เทรนด์ SEO วิธีทำ SEO ปี 2020

5 เทรนด์ SEO ปี 2020 พร้อมสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการ Search

Watch

Google (Search Engine อันดับหนึ่งของโลก) อัปเดตตัวเองมากกว่าปีละ 3,000 ครั้ง และพฤติกรรมการ Search ค้นหาข้อมูลของคนก็เปลี่ยนแปลงไป นั่นเท่ากับว่า เทรนด์ SEO เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ และการแข่งขันทำอันดับบนหน้าเสิร์ชก็ไม่เคยหยุด

การคอยติดตามข่าวสารความเป็นไปของ Google เป็นเรื่องสำคัญ ..หากใครที่อยู่ในวงการมาสักพักคงเห็นแล้วว่า Google อัปเดตที Traffic เว็บไซต์อาจร่วงหรือรุ่งได้ในข้ามคืน

เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ทำเว็บไซต์ให้รักษาอันดับ ทำอันดับได้อยู่เสมอ 

ในบทความนี้ ผมเลยอยากรวบรวม ทรนด์ SEO ปี 2020 ที่จำเป็นต้องรู้ จำเป็นต้องทำมาให้ทุกคนอัปเดต พร้อมแทรกสถิติการเสิร์ชที่น่าสนใจประกอบด้วย

อัปเดตเทรนด์ SEO ปี 2020 กับ 5 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนที่อะไรๆ จะยากขึ้น

1. Mobile Responsive: Google จะ Index เว็บไซต์ที่แสดงผลบนมือถือขึ้นมาก่อน

เราคงจะได้ยินเรื่อง “Mobile First” อย่างหนาหูกันมาสักพักแล้ว นั่นก็เพราะว่า ผู้คนพึ่งพาการใช้ Smart Phone มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า รวมไปถึงพฤติกรรมการเสิร์ช Google ของคนด้วย

สถิติ เทรนด์ SEO - Mobile Search

กราฟเปรียบเทียบระยะเวลา (นาที) การใช้งานบน Desktop กับ Mobile ต่อวัน
วัดจากการเข้าชมเว็บไซต์ผ่านการเสิร์ชแบบ Organic ที่สหรัฐอเมริกา

ที่มารูปภาพ: broadbandsearch.net

จากกราฟ แสดงให้เห็นว่าคนเสิร์ชผ่าน Mobile Devices มากขึ้น และมากกว่าการเสิร์ชบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งหากลองนึกจินตนาการดู เราจะออกไปไหน จะหาร้านอะไร หรือเกิดนึงสงสัยอยากค้นคว้า อุปกรณ์ที่ใกล้มือที่สุดอย่าง “มือถือ” อย่างไรก็สะดวกกว่าคอมพิวเตอร์

นอกจากในฐานะที่เราทำ SEO หรือดูแลเว็บไซต์ที่ควรจะต้องแคร์เรื่อง Mobile Responsive แล้ว Google เองก็เคยประกาศว่า จะใช้การแสดงผลที่ดีบน Mobile เป็นหนึ่งในปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ตั้งแต่ปี 2016 แล้วด้วย 

และหากใครที่เคยสังเกต จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์อันดับรายการเว็บไซต์บนหน้าเสิร์ชบน Mobile กับ Desktop จะแตกต่างกันอยู่บ้าง นั่นก็เพราะว่า อุปกรณ์ที่เข้าถึงเว็บไซต์ก็ส่งผลต่อการคัดเลือกเว็บไซต์ของ Google ขึ้นมาแสดงเช่นกัน

รู้ว่าคนเสิร์ชผ่านมือถือมากขนาดนี้แล้ว และถ้าเว็บไซต์ยังไม่ Mobile-friendly จะไม่น่าเสียดายเหรอ

💻 เว็บไซต์ของคุณในสายตา Google นั้น Mobile-friendly แล้วหรือยัง คลิกเพื่อตรวจสอบ

ตัวอย่างเว็บไซต์ Mobile-friendly

ตัวอย่างหน้าตาเว็บไซต์ที่แสดงผลบน Mobile ที่ดี
ตาม Webmaster Mobile Guide ของ Google

ทั้งนี้ นอกจากการความสำคัญของ Mobile Responsive ต่อ SEO แล้ว ในด้าน Marketing และ UX (User Experience) ก็สำคัญด้วย เช่น ช่วยลดอัตราการเด้งออกจากหน้าเว็บ (Bounce rate) ช่วยให้คนอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานหาเมนูต่างๆ เจอ และช่วยเพิ่มผลลัพธ์ทางการตลาดหรือ Conversion rate ได้ 

Basic mobile-friendly website ที่ต้องมีได้แล้ว

  1. ฟอนต์ใหญ่ขึ้น อ่านง่ายขึ้น
  2. CTA หรือปุ่มควรใหญ่ขึ้น กดง่าย และชวนกด
  3. เมนูหรือ Navigator ต้องไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย
  4. ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น Banner ด้านข้าง ฟอร์มกรอก ต้องไม่มารบกวน
  5. Layout และหน้าตาเว็บไซต์บน Mobile ควรจะเรียบง่าย (เว็บไซต์ที่เรียบง่ายให้ผลลัพธ์ดีกว่า)
  6. ไฟล์ภาพ วิดีโอ และมีเดียอื่นๆ ต้องแสดงผลได้ และโหลดเร็ว
  7. เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว โหลดไว (สำคัญมาก เพราะถ้าใช้เวลาโหลดเกิน 3 วินาที 53% ของคนก็จะไม่รอต่อแล้ว)
Shifu แนะนำ

หนึ่งในเคล็ดลับ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติแล้ว คือ คนหันมาใช้รูปภาพไฟล์ webp กัน เพราะขนาดไฟล์เล็กกว่าในขณะที่ให้ความละเอียดเท่าๆ กันกับไฟล์รูปที่เรานิยมใช้กัน png / jpg / gif เช่น

  • Jpg 134.35 kb / webp 78.5 kb
  • Png 43.02 kb / webp 15.26 kb (ใช่แล้ว ไฟล์ webp ก็พื้นหลังโปร่งได้)
  • Gif 51.53 kb / webp 44.28 (ใช่แล้วอีกเช่นกัน webp ก็ดุ๊กดิ๊กได้เมื่อ gif)

👉 แปลงไฟล์รูปภาพเป็น webp ไปใช้กันได้ 

อ่านเพิ่มเติม: 11 วิธีเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ 

2. Voice Search คนเสิร์ชด้วยเสียงมากขึ้น วิธีการเขียนต้องมุ่ง “ถาม-ตอบ”

มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2020 นี้ ประชากรในสหรัฐฯ กว่า 50% จะใช้การเสิร์ชด้วยเสียง (Voice Search) เป็นหลัก และกว่า 41% ของผู้ใหญ่จะใช้ Voice Search อย่างน้อยวันละครั้ง ซึ่งสถิตินี้ในต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นๆ 

กลับมาที่บ้านไทยของเรา ถึงแม้ว่า มีข้อกังขาว่าในไทยยังไม่บูม อาจจะเพราะคิดว่า Google ยังไม่ค่อยเข้าใจคำภาษาไทย แต่ในเมื่อภาษาอังกฤษทำได้แล้ว อย่างไรๆ ภาษาไทยก็ต้องตามมาแน่ๆ (เหมือนกับ Google translator ที่แต่ก่อนเคยแปลไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวนี้ AI ของ Google ก็เก่งภาษาไทยมากขึ้นแล้วนะ)

SEO Trends เทรนด์ SEO - Voice Search

ตัวอย่าง Assistant ที่คอยช่วยตอบคำถามจาก Voice Search

ที่มารูปภาพ suntecindia.com

นอกจากนี้ การเข้ามาของ Assistants ต่างๆ อย่าง Google Assistant, Alexa, Siri รวมทั้ง การมาเยือนของ IoT (Internet of Things) ที่สิ่งของภายในบ้านก็จะเป็นหนึ่งในผู้ช่วยที่เราถามได้ เช่น Google Home, HomePod เป็นต้น ก็เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่จะผลักให้ Voice Search เติบโตอย่างรวดเร็ว

อยากปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับ Voice Search ต้องทำอย่างไร?

จะทำอย่างไร คงต้องลองนึกไปถึงธรรมชาติของเราว่า เวลาที่เราพิมพ์และเราถามด้วยการพูดมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไป “การพูด” จะมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า และการเสิร์ชด้วยเสียงก็มักจะเป็นคำถามจริงๆ จังๆ ต้องการรู้เดี๋ยวนี้ จึงไม่ใช่ แค่พูด Keyword ขึ้นมาตรงๆ 

Search query จึงอาจประกอบไปด้วยคำต่างๆ เช่น “คืออะไร” “ทำไม” “ที่ไหน” “ดีไหม” “วิธีทำ” “ใกล้ฉัน” “xxx + สถานที่” เป็นต้น

สรุปแนวทางง่ายๆ ในการปรับเว็บไซต์เพื่อ Voice Search

  • คอนเทนต์มีลักษณะถาม-ตอบ
  • คอนเทนต์ต้องตอบคำถามให้กระชับ ชัดเจน
  • ใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ/เป็นประโยคสนทนามากขึ้น (คนพิมพ์กับคนพูดถามไม่เหมือนกัน)
  • ใช้ Niche longtail keyword ซึ่งสอดคล้องกับคำถามของคนที่สุด
  • ใช้ Bullet หรือ Listing (เป็นอีกวิธีที่ให้คำตอบแบบชัดเจน มีสิทธ์ลุ้น Google Assistant เลือกหยิบไปตอบผู้คน) 
  • ปรับ Heading 2, 3, 4 ให้เป็นคำถาม 
  • ทำ Mobile-Friendly ด้วย เพราะคนเสิร์ชด้วยเสียงจากโทรศัพท์เป็นหลัก

3. Zero Position ที่หนึ่งไม่ไหวก็ขอเป็นที่ ‘ศูนย์’ กับ Featured Snippet

อันดับหนึ่งคงไม่พออีกต่อไป ตอนนี้ เทรนด์ SEO หันมาแข่งขันอันดับที่ศูนย์หรือตำแหน่ง Featured Snippet กันแล้ว

Featured Snippet คือ การ์ดตัวอย่างข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมาก่อนรายชื่อเว็บไซต์อันดับแรก เป็นตำแหน่งที่ Google คัดเลือกขึ้นมาเองเพื่อให้คำตอบแบบเร็วๆ กับผู้ใช้งาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกเว็บไซต์มีโอกาสได้ตำแหน่ง Zero Postion นี้ ถ้า Google มองว่าตอบคำถามได้ดี

Featured Snippet คือ

ตัวอย่าง Featured Snippet บนหน้าเสิร์ช (SERPs)


แล้วประสิทธิภาพของ Zero Position หรือ Featured Snippet นี้ล่ะ?

Featured Snippet คืออะไร ทำยังไง

ที่มารูปภาพ ahrefs.com

จากสถิติของ Ahrefs อาจจะดูว่า Zero position ให้ประสิทธิภาพน้อยกว่า 1# Position ใช่ไหมครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยจุดเด่นและประโยชน์ต่อไปนี้ ก็ทำให้ Featured Snippet ได้รับความสำคัญขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ SEO ที่ห้ามพลาด

  1. ไม่จำเป็นต้องไต่อันดับมาเรื่อยๆ ก็มีโอกาสขึ้นหน้าแรกเป็น Featured Snippet ได้ (จากสถิติ กว่า 95% ของคนเสิร์ชคลิกเว็บไซต์ที่อยู่บนหน้าแรก) เพิ่มโอกาสได้ Traffic
  2. เว็บไซต์ได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะคนจะมองว่า Google คัดเลือก ‘ที่สุด’ มาให้แล้ว
  3. การ์ด Featured Snippet ดึงดูดสายตา หากตัวอย่างข้อมูลบนเว็บไซต์สามารถตอบคำถามได้ดี และมีสิ่งที่ผู้ใช้งานอยากอ่านเพิ่ม เว็บไซต์ก็จะได้ Traffic (รวมทั้งแย่ง Traffic ไปจากอันดับหนึ่งด้วย)

แล้วเราจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ศูนย์ ถูกเลือกเป็น Featured Snippet ได้อย่างไร

จริงๆ แล้วยังไม่มีคำตอบ และ Google บอกแค่ว่า ที่เลือกมาจะเป็นคำตอบหรือข้อมูลสั้นๆ มักจะปรากฏเมื่อการค้นหาอยู่ในรูปคำถาม ดังนั้น คอนเทนต์บนเว็บไซต์จึงควรเป็นแนวทางการถาม-ตอบ ตัวอย่างในการปรับปรุงคอนเทนต์เพื่อ Featured Snippet ตามข้อสันนิษฐานง่ายๆ ก็เช่น

  • วลีหลักหรือ Keyphrase อยู่ในรูปคำถามและเนื้อหาเป็นคำตอบ (ลองดู Keyword ที่มักปราฏใน Search Query ในภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าเอามาเป็นไอเดียทำ Keyword ในภาษาไทยได้นะครับ)
  • มีโครงสร้างบทความ/เนื้อหาชัดเจนด้วย Heading 
  • บอกขั้นตอนหรือให้คำตอบแบบ Listing

Keyword ใน Featured Snippet

ตัวอย่าง Keyword ที่มักจะปรากฏในคำเสิร์ชในภาษาอังกฤษ

ที่มารูปภาพ ahrefs.com

Shifu แนะนำ
Featured Snippet นั้น จะเป็นส่วนที่ Google Assistant ใช้ตอบคำถามผู้คนจาก Voice Search ด้วย ดังนั้น การ Optimize บทความให้เหมาะกับ Search Voice เช่น ใช้การตั้งคำถาม ใช้ภาษาสนทนา ก็อาจเพิ่มโอกาสติด Featured Snippet ได้เช่นเดียวกัน
Rich Snippet

ถ้าหากว่าลอง Optimize แล้ว ก็ยังไม่ได้เป็น Featured Snippet เสียที Google เขาก็มีรางวัลปลอบใจให้สำหรับหน้าเพจที่มีโครงสร้างเนื้อหาดีด้วย นั่นคือ “Rich Snippet”

จะเห็นได้ว่า นอกจาก Title แล้ว Google ยังแสดง Site link อื่นๆ ซึ่งหยิบมาจาก Heading ในบทความอีกด้วย ก็ช่วยให้เว็บไซต์สะดุดตา น่าคลิกขึ้นมา และยังเป็นการเกริ่นให้คนเสิร์ชรู้ด้วยว่าข้างในยังมีเนื้อหาเจ๋งๆ อยู่อีก

ตัวอย่าง Rich Snippet

เจ็บใจที่ทำ Featured Snippet ไม่ได้ Google ก็ยังใจดีให้ Site link มานะครับ

4. Search Intent Optimization แค่ Keyword ทั่วไปไม่พอ ต้อง ‘เดาใจ’ คนให้ได้

จากแต่ก่อน เวลาทำ SEO เราจะแคร์เรื่อง Keyword เป็นสำคัญ เราทำ Keyword Research เพื่อดูว่า Search Volume สูงไหม คนจะเสิร์ชแล้วเข้ามายังเว็บไซต์หรือเปล่า

แต่ตอนนี้ เท่านั้นอาจจะไม่พอ

เป้าหมายหลักของ Google คือ การส่งมอบคำตอบที่ตรงกับสิ่งที่ผู้เสิร์ชต้องการมากที่สุด และตอนนี้ Google ก็พัฒนาขึ้นมาจนสามารถเข้าใจความต้องการจริงๆ ของผู้เสิร์ชได้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณ BERT หรือระบบประมวลผลทางภาษาที่ Google อัปเดตไปเมื่อปลายปี 2019

ผลลัพธ์ Search Result หลัง Google อัปเดต BERT

ที่มารูปภาพ: blog.google

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า จากคำถาม “Can you get medicine for someone pharmacy” น่าจะหมายถึง “คุณสามารถไปรับยาแทนคนไข้ได้ไหม” ซึ่งคำตอบที่ตรงกว่า คือ เว็บไซต์ทางด้านขวา 

สังเกตว่า บน Title ของเว็บเพจ แทบจะไม่ปรากฏ Keyword ที่อยู่ใน Search Query เลย

ดังนั้น แค่เรื่อง “Keyword” เสิร์ชน้อย-เสิร์ชมาก แข่งขันยาก-แข่งขันง่าย อาจไม่เพียงพอ ต่อจากนี้ เราต้อง ‘เดาใจ’ ถึงความต้องการจริงๆ ของผู้คนที่จะเสิร์ชเข้ามา เพราะหน้าที่จริงๆ ของ Google ก็คือ หาสิ่งที่ผู้คนต้องการจริงๆ มานำเสนอ ไม่ใช่ Keyword (นอกจากนี้ อีกหน่อย BERT ก็คงพัฒนาจนเข้าใจภาษาไทยได้ดีในที่สุด)

อย่างไรก็ตาม Google ก็ยัง “อ่าน” เว็บไซต์จากคำหรือ Keyword อยู่ดี การทำคอนเทนต์โดยคิดจาก Keyword ยังคงใช้ได้ เพียงแต่ต้องเดาความต้องการของผู้เสิร์ช/ลูกค้ามากขึ้นและมีกลยุทธ์มากขึ้น 

ตัวอย่างการทำ Search Intent Optimization ง่ายๆ 

  1. ใช้ Keyword ประเภท Commercial Intent เช่น “ซื้อ” “จอง” “ขาย” “ร้าน”
  2. ใช้ Keyword ที่เกี่ยวกับ Product เช่น ชื่อสินค้า ชื่อยี่ห้อ ชื่อรุ่น 
  3. แทรกพวกคำถามพื้นฐานที่คิดว่าคนจะสงสัย แล้วทำคอนเทนต์ตอบ เช่น สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนี้ทำอย่างไร สิ่งนี้ดีไหม เป็นต้น
  4. วางแผนทำคอนเทนต์ตาม Buyer Journey หรือขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ เช่น “กำลังสนใจ/หาทางแก้ไขความสงสัยหรือปัญหา” “กำลังพิจารณาทางแก้ปัญหา/เลือกซื้อ” “ต้องการสุดๆ อยากซื้อแล้ว/อยากรู้แล้ว” เป็นต้น

ถึงแม้ตัวอย่างข้างบนจะตั้งต้นจาก Keyword เหมือนวิธีที่ใช้กันอยู่แล้ว แต่เราได้เพิ่มเรื่อง “ความต้องการ” หรือ “Intent” เข้าไป คนที่เสิร์ชด้วย Keyword ข้างต้น คือ คนที่มีความต้องการจะซื้ออยู่แล้ว และถ้าเราวางแผนคอนเทนต์ตาม Buyer Journey อย่างดี สามารถตอบความสงสัยความต้องการของคนได้จริง อย่างไร เว็บไซต์ของเราก็จะไม่ตกอันดับ แถมน่าจะเพิ่มผลลัพธ์หรือ Conversion rate ได้จาก Traffic คุณภาพอีกด้วย

5. AI และ Machine Learning จะเปลี่ยนโฉมการทำ SEO (ซึ่งน่าจะดีกับผู้ใช้)

Algorithm ที่คอยทำหน้าที่จัดอันดับเว็บไซต์ต่างๆ บน Google นั้น มีชื่อว่า “RankBrain” ซึ่งน้องได้กำเนิดขึ้นมาเมื่อ เดือนตุลาคม ปี 2015 และเรียนรู้เติบโตขึ้นด้วย Machine Learning และ AI

นับจากขวบปีแรกที่ RankBrain เกิดขึ้นที่เคยเข้าใจคำสั่งเสิร์ชของเราบ้างไม่เข้าใจบ้าง อ่าน Keyword เป็นคำๆ ไป ไม่เข้าใจความนัยความแฝง จนตอนนี้อายุได้ 5 ขวบ ซึ่งสำหรับ AI หรือ ML ที่ใช้เวลาเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าคนเป็นล้านเท่า 5 ปี ไม่ใช่อายุน้อยๆ เลย 

ความสามารถที่พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะ BERT เครื่องมือประมวลภาษาที่กล่าวไป ทำให้การทำงานของ Search Engine ไม่ได้มองหาแค่ “Keyword” อย่างเดียว Google สามารถอ่านระหว่างบรรทัดเข้าใจเนื้อหาของคอนเทนต์จริงๆ ได้ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ตัวเป็นๆ เข้าใจ

และนอกจากนี้ AI + ML ยังทำให้ Search Engine ค้นหาสิ่งที่เหมาะสมกับผู้เสิร์ชได้มากขึ้น และแน่นอนว่า การทำ SEO แบบที่เราเข้าใจกันอาจทำให้ได้ผลลำบากขึ้น

ประสิทธิภาพของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการทำ SEO

  • Insight: Machine Learning สามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) ได้ทั้งจากฝั่งผู้เสิร์ชและฝั่งเว็บไซต์ ตัวชี้วัดต่างๆ ที่เก็บมา เช่น พฤติกรรมการเสิร์ช, Traffic, Time on site, Bounce rate, Session Duration ฯลฯ เหล่านี้ AI จะนำมาประมวลผลเชิงสถิติต่อ เพื่อหาความเป็นไปได้สูงสุดของสิ่งที่ User ต้องการ และสิ่งที่เว็บไซต์นำเสนอจริงๆ
  • Personalization: ผลลัพธ์บนหน้าเสิร์ชของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน นอกจาก User Signal จำพวกพฤติกรรมการเสิร์ชและการใช้งานเว็บไซต์แล้ว ปัจจัยอื่นๆ ก็ถูกนำมาเป็นเกณฑ์คัดเลือกหน้าเพจมาแสดง ตัวอย่างง่ายๆ ที่ชัดเจน คือ Location หรือตำแหน่งที่เราอยู่ส่งผลต่อผลลัพธ์บนหน้าเสิร์ช เช่น “ร้านขายเครื่องเขียน” หากเราเสิร์ชต่างกันเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เป็นต้น และในอนาคต AI ก็คงเก่งขึ้นและเข้าใจบริบททั้งภายนอก-ภายในของเรามากขึ้นอีกแน่ๆ

เมื่อการทำ SEO แบบที่ทำกันอยู่อาจไม่ได้ผลดีเช่นเคย… 

แล้วจะทำอย่างไรกันดีล่ะ?  

คำตอบคงวนกลับมาที่จุดประสงค์ของ Search Engine คือ การเสิร์ฟคอนเทนต์/คำตอบที่ตรงกับสิ่งที่ผู้เสิร์ชต้องการมากที่สุด ดังนั้น การทำ SEO ที่ดีที่สุดจึงเป็นเรื่องของการส่งมอบคุณค่าให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ตรงใจอย่างเรื่อง User Intent และประสบการณ์การใช้งานที่น่าพึงพอใจ เช่น Mobile-friendly, Website speed เป็นเรื่องที่เราคงต้องให้ความสำคัญกันตั้งแต่วันนี้และน่าจะเป็น 2 เรื่องที่จะยังไม่เปลี่ยนง่ายๆ สำหรับเทรนด์การทำ SEO ในอนาคต

Shifu แนะนำ

ในทางกลับกัน เชื่อว่า ต่อไปฝั่งผู้ดูแลเว็บไซต์หรือคนทำ SEO คงมี Tools ที่เป็น AI หรือระบบ Automation เข้ามาช่วยเราทำงาน เช่น การ Optimize หน้าเว็บเชิงเทคนิคแบบ Real time หรือการทำ Keyword Research เป็นต้น

ถ้าตอนนี้ มีใครรู้จักเครื่องมือแนวๆ นี้ ที่จะช่วยลดแรงทำงานของเราอยู่ คอมเมนต์แบ่งปันกันได้ข้างล่างนะครับ (ผมเองก็อยากได้ตัวช่วยเหมือนกัน ^^)

สรุป เทรนด์ SEO ปี 2020

เทรนด์การทำ SEO ในปี 2020 นี้ ไม่ได้เข้าใจยากเลยใช่ไหมครับ มันก็เป็นเรื่อง “เก่าๆ” ที่ต่อยอดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ เพียงแต่ว่าในทศวรรษใหม่นี้ เทรนด์ที่บทความนี้นำเสนอจะเป็นจุดเหนี่ยวไกแข่งขันทำ SEO กัน ในช่วงนี้ แต่สำหรับ 2 – 3 ปี ข้างหน้า ก็คงมีเรื่องใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นปรับตัวกันอีก

สำหรับปีนี้ ฝากไว้ 5 ข้อ ดังนี้นะครับ

  • Mobile Responsiveness คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับเว็บไซต์
  • Voice Search ของไทยมาแน่ เตรียมปรับปรุงเว็บไซต์ให้พร้อม
  • Zero Position หรือ Featured Snippet คือ สมรภูมิใหม่ของการแข่งขันทำอันดับ
  • Search Intent Optimization แค่ Keyword ไม่พอแล้ว เว็บไซต์ต้องเดาใจคนให้ได้
  • AI และ ML จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการทำ SEO แบบเดิมๆ

ทิ้งท้ายว่า จาก 5 เทรนด์ SEO ข้างต้น จริงๆ แล้วมันก็คือเรื่องของ “ความต้องการ” และ “ความพึงพอใจ” ของผู้ใช้งาน มีคำกล่าวว่า

“ถ้าอยากให้ Google รัก ก็ต้องทำให้ ‘คน’ รักเราก่อน เดี๋ยว Google จะมารักเราเอง” 

–คุณเห็นด้วยไหมครับ?

ตาคุณแล้ว

อ่านจบแล้ว อย่าลืมนำเทรนด์และคำแนะนำต่างๆ ในบทความนี้ไปปรับใช้นะครับ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำอันดับได้ดีขึ้นๆ คนเข้าเยอะขึ้นๆ และนำผลลัพธ์ที่น่าพอใจมาให้คุณได้ครับ

..เชื่อว่า ยังมีเทรนด์อื่นๆ ที่ผมน่าจะพลาดไป ใครรู้ฝากเติมในคอมเมนต์ด้วยนะครับ 😄

Savaris
Savaris

ต้าเป็น Digital content writer แห่งสำนัก Content Shifu และที่บริษัท Magnetolabs มี passion กับการเขียน การอ่าน การพัฒนาตนเอง เมื่อก่อน (เคย) เป็นคนตกยุค กลัวเทคโนโลยี แต่เลือกกระโจนมาสายงานดิจิทัลเพราะอยากท้าทายตัวเอง ตอนนี้กำลังตื่นเต้นกับโลกการตลาดดิจิทัล

More From Me

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

4 Comments

ความเห็น
  1. Avatar
    Chalida
    Commented on May 20, 2020 at 10:13 am

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ เป็น content editor ดูแลเรื่อง SEO โดยตรง เข้ามาอ่านแล้วได้อัปเดตความรู้ใหม่ๆเยอะเลย ทำสรุปเป็นโน๊ตให้ตัวเองเป็นข้อๆอีกด้วยค่ะ การทำ SEO คือต้องคอยตามเทรนด์อยู่ตลอดเลยยย

    • Savaris
      Savaris
      Commented on May 22, 2020 at 3:23 am

      ขอบคุณเช่นกันครับ ดีใจที่บทความเป็นประโยชน์ จะพยายามหาเนื้อหาดีๆ ด้านการทำคอนเทนต์มาฝากอีกนะครับ

  2. Avatar
    Commented on May 14, 2020 at 11:16 am

    ขอบคุณที่เสาะหาและประมวลความรู้เรื่อง SEO นำเสนอเป็นภาษาไทยที่เข้าใจง่าย ให้ประโยชน์กับผู้ตั้งใจศึกษา และแชร์ความรู้ให้เป็นวิทยาทานบุคลากรในวงการออนไลน์ ขอให้ท่านได้รับความสุขความเจริญครับ หากมีโอกาสผมจะแชร์ความรู้บางสิ่งตอบแทนท่านทั้งหลายครับ

    • Savaris
      Savaris
      Commented on May 18, 2020 at 9:33 am

      ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ คุณ Ittichai ยินดีมากๆ เลยครับที่บทความเป็นประโยชน์ จะพยายามรักษาคุณภาพและนำเสนอสาระประโยชน์ต่อไปนะครับ