันบ้างหรือเปล่า? อย่าลืมฝึกใช้การเขียนภาษาอังกฤษ เป็นเครื่องมือ และเป็นบันไดสำคัญชิ้นหนึ่งของคุณนะคะ : )

Orn Smith

Content Director, Content Shifu

อร เป็นผู้ที่ชอบคลุกคลี สร้างสรรค์ และถ่ายทอดเรื่องราวในสายเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็น Content Director ที่ Content Shifu และ Magnetolabs มีบทบาทในการดูแลคอนเทนต์ ทั้งบทความ คอร์สเรียน และโปรเจกต์ต่างๆ ของ Content Shifu

More From Me

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

3 Comments

ความเห็น
  1. Avatar
    Paisarn
    Commented on October 9, 2016 at 8:44 pm

    ขอบคุณมาก ๆ ครับ สำหรับบทความนี้ ผมว่าดีมาก ๆ นะครับ ไม่เฉพาะกับการเขียนบทความภาษาอังกฤษอย่างเดียวเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับคนที่อยากฝึกฝนภาษาอังกฤษโดยทั่วไปด้วยซ้ำ จริง ๆ ถ้าคนไทยเราสร้างเนื้อหาที่มีภาษาอังกฤษอยู่ด้วยประกอบกัน จะทำให้ เรามีตลาดที่กว้างขึ้นเยอะเลย เพราะคนทั่วโลกใช้ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล อันนี้ผมว่ามันสำคัญมาก ๆ เลยนะครับ จะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงอีก หลายพันล้านคน นอกจากประเทศไทย

    • Orn Smith
      Commented on October 10, 2016 at 4:05 pm

      ขอบคณมากค่ะคุณ Paisarn วันนี้อรก็เพิ่งคุยกับรุ่นพี่คนนึง เขาสามารถเขียนบทความส่งไปเมืองนอกได้เลย เพียงแค่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นเอง อยากให้ทุกคนลองดูค่ะ 🙂

  2. Bank
    Bank
    Commented on October 9, 2016 at 9:32 am

    ขอเสริมน้องน้องอรนิดหน่อยเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันนะครับ

    เรื่องการเขียน ตรงนี้เริ่มต้นได้ง่ายๆ โดยการพิมพ์ Facebook กับ LINE กับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ และก็พยายามอย่าใช้ภาษาคาราโอเกะครับ ในช่วงแรกๆ เพื่อนอาจจะยังไม่ชิน แต่ถ้าบอกเพื่อนไปว่ากำลังฝึกอยู่ (หรือจะให้ดีก็ชวนเพื่อนมาฝึกด้วยเลย) นานๆ ไปเดี๋ยวก็ชินเองครับ ฮ่าๆ

    เรื่องการอ่าน ผมแนะนำให้ใช้แอพพลิเคชั่น Feedly หรือ Pocket แล้วเลือกบล็อกที่คุณสนใจมาเก็บเอาไว้ครับ

    เรื่องการฟัง ผมแนะนำฟัง Podcast ได้ทั้งฝึกภาษาอังกฤษ ได้ทั้งความรู้

    เรื่องการพูด…. อันนี้ไม่แน่ใจว่าจะไปหาจากไหนดีครับ อาจจะต้องหาแฟนเป็นฝรั่ง ฮา

    นอกจากนั้นแล้วผมมีเรื่องบทเรียนของการทำ Bangkokbits มาแชร์ด้วยครับ (ตัวนี้ทำมาได้เกือบๆ ปีละ) ในตอนแรกผมคิดว่า Niche ที่ผมเลือกนั้นมันเล็กพอ และผมก็มีข้อได้เปรียบตรงการเป็นคนกรุงเทพด้วย แต่พอทำๆ ไปมันทำให้ผมรู้ว่าผมเลือกไปเล่นใน Industry ที่มันค่อนข้างยากเกินตัวไปหน่อย เพราะว่าคู่แข่งของผมไม่ใช่แค่คนในประเทศไทย แต่เป็นคนทั้งโลกใบนี้ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับกรุงเทพ/การท่องเที่ยว

    บทเรียนที่ผมได้มาคือ
    ถ้าเลือกเขียนภาษาอังกฤษ และเลือก Industry / Keyword ที่ Niche มากๆ หรือยังไม่ค่อยมีคนทำ ‘ความรู้’ อย่างเดียวน่าจะพอไปไหวครับ
    แต่ถ้าเลือกเขียนภาษาอังกฤษ และเลือก Industry / Keyword ที่ Competitive แล้ว ‘ความรู้’ อย่างเดียวอาจจะไม่พอ คุณต้องมี ‘กำลังคน’ และ ‘เงิน’ ด้วยครับ