เหตุผลที่ ธุรกิจ B2B ควรเริ่มทำ Digital Marketing อย่างจริงจัง

5 เหตุผลที่บอกว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B ในการทำ Digital Marketing

Discuss

ถ้าในมุมที่เกี่ยวข้องกับ Digital Marketing ธุรกิจแบบ B2B เหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรหวือหวามากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำ Digital Marketing แบบ ธุรกิจ B2B นั้นมีความเปลี่ยนแปลงไม่แพ้ธุรกิจแบบ B2C เลย (แต่ที่คนไม่เห็นในวงกว้างนั้นเป็นเพราะธุรกิจแบบ B2B ไม่ Mass) 

จากที่ให้คำปรึกษาและให้บริการธุรกิจ B2B มาในหลากหลายอุตสาหกรรม ผมพบว่าในปี 2019 – 2020 นี้ ธุรกิจ B2B หลายๆ ที่เริ่มตื่นตัวและวางแผนที่จะเอา Digital Marketing มาใช้ประโยชน์มากขึ้น

สาเหตุนั้นเป็นเพราะพวกเขาเริ่มเห็น Case Study ที่ประสบความสำเร็จมากขึ้น และพวกเขารู้สึกว่าการทำ Digital Marketing สำหรับธุรกิจแบบ B2B นั้นยังเป็น Blue Ocean อยู่

ถ้าพวกเขาทำก่อน พวกเขาจะได้เปรียบคู่แข่ง แต่ถ้าพวกเขาช้า Blue Ocean ก็จะกลายเป็น Red Ocean ในไม่ช้าเพราะคู่แข่งอาจจะปักธงทำไปก่อน

ในบทความนี้ ผมจะมาเขียนถึง 5 เหตุผลว่าทำไมช่วงเวลานี้ถึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B ในการทำ Digital Marketing

ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจแบบ B2B และกำลังลังเลว่าจะเริ่มทำ Digital Marketing ดีรึเปล่า ผมรับรองว่าบทความนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคุณครับ 🙂

5 เหตุผลว่าทำไมนี่ถึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B ในการทำ Digital Marketing

1. ตลาดพร้อม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนใช้ Digital Marketing ในการเข้าถึงและขายสินค้าที่เกี่ยวกับอุปโภค บริโภค (B2C) มากมาย เช่น อาหาร แฟชั่น ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

จากสถิติของ We are Social ในปี 2019 พบว่าคนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนโลกออนไลน์ต่อวันถึง 9 ชั่วโมง 11 นาที และคนกว่า 80% เคยซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์

คนไทยอย่างเราๆ จึงคุ้นเคยและเปิดรับการตลาดออนไลน์เป็นอย่างดี

ซึ่งมันก็เลยทำให้ธุรกิจแบบ B2B พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะถึงแม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยน (จาก B2C เป็น B2B) แต่คนไม่เคยเปลี่ยน คนที่เป็นกลุ่มลูกค้าของธุรกิจ B2B ของคุณจะต้องเคยเป็นลูกค้าของธุรกิจ B2C มาหลายครั้งหลายหนแล้วแน่ๆ

ตลาดของธุรกิจประเภท B2B จึงพร้อมมากๆ สำหรับการทำการตลาดออนไลน์

2. การแข่งขันยังต่ำอยู่

สำหรับธุรกิจ B2C นั้นการจะแข่งขันในโลก Digital Marketing นั้นไม่ง่าย มีการแข่งขันสูง เนื่องจากว่าสินค้าส่วนมากเป็นสินค้าที่ขายได้ในวงกว้าง (Mass) คนเห็นเยอะ เมื่อคนเห็นเยอะ ผู้เล่นที่จะเข้ามาเล่นก็จะเยอะตาม (เพราะเห็นว่ามีโอกาสในตลาด)

อ่านเพิ่มเติม: B2B และ B2C คืออะไร ชวนคุณมาเข้าใจโมเดลธุรกิจ เพื่อวาง Content Marketing อย่างถูกวิธี

สำหรับธุรกิจแบบ B2B ที่เน้นการแก้ไขปัญหาให้กับผู้คนนั้นเมื่อเทียบกับ B2C แล้ว การแข่งขันจะยังต่ำกว่า เพราะสินค้าหรือบริการส่วนมากของธุรกิจประเภท B2B นั้นเป็นของเฉพาะ (Niche) และตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีความซับซ้อนสูง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าสินค้าหรือบริการเหล่านี้ขายบนโลกออนไลน์ได้ยาก

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยได้ให้คำปรึกษาและให้บริการทั้งธุรกิจแบบ B2B และ B2C ผมพบว่าการทำ Digial Marketing ให้กับ B2B นั้นให้ผลลัพธ์ที่ดี (ถ้าทำอย่างถูกต้อง) อีกทั้งยังมีการแข่งขันที่น้อยกว่าธุรกิจแบบ B2C มาก

ถ้ายกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ผมขอลองยกตัวอย่างเวลาผมไปทำ Keyword Research สำหรับธุรกิจเสื้อผ้า (ซึ่งเป็นธุรกิจแบบ B2C) และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจ (ซึ่งเป็นธุรกิจแบบ B2B)

Keyword Research ของธุรกิจเสื้อผ้า (ธุรกิจ B2C)
Keyword Research ของธุรกิจเสื้อผ้า (ธุรกิจ B2C)
Keyword Research ของธุรกิจให้คำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจ (ธุรกิจ B2B)
Keyword Research ของธุรกิจให้คำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจ (ธุรกิจ B2B)

จากรูปข้างบนจาก Ubersuggest จะเห็นว่า Keyword Difficulty / Search Difficulty ของเรื่องกฎหมายธุรกิจนั้นน้อยกว่าธุรกิจเสื้อผ้าอยู่พอสมควร

Shifu แนะนำ
Keyword Difficulty คือ ระดับความยากในการแข่งขันเพื่อที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดการค้นหาอันดับบนๆ บน Search Engine (Google) ค่า Keyword Difficulty อยู่ที่ 1-100 ยิ่งน้อยยิ่งง่าย ยิ่งเยอะยิ่งยาก

สิ่งที่พอจะตีความได้จากตัวเลขทางด้านบนคือการแข่งขันของเรื่องกฏหมายธุรกิจนั้นน้อยกว่าธุรกิจเสื้อผ้า

ผมแนะนำให้คุณลองเอาธุรกิจ B2B ของคุณไปทำ Keyword Research และเอาไปเทียบเคียงกับธุรกิจแบบ B2C ผมคิดว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันครับ

และที่ผมยกตัวอย่างการทำ Keyword Research (ซึ่งโฟกัสที่ Search) แต่ไม่ยกตัวอย่างของการทำ Research ของ Social ก็เพราะว่าธุรกิจแบบ B2B จะอิงกับ Search เยอะกว่า (เพราะเป็นการตอบคำถาม แก้ไขปัญหาให้คน)

แต่ไม่ใช่ว่า Social ไม่สำคัญ สำหรับธุรกิจแบบ B2B นะครับ Social ก็ยังสำคัญอยู่ แต่อาจจะไม่ได้เป็นช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับการสร้าง Awareness ให้คนรู้จักสินค้าหรือบริการ

ทั้งนี้ จากที่ผมเคยเห็นมา ธุรกิจแบบ B2B หลายที่ใช้ Social ในการปิดการขาย (สำหรับออเดอร์ที่ไม่ได้ใหญ่มาก) และทำ Customer Support คอยถามตอบปัญหาให้กับลูกค้าด้วย

3. เทคโนโลยีพร้อม

Marketing Technology

 Marketing Technology
(สามารถดาวน์โหลดเพื่อดูรูปแบบ High Resolution ได้ ที่นี่)

Martech – เทคโนโลยีการตลาด (จริงๆ แล้วรวมถึงการขายด้วย) นั้นเติบโตขึ้นอย่างมาก จากรูปทางด้านบน จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีต่างๆ มีมากมายเต็มไปหมด ซึ่งธุรกิจสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการทำการตลาดและการขายได้

สำหรับธุรกิจ B2B นั้น เทคโนโลยีพร้อมมากๆ (อาจจะมี Option ให้เลือกเยอะกว่า B2C ด้วยซ้ำ) สาเหตุนั้นเป็นเพราะธุรกิจแบบ B2B เป็นธุรกิจแบบ Niche คนก็เลยสร้างเครื่องไม้เครื่องมือมาตอบโจทย์อะไรบางอย่างโดยเฉพาะกันมาก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะทำเว็บไซต์ คุณก็สามารถใช้เทคโนโลยีอย่าง WordPress, Wix, Squarespace เนรมิตเว็บไซต์ขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน

หรือถ้าจะทำการเก็บข้อมูลและบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า เทคโนโลยีอย่าง HubSpot หรือ Pipedrive ก็จะช่วยให้คุณทำทุกอย่างได้เป็นระบบมากขึ้น

หรือถ้าต้องการทำ Conference Call กับลูกค้า หรือจัด Webinar (อีเวนต์ออนไลน์) แล้วเชิญลูกค้ามาเข้าร่วม เทคโนโลยีอย่าง Zoom หรือ Webex ก็ทำให้คุณคุยทางไกลกับลูกค้าได้ง่ายดายขึ้น

เทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ สำหรับธุรกิจ B2B ในการทำ Digital Marketing นั้นมีพร้อมแล้ว เหลือเพียงแค่ให้คุณไปลองศึกษาและใช้งานเท่านั้น

4. การตลาดและการขายแบบเก่าได้ผลน้อยลง

เวลาผ่านไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป

การไปออกอีเวนต์ใหญ่ๆ ในอุตสาหกรรมของคุณหรือการทำ Cold Call ไปหากลุ่มลูกค้าที่คุณไม่เคยคุยมาก่อนอาจจะใช้ได้ผลในอดีต สาเหตุนั้นเป็นเพราะการเข้าถึงข้อมูลในอดีตนั้นยังขาดแคลนอยู่ แต่ปัจจุบันคนทุกคนเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้เพียงแค่ปลายนิ้ว

การตลาดและการขายแบบเก่าๆ จึงได้ผลน้อยลงและจะได้ผลน้อยลงอีกเรื่อยๆ

เพราะพฤติกรรมของคนเปลี่ยน เทคนิคและวิธีการในการตลาดและการขายจึงต้องเปลี่ยนตาม

Shifu แนะนำ

ถึงแม้ว่าเทคนิคและวิธีการจะเปลี่ยนไป แต่หัวใจหลักในการทำธุรกิจอย่างเช่นการวางแผนในการทำธุรกิจให้ดีหรือการทำสินค้าให้ตอบโจทย์ ยังสำคัญอยู่

นอกจากนั้นแล้ว ทีมขายก็ยังคงสำคัญมากๆ อยู่สำหรับธุรกิจ B2B แต่มันคงไม่ใช่การสุ่มสี่สุ่มห้าหรือทำแบบเดิมๆ แล้วจะหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ เช่น ถ้าจะทำ Cold Outreach อาจจะต้องลองเครื่องมืออย่าง LinkedIn หรือใช้เครื่องมืออย่าง hunter.io หาอีเมลของผู้บริหารดู การเปิดสมุดหน้าเหลืองหรือ Search บริษัทบนโลกออนไลน์แล้วสุ่มสี่สุ่มห้าโทรเข้าไป ไม่น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดี

5. เวลาไม่เคยคอยใคร

ผมคิดว่าธุรกิจ B2B ในประเทศไทย มีอยู่หลายธุรกิจที่ทำ Digital Marketing ได้ดีและประสบความสำเร็จ แต่มันอาจจะไม่เยอะมากและเรื่องราวต่างๆ อาจจะไม่ได้ถูกเล่ามากเมื่อเทียบกับ B2C เพราะธรรมชาติของธุรกิจ B2B นั้นมันไม่น่าตื่นเต้น (หรือถ้าจะให้ใช้คำที่ผมชอบใช้ – ไม่เซ็กซี่) เท่ากับ B2C

ถ้าคุณกำลังรอ Case Study ดีๆ เจ๋งๆ จากธุรกิจ B2B ที่ทำ Digital Marketing ได้ประสบความสำเร็จ ผมขอแนะนำว่าคุณไม่ควรจะรอให้ถึงวันนั้น

เพราะเมื่อถึงวันที่มี Case Study เจ๋งๆ แล้วคุณถึงจะเริ่มลงมือทำ คุณก็จะพบว่ามีคนที่คิดเหมือนคุณอีกมากมาย

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่คุณต้องเสียไประหว่างรอคือ “เวลา” และ “โอกาสทางธุรกิจ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยคอยใคร

สรุป

และนี่ก็คือ 5 เหตุผลว่าทำไมนี่ถึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B ในการทำ Digital Marketing นะครับ

ถ้าธุรกิจ B2B ของคุณเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอยู่ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่จะทำให้คุณก้าวนำคู่แข่งและทำให้พวกเขาตามไม่ทัน

ถ้าธุรกิจ B2B ของคุณยังเป็นผู้ตามในอุตสาหกรรมหรือยังใหม่ การเริ่มทำ Digital Marketing จะทำให้คุณสามารถไปท้าชิงหรือแบ่งเค้กเพิ่มเติมจากเจ้าตลาดได้

และถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า Digital Marketing สำหรับ B2B ต้องทำยังไง ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.00-16.00 น. นี้ Content Shifu จะจัดงาน Meet Up เกี่ยวกับ Digital Marketing for B2B ถ้าคุณสนใจอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการทำ Digital Marketing ของสาย B2B คุณสามารถลงทะเบียนได้ที่นี่ครับ

Bank

Marketing Director, Content Shifu

แบงค์เป็นนักธุรกิจ นักการตลาด และนักเดินทางที่หลงใหลในวิถีแห่ง Inbound Marketing ปัจจุบันแบงค์เป็น Managing Partner ของ Magnetolabs และ เป็น Co-host ของรายการ Podcast ชื่อว่า FounderCast

More From Me

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *