เราได้ผ่านยุคแห่งการทดลองใช้ AI มาสู่ยุคของการ “Implement” หรือการนำ AI มาติดตั้งให้เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจแบบเต็มตัว ทำให้เกิด Internal AI หรือเครื่องมือ AI ที่ใช้สำหรับบริษัทโดยเฉพาะโดยเฉพาะเกิดขึ้นมากมาย
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ AI นี้จะใช้งานได้ดี (ไม่มั่ว) หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่เรามีให้ AI เอาไปเรียนรู้ด้วย ถ้าข้อมูลที่มีผิด ไม่ครบ ไม่อัปเดต AI จะเก่งแค่ไหนก็ให้คำตอบที่เอาไปใช้ไม่ได้อยู่ดี
ปัญหาคือที่ผ่านมาเราอาจจะเก็บข้อมูลแบบ ขอแค่ให้ได้เก็บไปก่อน แต่ยังไม่มี Database ที่เก็บข้อมูลอย่างระเบียบและปลอดภัยจริงจัง แต่ละฝ่ายก็มีที่เก็บต่างกัน ข้อมูลสินค้าอยู่ที่หนึ่ง รายชื่อลูกค้าอยู่อีกที่หนึ่ง ฯลฯ
ดังนั้นเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ ธุรกิจที่สามารถเติบโตได้แบบก้าวกระโดดล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า “Business Brain” หรือ “มันสมองส่วนกลาง” ที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของธุรกิจ ทั้งไฟล์งาน ข้อมูลสินค้า แชตลูกค้า กฎระเบียบบริษัท และองค์ความรู้ทั้งหมดไว้ในที่เดียวอย่างเป็นระเบียบ ไม่ใช่กระจัดกระจายอยู่ใน LINE Group ที่เลื่อนหาไม่เจอ หรืออยู่ในไฟล์ Excel ที่ไม่มีใครอัปเดตมาสามเดือนแล้ว
Business Checkpoint ตอนนี้ธุรกิจมีปัญหาเรื่องการเก็บข้อมูลมากแค่ไหน?
เราต่างคาดหวังถึงระบบการทำงานที่ไหลลื่นและมีประสิทธิภาพ แต่หลายองค์กรกลับยังติดอยู่กับกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรือการสูญเสียเวลาไปกับการควานหาข้อมูล
ความสูญเสียเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนออกมาแค่ในรูปแบบของตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่ยังมีค่าเสียโอกาสที่เราต้องจ่ายไปอย่างมหาศาล ในขณะที่เรามัวแต่สะดุดขาตัวเองด้วยปัญหาภายใน คู่แข่งอาจกำลังแซงหน้าเราไปไกลทั้งที่เราอยู่ในยุคแห่งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยขนาดนี้แล้ว
มาเช็กกันว่าตอนนี้ธุรกิจคุณมีปัญหาเหล่านี้อยู่รึเปล่า
- ข้อมูลสินค้าอยู่กับทีมกราฟิก รายละเอียดโปรโมชันอยู่กับทีมมาร์เก็ตติ้ง แต่คนตอบแชตกลับไม่มีข้อมูลในมือ ทำให้ตอบลูกค้าช้าหรือตอบผิดตอบถูก
- ลูกค้าทักมาจากทุกทิศทาง ทั้ง Facebook, TikTok, LINE และ Shopee พอมันเยอะเข้า แชตก็ตกหล่น การบริหารทีมแอดมินก็ยากลำบาก แถมยังติดตามพฤติกรรมลูกค้าข้ามแพลตฟอร์มไม่ได้เลย
- พอพนักงานมือดีลาออก เขาไม่ได้ไปแค่ตัว แต่เขาเอาความรู้ วิธีการแก้ปัญหา และเทคนิคต่างๆ ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ไปด้วย ทำให้ต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่เทรนพนักงานใหม่เป็นเดือนๆ กว่าจะทำงานได้จริง
- แม้พนักงานจะพยายามใช้ Generative AI ช่วยทำงานเพื่อเพิ่ม Productivity แต่ปัญหาคือ AI เหล่านั้นไม่ได้รู้จักธุรกิจของเราจริงๆ มันไม่รู้ว่าเรามีสต็อกกี่ชิ้น หรือนโยบายการคืนเงินของเราเป็นยังไง สุดท้ายก็ได้คำตอบที่ใช้งานจริงไม่ได้ แถมยังเสี่ยงเรื่องข้อมูลความลับบริษัทรั่วไหลอีกด้วย
ในงาน MarTech Expo ที่ผ่านมา ทีม Content Shifu ได้รู้จักเครื่องมือใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยลดปัญหานี้และเพิ่มประสิทธิภาพในการหยิบข้อมูลภายในของธุรกิจมาใช้ได้ดียิ่งขึ้น
เครื่องมือที่ว่าคือ Saifa AI ที่ถูกพัฒนาออกแบบมาให้เป็น Solution ที่สามารถใช้เป็น“Al Assistant สำหรับองค์กร” ที่ทำหน้าที่เหมือนผู้บริหารระดับ C-Level ที่เข้าใจภาพรวม และเป็นพนักงานระดับปฏิบัติการที่รู้ลึกถึงทุกอนูของธุรกิจนั้นในตัวเดียวกัน
ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันครับว่า Saifa AI จะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่มีข้อมูลเยอะแยะวุ่นวายให้มีระบบและหยิบข้อมูลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร
Saifa AI เริ่มต้นด้วย “Business Brain”
เนื่องจาก Saifa AI ที่เป็น ‘Internal Al Assistant’ จะทำงานได้ต้องมีแหล่งข้อมูลของธุรกิจให้เรียนรู้ซึ่งก็คือ Business Brain ก่อน เพราะฉะนั้น เรามารู้จักคำว่า Business Brain กันก่อน
จากหัวข้อที่แล้ว จะเห็นว่าปัญหาของธุรกิจเกิดจากความกระจัดกระจายของข้อมูล ดังนั้นวิธีแก้คือการสร้าง “Single Source of Truth” หรือฐานข้อมูลเดียวที่ถูกต้องที่สุด
Business Brain หรือมันสมองของธุรกิจ จึงไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ใหม่แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างข้อมูลใหม่ เมื่อข้อมูลถูกรวมอยู่ที่เดียวธุรกิจก็จะมี “ความจำที่ยั่งยืน” (ไม่แหว่งหายไปตามไฟล์ที่หายหรือตามพนักงานที่ลาออก)
แล้วเมื่อ Saifa AI ถูกเทรนด้วยข้อมูลที่มีบริบทของบริษัทครบถ้วน พนักงานก็จะไม่ต้องเปิดโฟลเดอร์หาไฟล์อีกต่อไป แต่จะสามารถพิมพ์ถาม Saifa AI ได้เหมือนถามเพื่อนร่วมงานที่เก่งที่สุด เช่น “ลูกค้ารายนี้ขอคืนเงินตามเงื่อนไขบริษัทได้ไหม?” หรือ “ส่งสเปกสินค้ารุ่น A ที่เหมาะกับห้องขนาด 30 ตรม. มาให้หน่อย” โดย Saifa AI จะดึงคำตอบจาก Business Brain ออกมาตอบในไม่กี่วินาที
ฟีเจอร์ของ Saifa AI ที่ทำให้ทุกคนมี Knowledge เดียวกันทั้งองค์กร
เมื่อการขยายธุรกิจเริ่มต้นจากการการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับพนักงานใหม่ ซึ่งเดิมต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเข้าใจงานได้ทั้งหมด ด้วย Saifa AI ทำให้พนักงานใหม่สามารถถามทุกคำถามที่ต้องการรู้ได้เหมือนมีคลังสมองของพนักงานทุกคนอยู่ในมือตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Business Brain คือ “เป้าหมายหรือแนวคิด” ส่วน Saifa AI คือ “เครื่องมือที่ทำให้แนวคิดนั้นเป็นจริง”
Saifa AI คือเครื่องมือ AI ที่มีระบบการทำงานแบบ Multi-Agent (หลาย AI Agent ทำงานร่วมกัน) เมื่อเราติดตั้ง Saifa AI สิ่งแรกที่ระบบจะทำคือการสร้าง Business Brain ให้กับธุรกิจของเราก่อน โดยการให้เราโยนข้อมูลที่มีทั้งหมดเข้าไป
จากนั้นจะใช้ AI เข้าไปอ่าน จัดระเบียบ และทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านั้น จนกระทั่งมันกลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะขององค์กร
✓ รู้ทุกเรื่องในบริษัท: เพราะมี Business Brain เป็นฐานข้อมูล
✓ คุยได้ทุกช่องทาง: เพราะมีฟีเจอร์ Omni Channel (LINE, FB, IG)
✓ เก่งกว่า Generative AI ทั่วไป: เพราะ AI ทั่วไปไม่มี Business Brain ของบริษัทเราไว้ใช้อ้างอิง
เพื่อให้เข้าใจ AI ตัวนี้มากขึ้น ให้มองว่าฟีเจอร์ของ Saifa AI แบ่งเป็น 2 ส่วน คือฟีเจอร์สำหรับการทำงานภายใน (Company AI) และฟีเจอร์สำหรับรองรับลูกค้าภายนอก (Omni-channel)
Company AI
วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time และให้ตอบข้อสงสัยอย่างมีประสิทธิภาพ
Saifa AI จะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากแชตลูกค้าที่เคยคุยไว้เข้ากับระบบออเดอร์และสต็อกสินค้าในคลัง เมื่อพนักงานถามว่า “ตอนนี้สินค้าชิ้นไหนขายดีที่สุด และเหลือพอส่งให้ลูกค้า VIP ไหม?” Saifa AI จะไม่เพียงบอกจำนวนสต็อก แต่จะวิเคราะห์ความเร็วในการขาย เพื่อแนะนำว่าควรเร่งปิดการขายหรือเตรียมสั่งผลิตเพิ่มทันที เป็นต้น
Omni-channel
การเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด (Unified Inbox)
ไม่ว่าลูกค้าจะทักมาจาก Facebook Messenger, LINE Official Account, Instagram หรือแม้แต่ช่องทางแชตบนเว็บไซต์ Saifa AI จะรวมทุกแชตมาไว้ในที่เดียว ทำให้ไม่พลาดทุกโอกาสสำคัญและลดเวลาในการตอบกลับได้มากขึ้นด้วย ไม่ต้องเปิด Tab ไปมาหลายหน้าต่าง
Personalized Recommendation จากขุมพลัง CRM & Marketplace
เราสามารถยกระดับการขายด้วยการดึงข้อมูลจาก CRM และ รีวิวจากช่องทางขายต่างๆ มาวิเคราะห์ความพึงพอใจและพฤติกรรมลูกค้าได้
ถ้าลูกค้าทักมาถามในช่องทางของธุรกิจ Saifa AI จะช่วยแนะนำสินค้าที่ตรงใจรายบุคคล เช่น “จากที่คุณเคยซื้อเซรั่มไปเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้เรามีครีมกันแดดสูตรใหม่ที่ลูกค้าใน Shopee รีวิวว่าใช้คู่กันแล้วเห็นผลดีที่สุด สนใจรับไปลองไหมคะ?” ความสามารถนี้จะช่วยเพิ่มยอดขาย (Upsell) ได้อย่างฉลาดและเป็นธรรมชาติ
ระบบ AI to Human Handoff
จุดอ่อนของ AI ทั่วไปคือมันมักจะตอบเป็นภาษาหุ่นยนต์หรือตอบมั่วเมื่อเจอคำถามที่ซับซ้อน Saifa AI ก็เลยพัฒนาระบบ Smart Detection ออกมาด้วย คือถ้า AI มันประเมินว่าเคสนี้มีอารมณ์ของลูกค้าเข้ามาเกี่ยวค่อนข้างเยอะ หรือเป็นคำถามเชิงลึกที่ระบบไม่เคยเรียนรู้ AI จะหยุดตอบและ Take note ไว้พร้อมส่งสัญญาณเรียกให้แอดมินเข้ามาดูแลแทนทันที จะไม่ฝืนตอบไปแบบงงๆ ให้ลูกค้าอารมณ์เสียเพิ่ม
และจาก Note สรุปบทสนทนาที่ Saifa AI ทิ้งไว้ให้ แอดมินก็จะเข้าใจสถานการณ์แล้วคุยต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องถามซ้ำ ซึ่งช่วยรักษาคุณภาพการบริการของแบรนด์ และสร้างความประทับใจระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้าได้ (และ AI ก็จะเรียนรู้วิธีตอบคำถามเหล่านั้นเพื่อให้สามารถตอบเองได้เมื่อเจอโจทย์เดียวกันในครั้งหน้าด้วย)
ข้อมูลของธุรกิจจะปลอดภัยหรือไม่ใน Saifa AI?
ไม่ว่าจะเทคโนโลยีอะไร เรามักจะต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอันดับหนึ่ง ยิ่ง Generative AI ทั่วไปยิ่งไม่ต้องพูดถึง เราคุยอะไรไปมันก็เอาสิ่งที่เราคุยด้วยไปเทรนต่อแน่นอน
พอได้รู้จัก Saifa AI แล้วก็เลยลองไปอ่านนโยบายความปลอดภัยข้อมูลของเขามา สรุปได้ว่านโยบายถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ PDPA อย่างเคร่งครัด และเนื่องจาก Saifa AI ถูกสร้างมาเพื่อเป็น Internal AI Assistant ของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเท่านั้น Saifa AI จึงจะไม่ได้เอาข้อมูลของเราไปเทรน AI สาธารณะใดๆ ข้อมูลทุกอย่างที่อัปโหลดเข้าไปจะถูกเก็บเป็น Knowledge Base ส่วนตัวของบริษัทเราเพื่อใช้ตอบแชตลูกค้าหรือตอบคำถามพนักงานในบริษัทเราเองเท่านั้น บริษัทอื่นที่ใช้ Saifa AI เหมือนกันก็มองไม่เห็นและเข้าถึงข้อมูลของเราไม่ได้ เหมือนที่เราก็เข้าถึงข้อมูล Saifa AI ของบริษัทอื่นไม่ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ไม่ใช่พนักงานทุกคนในบริษัทจะเห็นข้อมูลได้เท่ากันหมดครับ นอกจากกลไกการยืนยันตัวตนที่รัดกุม เราสามารถตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้อย่างละเอียด เช่น แอดมินอาจจะเข้าถึงได้แค่ข้อมูลสินค้าเพื่อตอบลูกค้า แต่ข้อมูลยอดขายหรือกลยุทธ์เชิงลึกล็อกสิทธิ์ให้เห็นได้เฉพาะระดับผู้บริหารเท่านั้น เป็นต้น
(ในแง่เทคนิค Saifa AI เขาใช้ระบบการเข้ารหัสข้อมูลทั้งตอนที่ข้อมูลอยู่นิ่งๆ ในเซิร์ฟเวอร์ และตอนที่ข้อมูลกำลังรับ-ส่งผ่านอินเทอร์เน็ต เหมือนการส่งจดหมายที่ใส่รหัสล็อกไว้ตลอดทาง ต่อให้มีใครพยายามดักจับข้อมูลไประหว่างทาง ก็ไม่สามารถอ่านเนื้อหาข้างในได้)
ใน Privacy Policy ยังมีการยืนยันอีกว่าทีมมีการประเมินและทดสอบระบบความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา และถ้าตัดสินใจยกเลิกบริการก็สามารถร้องขอให้ลบข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบได้ทันทีเช่นกัน
สรุป
การรอให้ระบบพร้อม 100% หรือรอให้คู่แข่งในตลาดทำก่อนและค่อยทำตาม อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสการเป็นผู้นำตลาดไปอย่างน่าเสียดาย การสร้าง Business Brain ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ต้องใช้เวลาเป็นปี แต่คือการเริ่มจัดระเบียบข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้ตั้งแต่วันนี้
ธุรกิจไหนที่สนใจอยากลองใช้เครื่องมือ Saifa AI สามารถติดต่อไปที่ https://saifa.ai/ หรือ support@saifa.ai เพื่อลองขอเล่น Demo ได้ครับ