ทำไมบริษัทของคุณถึงควรจะสร้างบล็อกตั้งแต่วันนี้?

Think

ในยุคที่การค้นหาข้อมูลที่อยากรู้เป็นเรื่องง่ายๆ การติดตามข่าวสารอัปเดตต่างๆ จากทั่วทั้งมุมโลกเป็นเรื่องไม่ลำบาก

ลูกค้าของคุณสามารถเข้าถึงข้อมูล และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่าลูกค้าของคุณฉลาด และเฉลียวขึ้น การที่คุณจะบอกความจริงไม่หมด หรือขายของแพงเกินความเป็นจริงก็อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นอกจากนั้นแล้ว ด้วยการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของอินเทอร์เน็ต คนจำนวนมากผันตัวเองจากการทำธุรกิจออฟไลน์ มาทำธุรกิจออนไลน์กันมากขึ้น ทุกคน ทุกบริษัท ต่างถือเป็นสื่อ และมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตัวเอง

คุณไม่สามารถจะพูดแค่สิ่งที่คุณอยากพูดได้อีกต่อไป แต่คุณต้องตั้งใจฟังเสียงของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ดูว่าพวกเขาอยากฟังเรื่องอะไร

การฟังเสียงในใจของลูกค้า แล้วคุณตอบรับเสียงนั้นด้วยการสร้างคุณค่าอะไรบางอย่างให้กับพวกเขา จะทำให้เสียงของคุณกับเสียงในใจลูกค้าสอดประสานกัน และจะทำให้เสียงนั้นๆ ดังกว่าเสียงใดๆ

เสียงที่ว่านั้นสามารถเริ่มได้ง่ายๆ ด้วย การสร้างบล็อก

ทำความรู้จักบล็อกกันก่อน

บล็อก หรือ Blog เป็นคำที่ผันมาจากคำว่า Weblog ในอดีต บล็อกนั้นหมายถึงข้อมูลที่ถูกเขียนขึ้นบนเว็บไซต์ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ แต่ปัจจุบันบล็อกเป็นมากกว่านั้น เพราะว่าบล็อกนั้นสามารถใส่รูปภาพ (เรียกว่า Photoblog), วีดีโอ (Vlog) หรือไฟล์เสียง (Podcast) ได้

ผมขอสรุปง่ายๆ ว่าบล็อกคือ เว็บไซต์ที่ใช้ในการบอกเล่าเรื่องราวผ่านคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร วีดีโอ หรือว่าเสียง แล้วกันนะ

เอาล่ะ เดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า!

ทำไมบริษัทของคุณควรจะเริ่มสร้างบล็อกตั้งแต่วันนี้?

1. บล็อกช่วยดึงคนเข้าเว็บไซต์ แล้วค่อยพิชิตใจด้วยข้อเสนอ

ถึงแม้ว่าคุณจะมีเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่คุณอาจจะยังไม่ค่อยเห็นว่าเว็บไซต์จะสร้างลูกค้า หรือสร้างประโยชน์อะไรกลับมาให้คุณได้เท่าไหร่ นั่นเป็นเพราะว่าคุณยังขาดเครื่องมือที่จะดึงคนเข้าเว็บไซต์อย่างบล็อกครับ

ถ้าบล็อกที่คุณเขียน/ถ่ายวีดีโอนั้นส่งมอบคุณค่าอะไรบางอย่างให้กับผู้ติดตาม สิ่งแรกที่คุณจะได้คือคนเข้าเว็บไซต์ (Traffic)

ซึ่งคนเข้าเว็บไซต์ (Traffic) สามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้ามุ่งหวัง (Leads) (อาจจะทำได้โดยการใส่กล่อง Subscribe ด้วยอีเมลหลังจากจบบล็อก)

และลูกค้ามุ่งหวัง (Leads) สามารถเปลี่ยนเป็นลูกค้า (Customers) ได้ (อาจจะทำได้โดยการเสนอให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้าของคุณฟรีเป็นเวลา 15 วัน หรือเสนอโปรโมชั่นลดราคา 20%)

Shifu แนะนำ

sellsuki-blog

บล็อกแม่ค้าผู้น่า Like ของเว็บ Social Commerce ชื่อดังของไทยอย่าง Sellsuki นั้นสามารถดึงคนเข้าเยี่ยมชมบล็อกได้โดยเฉลี่ยเดือนละ 3 แสนครั้ง (จากการสอบถามผู้ก่อตั้ง) ซึ่งภายในตัวบล็อกเองนั้นก็มีกล่อง Subscribe ไว้ใต้บล็อก และตรง Sidebar ของ Sellsuki เองนั้นก็มีการเสนอให้ทดลองใช้สินค้าของเขาฟรีด้วย ผมไม่ได้ถามนะครับว่า Sellsuki สามารถเปลี่ยนจากคนเข้าเว็บไซต์ เป็นลูกค้ามุ่งหวัง หรือลูกค้าจริงๆ ได้เท่าไหร่ แต่ผมว่าไม่น้อยเลยครับ

อ่านต่อ: ชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง! 7 วิธีตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจจนคนต้องกดอ่าน

2. บล็อกทำให้ Google ค่อยๆ หลงรักคุณ

ใครบ้างที่ไม่ชอบเป็นที่รัก?

โดยเฉพาะความรักจากบริษัทเทคโนโลยีเจ้าใหญ่ของโลกอย่าง Google

ข้อมูลจาก Google Webmaster Central Blog บอกไว้ว่า

“Users often turn to Google to answer a quick question, but research suggests that up to 10% of users’ daily information needs involve learning about a broad topic. That’s why today we’re introducing new search results to help users find in-depth articles.”

ซึ่งแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า Google ชอบข้อมูลเชิงลึก และมีคุณค่า แต่ส่วนมากข้อมูลเชิงลึกนั้นคงไม่ได้อยู่ที่หน้า Homepage หรือ About ของบริษัทคุณแน่ๆ เพราะฉะนั้นการทำข้อมูลเชิงลึกผ่านบล็อกนั้นจะเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการไต่อันดับ SEO ของ Google รวมถึง Search Engine ตัวอื่นๆ

การทำบล็อกที่มีคุณภาพนั้นจะส่งผลดีต่อบริษัทของคุณระยะยาวแน่ๆ เพราะตราบใดที่ยังมีคนสนใจเรื่องที่คุณเขียน และสินค้าที่คุณขาย คอนเทนต์ที่ถูกโพสต์ขึ้นไปในบล็อกของคุณนั้นก็จะถูกพบเจอ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินให้กับค่าโฆษณาเลยล่ะ

Shifu แนะนำ

moz-blog

บล็อกที่ถือว่าเป็นปรมาจารย์ทางด้านนี้ต้องยกให้บล็อกของบริษัท Startup ที่สร้างเครื่องมือสำหรับการทำ SEO อย่าง Moz ซึ่งความโหดของบล็อกอันนี้ นอกจากคอนเทนต์ที่ลึกมากๆ ที่เกี่ยวกับเรื่อง SEO แล้ว ตัวเจ้าของบริษัทอย่าง Rand Fishkin เองก็ให้ความสำคัญกับบล๊อก ถึงขนาดที่ว่าจะมาอัดวีดีโอสอนในบล็อกด้วยตัวเองทุกวันศุกร์เลย

ลองเปิด Open Site Explorer (เครื่องมือที่ใช้เช็คความมีอิทธิพลของเว็บไซต์) แล้วใส่ Link บล็อกของ Moz ลงไปดู แล้วจะเห็นว่าค่า Domain Authority (ค่าความมีอิทธิพลของโดเมน), Page Authority (ค่าความมีอิทธิพลของเพจนั้นๆ) และจำนวน Backlink ของ Moz นั้นเยอะมาก ซึ่งสาเหตุที่เว็บไซต์ของ Moz มีคนส่ง Backlink กลับมาเยอะขนาดนี้นั้นก็เป็นเพราะว่าบล็อกของ Moz นั้นให้ความรู้ทางด้าน SEO แบบเชิงลึกสุดๆ นั่นเอง

อ่านต่อ: 4 เทคนิคทำ SEO ที่นักเขียนต้องรู้! เขียนบทความให้กลายเป็นตำนานบน Google และ ศาสตร์ และศิลป์แห่ง Off-page SEO วิธีการสร้าง Backlink แบบง่ายๆ พร้อมตัวอย่าง!

3. บล็อกเพื่อเป็นผู้นำทางความคิด

การทำบล็อกคือการส่งมอบคุณค่า ส่งมอบทักษะ และส่งมอบความรู้ให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ในตอนแรกๆ ลูกค้าของคุณอาจจะยังไม่ซื้อสินค้าของคุณ หรือไม่แม้แต่ที่จะรู้จักบริษัทของคุณ แต่ถ้าคุณหมั่นสร้างคอนเทนต์ที่ดี ที่มีประโยชน์ และตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ นานวันเข้า พวกเขาจะจำคุณในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ผู้นำ ในสายงานนั้นๆ และเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขามีปัญหา เขาก็จะนึกถึงบริษัทของคุณเป็นลำดับแรกๆ

ถ้าคุณสร้างบล็อกได้ดี นอกจากคุณจะชนะใจลูกค้าแล้ว คุณก็จะเอาชนะคู่แข่งไปได้ด้วยในตัวเลยนะ!

Shifu แนะนำ

shopspot-blog

บล็อกที่ผมชอบมากๆ ที่ผมอยากจะเอามาเป็นตัวอย่างคือบล็อกของ ShopSpot ซึ่งเป็น Marketplace สำหรับสินค้าแฟชั่นบนโลกออนไลน์

ShopSpot ไม่ได้แค่เป็นตลาดสำหรับการซื้อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ Shopspot ยังสอนให้คุณผู้หญิง และคุณผู้ชายแต่งตัวให้ตามเทรนด์ และเข้ากระแสอีกด้วย อ่านจากที่ผมเขียนแค่นี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ ลองไปดูที่บล็อกของ ShopSpot แล้วผมรับรองว่าคุณจะเลือกซื้อเสื้อผ้า และแต่งตัวเก่งขึ้นอีกเยอะแน่นอน

ป.ล ShopSpot เป็นตัวอย่างเดียวในบทความนี้ที่เขียนบล็อกเพื่อธุรกิจแบบ B2C (เขียนให้ End User อ่าน) สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือว่า การสร้างบล็อกไม่ว่าจะเป็น B2B หรือ B2C ถ้ามันส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ มันก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจคุณเช่นกัน

Shifu แนะนำ
นอกจากบล็อกของบริษัทแล้ว คุณสามารถทำบล็อกส่วนตัวเพื่อเป็นผู้นำทางความคิดได้เช่นเดียวกัน อย่างเช่นผมเองก็จะมีบล็อกส่วนตัวที่เป็นอีกขาหนึ่งในการช่วยดึงดูดทั้งลูกค้าและคนมาทำงานด้วย

4. บล็อกเพื่อเข้าให้ถึงใจของลูกค้า

การสร้างบล็อกจะทำให้คุณรู้ว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และเฉยๆ กับเรื่องไหน

วิธีสังเกตเรื่องนี้ทำได้ไม่ยากเลย ลองดูปฏิสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีให้กับบทความ วีดีโอ หรือรูปภาพที่คุณใส่ลงไปในบล็อกแล้วคุณจะรู้ว่าลูกค้าคิดอย่างไร

คำว่าปฏิสัมพันธ์ในโลกออฟไลน์นั้นอาจจะวัดผลได้ยาก แต่ถ้าเป็นโลกออนไลน์แล้วละก็ มันวัดผลได้ครับ

Shifu แนะนำ
การวัดผลอาจจะทำได้ง่ายๆ ด้วยการดูผ่านยอดแชร์บน Social Media หรือถ้าจะเอาให้ละเอียดหน่อยก็ดูจาก Google Analytics (ดูวิธีการติดตั้ง Google Analytics อย่างละเอียดได้ที่นี่) หรือถ้าจะเอาให้ละเอียดแบบสุดๆ แบบว่าคนอ่านคลิ๊กปุ่มไหนบ้าง หรือเลื่อนเมาส์ไปที่ไหนบ้าง ผมแนะนำให้ลองไปดู Hotjar ครับ

หัวข้อนี้ไม่รู้จะใช้บริษัทไหนเป็นตัวอย่างดี เพราะฉะนั้นผมขอใช้ Content Shifu เป็นตัวอย่างแล้วกันนะ เวลาเขียนบทความ ผมจะดูผลตอบรับของแต่ละบทความจากยอดแชร์บน Social Media ยอดคนที่เข้ามาคอมเมนต์ในบล็อก และระยะเวลาที่คนอ่านบทความนั้นๆ

การวัดผลแบบนี้มันจะทำให้ผมพอรู้ว่าคนที่อ่าน Content Shifu นั้นชอบเรื่องอะไร หรือกำลังเจอปัญหาเรื่องอะไรอยู่ ถ้าสมมุติว่าในอนาคตผมจะเอาของมาขาย ผมก็จะพอรู้แล้วว่าลูกค้าของผมน่าจะต้องการสินค้าแบบไหน

การผสานบล็อก กับเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่จะทำให้คุณเข้าไปนั่งในใจลูกค้าได้ครับ

5. บล็อกเพื่อแสดงวัฒนธรรมบริษัท

Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ Start with Why เคยกล่าวไว้ว่า “People don’t buy what you do; they buy why you do it. And what you do simply proves what you believe” ถอดความเป็นภาษาไทยได้ง่ายๆ ว่า คนไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำ แต่คนซื้อเหตุผลที่คุณทำ

และการบอกเล่าเรื่องราวผ่านบล็อกนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงออกที่ดีมากๆ วิธีหนึ่งในการบอกให้กับลูกค้าของคุณรู้ว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่คุณทำนั้น คุณทำไปเพื่ออะไร

Shifu แนะนำ

buffer-blog

ถ้าให้ผมเลือกบล็อกของบริษัทที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่เคยอ่านมา ผมขอเลือกบล็อกของบริษัทที่ทำ Social Media Publishing tool ที่ผมใช้อยู่อย่าง Buffer ครับ เพราะนอกจาก Buffer จะสอนเรื่องเกี่ยวกับ Social Media และ Online Marketing ผ่านในบล็อกแล้ว Buffer ยังแชร์วัฒนธรรมบริษัท ตลอดจนเรื่องเล่าที่ไม่มีบริษัทไหนยอมเล่าอย่างทำไมถึงเชิญให้พนักงานออก รายรับ รายจ่ายทุกอย่าง และจำนวนเงินเดือน และหุ้นของพนักงานแต่ละคน ไม่เว้นแม้แต่ CEO

นอกจากเครื่องมือที่ดีแล้ว ความรู้ ความตั้งใจ และความโปร่งใสที่ Buffer แชร์ผ่านบล็อกของพวกเขานั้นมันทำให้ผมกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ไปเลยล่ะ

6. บล็อกเพื่อประหยัดงบโฆษณา

ลองนึกถึงตอนที่คุณจะขายของ หรือโปรโมตแคมเปญดูครับ สิ่งที่คุณทำก็คือการสร้างคอนเทนต์มาเพื่อตอบโจทย์แคมเปญนั้นๆ จากนั้นก็ทุ่มงบไปกับการโฆษณาให้คนเห็นใช่ไหมครับ? วิธีการแบบนี้มันเหมือนการฉีดสเตียรอยด์เพื่อไปกระตุ้นกล้ามเนื้อให้คุณแข็งแกร่งขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง พอยาหมด คุณก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติแบบเดิม

ผมอยากให้คุณลองมองมุมกลับ ปรับมุมมอง เปลี่ยนจากการทุ่มงบเพื่อการโฆษณาเป็นการทุ่มงบเพื่อการสร้างคุณค่าอะไรบางอย่างผ่านบล็อกดูนะครับ

เมื่อบริษัทของคุณเริ่มสร้างบล็อก นั่นหมายความว่าบริษัทของคุณกำลังทำ 5 ข้อที่ผมพึ่งเขียนถึงไป ซึ่งทุกสิ่งที่ทำไปนั้นมันจะส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ และคุณกำลังสร้างฐานผู้ติดตามอันเหนียวแน่น ทีนี้เวลาคุณจะขายสินค้า หรือต้องการโปรโมตอะไร คุณไม่จำเป็นต้องทุ่มงบโฆษณาลงไปมากมายอีกต่อไป เพราะลูกค้าของคุณเขาพร้อมที่จะฟัง หรือซื้อของของคุณอยู่แล้ว วิธีนี้เปรียบได้กับการออกกำลังกายไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอทุกวัน อาจจะไม่ได้หนักมาก แต่พอคุณทำไปเรื่อยๆ การออกกำลังกายนั้นจะทำให้ร่างกายของคุณแข็งแกร่งขึ้นเอง ถึงแม้ว่าคุณจะหยุดการออกกำลังกายไปสักพัก ร่างกายของคุณก็ยังคงแข็งแกร่งอยู่

Shifu แนะนำ
สถิติจาก Demand Metric บอกว่าการทำ Content Marketing (ซึ่งมีบล็อกเป็นหัวใจสำคัญ) นั้นใช้เงินน้อยกว่า Traditional Marketing ถึง 62% แต่ว่าช่วยส่งลูกค้ามุ่งหวัง (Leads) มาให้มากกว่าถึง 3 เท่า

ถึงแม้ว่าสถิติอันนี้จะเป็นของเมืองนอก แต่ผมว่ามันสามารถเอามาปรับใช้ได้กับธุรกิจของประเทศไทยเช่นกัน

สำหรับหัวข้อนี้ ผมไม่มีตัวอย่างให้นะครับ แต่คุณสามารถเข้าไปดูตัวอย่าง Case studies จาก KunoCreative, Smartbugmedia และ Popcornmetrics ได้เลย

ข้อสำคัญในการสร้างบล็อก

มีอยู่ 3 สิ่งที่คุณต้องเตือนตัวเองไว้เสมอๆ เวลาสร้างบล็อก ถ้าคุณทำ 3 สิ่งนี้ได้ รับรองว่าบล็อกของคุณต้องออกมาดีอย่างแน่นอน

  • บล็อกไม่ได้เน้นการขาย โฆษณา หรือโปรโมต แต่การสร้างบล็อกนั้นคือการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย พยายามอย่าบอกแต่สิ่งที่คุณอยากบอก ให้เน้นเล่าสิ่งที่ลูกค้าของคุณอยากฟังมากกว่า
  • การเขียนบล็อกไม่ควรเขียนไปเรื่อยเปื่อย ควรจะมี Content Strategy ที่ต้องมีการกำหนดเป้าหมาย, การสร้าง Buyer Persona และ Content Mapping, การสร้าง และกระจายคอนเทนต์ และการวัดผล เพื่อให้บล็อกที่คุณทำกลับมาตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ (อ่านเกี่ยวกับ Buyer Persona และ Content Mapping ต่อได้ที่นี่)
  • การทำบล็อกต้องสม่ำเสมอ – ก่อนที่คุณจะเริ่มเขียน อัดวีดีโอ หรือทำรูปภาพ คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณจะมีทรัพยากรในการทำบล็อกมากน้อยแค่ไหน ถ้าคุณบอกตัวเองว่าจะทำให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 บทความ คุณก็ต้องทำให้ได้ตามนั้นเป็นอย่างน้อย

สรุป

ในโลกยุคปัจจุบัน คนทุกคนสามารถทำตัวเป็นสื่อได้ เพราะการเป็นเจ้าของช่องทางสื่อสารนั้นช่างแสนง่ายดาย และบางทีมันง่ายดายเกินไปจนกระทั่งทำให้ลูกค้าของคุณได้รับข่าวสาร และเรื่องราวมากเกินกว่าที่จะติดตามได้หมด ซึ่งพวกเขาอาจจะเลือกที่จะฟังบางสิ่ง แต่ปิดกั้นเรื่องราวบางอย่างถ้ามันไม่ตอบความต้องการของพวกเขา

ลูกค้าของคุณทุกคนเปลี่ยนจาก “ผู้รับข่าวสาร” มาเป็น “ผู้เลือกข่าวสาร” เพราะฉะนั้นการผลิตโฆษณา หรือทำแคมเปญเพื่อประกาศให้ผู้คนรับรู้อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกต่อไป

ถ้าคุณสามารถทำบริษัทของตัวเองให้เป็นสื่อโดยการสร้างบล็อกขึ้นมา และส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าของคุณได้ บริษัทของคุณก็จะเป็นช่องทางที่ลูกค้าเลือกติดตาม จะเป็นที่ที่ลูกค้าจะมาขอคำปรึกษาเมื่อเจอปัญหา และจะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าจงรักภักดี

อ่านบล็อกนี้จบแล้ว ลองโยกเอางบบางส่วนที่อัดใช้โฆษณามาใช้สร้างบล็อกเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าดูบ้างไหมครับ?

ตาคุณแล้ว

บริษัทของคุณเริ่มสร้างบล็อกรึยัง? มาเล่าสู่กันฟังได้ที่คอมเมนต์เลยครับ : )

Bank
Bank

Marketing Director, Content Shifu

แบงค์เป็นนักธุรกิจ นักการตลาด และนักเดินทางที่หลงใหลในวิถีแห่ง Inbound Marketing ปัจจุบันแบงค์เป็น Managing Partner ของ Magnetolabs และ เป็น Co-host ของรายการ Podcast ชื่อว่า FounderCast

More From Me
>