นักการตลาดอย่างเราวัดพลังของแบรนด์กันหลายแบบ ทั้ง Brand Awareness, Top of Mind, Share of Voice ไปจนถึงมูลค่าแบรนด์ที่บริษัทวิจัยหรือที่ปรึกษาการตลาดประเมินออกมาเป็นตัวเลขทุกปี แต่มีตัวชี้วัดหนึ่งที่ไม่มีใครทำ report ออกมา และทรงพลังกว่า Metric ทุกตัว
ชื่อแบรนด์เมื่อหลุดออกจากชั้นวางสินค้า แล้วเข้าไปอยู่ในภาษาที่คนใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน แถมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
สมัยเด็ก ๆ เวลาแม่บอกให้ไปซื้อแฟ้บ แต่ในมือถือผงซักฟอกยี่ห้ออื่นกลับมา แม่ก็ไม่ได้ด่า เราไปกินร้านตามสั่ง แล้วสั่งกับป้าว่า ผัดมาม่าหรือยำมาม่าทะเล แม้ป้าแม่ค้าเอาบะหมี่กึ่งยี่ห้ออื่นมาผัดให้เรากิน เราก็ไม่ได้ไปโวยวายป้า หรือเวลาเราบอกทีมว่าเดี๋ยวไปซีร็อกซ์เอกสารก่อน ทั้งที่เครื่องถ่ายเอกสารในออฟฟิศเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นตั้งแต่แรกแล้ว
พฤติกรรมแบบนี้ในโลกการตลาดมีชื่อเรียกว่า Generic Trademark (บางตำราเรียกว่า Proprietary Eponym) คือภาวะที่แบรนด์ประสบความสำเร็จมากจนชื่อแบรนด์กลายเป็นชื่อสามัญของสินค้าทั้งหมวด และในประเทศไทยมีเคสแบบนี้เยอะมากจนน่าศึกษา
บทความนี้จะพาย้อนไปดูว่าแบรนด์เหล่านี้ทำอะไร ถึงได้กลายเป็นชื่อเรียกในชีวิตประจำวันไปโดยที่เราไม่รู้ตัว รวมถึงเคสล่าสุดที่พลิกมุมของปรากฏการณ์นี้ไปอีกขั้น เมื่อชื่อแบรนด์ไม่ได้เป็นของที่จับต้องได้ แต่กลายเป็นชื่อสถานที่และจุดนัดพบ
ยาวไป อยากเลือกอ่าน?
- ทำไมชื่อแบรนด์ถึงกลายเป็นชื่อสินค้าได้? (Generic Trademark)
- ตัวอย่างวิธีสร้าง Generic Trademark จากชื่อแบรนด์สู่ชื่อสินค้า
- มาม่า: มาเป็นเจ้าที่ 4 แต่ทำไมได้ชื่อไปครองทั้งหมวด?
- แฟ้บ: แบรนด์ที่สอนคนไทยให้ใช้ผงซักฟอก
- ซันไลต์: 130 กว่าปี จากสบู่ก้อน สู่ขวดสีเหลืองข้างอ่างล้างจาน
- แพมเพิส: เสียส่วนแบ่งตลาดไปแล้ว แต่ยังไม่เสียคำเรียกผ้าอ้อม
- ซีร็อกซ์: คำที่คนทั้งโลกใช้แทนการถ่ายเอกสาร
- สก๊อตช์เทป: ชื่อที่เกิดจากคำเหน็บของลูกค้า
- แม็กซ์: จากชิ้นส่วนปีกเครื่องบิน สู่คำว่าเย็บแม็กซ์บนโต๊ะทำงานทุกโต๊ะ
- ฟิวเจอร์บอร์ด: แบรนด์ไทยที่คนไทยเองยังไม่รู้ว่าเป็นแบรนด์
- ตรอกห่านคู่: เมื่อชื่อแบรนด์ไม่ได้กลายเป็นแค่เรียกชื่อสินค้า แต่กลายเป็นชื่อเรียกสถานที่
- สรุป
- FAQ
ทำไมชื่อแบรนด์ถึงกลายเป็นชื่อสินค้าได้? (Generic Trademark)
ก่อนจะไปดูว่ามีแบรนด์อะไรบ้าง ขอพรีวิวจุดร่วมการกดสูตรที่เจอในแทบทุกเคสไว้ก่อน 4 ข้อดังนี้
- เป็นเจ้าแรกที่พาสินค้าหมวดนั้นเข้ามาในชีวิตคน ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าแรกในตลาดเสมอไป แต่ต้องเป็นเจ้าแรกที่ทำให้คนส่วนใหญ่ได้ใช้จริง
- สอนพฤติกรรมใหม่ไปพร้อมกับขายของ คนเรียนรู้วิธีใช้สินค้าจากแบรนด์ไหน ชื่อแบรนด์นั้นจะติดไปกับพฤติกรรมนั้น
- ชื่อสั้น ออกเสียงง่าย เพียง 1 ถึง 2 พยางค์ พูดง่ายกว่าชื่อสามัญของตัวสินค้าเอง
- อยู่ในชีวิตประจำวันนานพอ แทบทุกเคสใช้เวลาเป็นสิบปี
ตัวอย่างวิธีสร้าง Generic Trademark จากชื่อแบรนด์สู่ชื่อสินค้า
มาม่า: มาเป็นเจ้าที่ 4 แต่ทำไมได้ชื่อไปครองทั้งหมวด?
หลายคนอาจคิดว่ามาม่าเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกของไทย แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกิดที่ญี่ปุ่นในปี 1958 และเข้ามาไทยครั้งแรกปี 1971 ในชื่อซันวา ตามมาด้วยยำยำและไวไว ส่วนมาม่าเกิดในปี 2515 (1972) จากความร่วมมือระหว่างนายห้างเทียม โชควัฒนา แห่งสหพัฒนพิบูล กับพันธมิตรจากไต้หวัน เป็นเจ้าที่ 4 ของตลาดด้วยซ้ำ
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือช่วงแรกมาม่าขายไม่ดี อ้างอิงจากศิลปวัฒนธรรม คนไทยตอนนั้นยังไม่เข้าใจวิธีกิน แถมราคาต่อซองยังแพงกว่าบะหมี่ลวกสดใหม่ตามร้าน สิ่งที่มาม่าทำคือปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยจนได้รสอย่างต้มยำกุ้ง พร้อมลงทุนกับโฆษณาอย่างต่อเนื่อง และคุมคุณภาพให้นิ่ง จนภายในปี 1976 บริษัทเพิ่มทุนและขยายกำลังการผลิต
ส่วนชื่อ “มาม่า” มาจากคำว่า “แม่” คำแรกที่เด็กแทบทุกคนพูดได้ สองพยางค์ที่ออกเสียงง่ายกว่าคำว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 พยางค์ พอบวกกับการอยู่คู่ครัวไทยมาหลายสิปปี ผลลัพธ์คือวันนี้ต่อให้เราต้มไวไว เราก็ยังเรียกมันว่ามาม่า
แฟ้บ: แบรนด์ที่สอนคนไทยให้ใช้ผงซักฟอก
เคสนี้คือตัวอย่างชัดที่สุดของสูตรข้อ 2 ก่อนจะมีผงซักฟอก คนไทยซักผ้าด้วยสบู่ก้อน และถึงจะมีผงซักฟอกไทยชื่อพรรณอรตั้งแต่ปี 2475 แต่หาซื้อยาก แถมต้องละลายในน้ำเดือดก่อนใช้ทุกครั้ง
แฟ้บเป็นผงซักฟอกของคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ เปิดตัวในอเมริกาช่วงใกล้ ๆ ปี 1950 และเข้ามาทำตลาดไทยอย่างจริงจังในปี 2495 ผ่านบริษัทหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ สิ่งที่แฟ้บขายไม่ใช่แค่ผง แต่คือวิธีซักผ้าแบบใหม่ที่ง่ายกว่าเดิมมาก เทผงลงน้ำ ตีให้เกิดฟอง ใส่ผ้า ขยี้ จบ โฆษณาในสตรีสารปี 2503 ยังเขียนตรง ๆ ว่า “ไม่มีผงซักฟอกใด ขจัดความสกปรกได้รวดเร็วเท่าแฟ๊บ”
ส่วนชื่อ Fab ก็ย่อมาจาก Faster And Better พยางค์เดียว ออกเสียงง่าย จำง่าย พอคนไทยทั้งประเทศเรียนรู้คำว่าผงซักฟอกผ่านแบรนด์นี้ คำว่าแฟ้บกับผงซักฟอกก็เลยกลายเป็นคำเดียวกันในหัวของคนหลายรุ่น ถึงวันนี้แบรนด์ที่ครองชั้นวางจะเป็นบรีสหรือโอโม เราก็ยังบอกลูกว่าไปซื้อแฟ้บอยู่ดี
ซันไลต์: 130 กว่าปี จากสบู่ก้อน สู่ขวดสีเหลืองข้างอ่างล้างจาน
ซันไลต์เริ่มจากสบู่ก้อนที่วิลเลียม เฮสเกธ ลีเวอร์ ผู้ก่อตั้งลีเวอร์บราเธอร์ส (ยูนิลีเวอร์ในปัจจุบัน) ผลิตขึ้นที่อังกฤษในทศวรรษ 1884 และตามข้อมูลของยูนิลีเวอร์ประเทศไทยเอง สบู่ซันไลต์เข้ามาขายในสยามและมีโฆษณาในหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยตั้งแต่ปี 2455 ว่า “ซักผ้าอย่าลืมสบู่ซันไลท์”
จุดที่น่าสนใจในเคสนี้คือซันไลต์ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่อยู่นาน แต่เป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมคน จากสบู่อเนกประสงค์ที่ใช้ได้ทั้งฟอกตัว ซักผ้า ล้างจาน มาเป็นครีมล้างจาน แล้วค่อยกลายเป็นน้ำยาล้างจานอย่างที่เรารู้จัก คนไทยรุ่นทวดรู้จักซันไลต์ในฐานะสบู่ รุ่นเรารู้จักในฐานะขวดเหลืองข้างอ่าง
ผลคือวันนี้ในตลาดน้ำยาล้างจานที่มูลค่าหลายพันล้าน ซันไลต์ยังเป็นเบอร์ 1 และคำว่า ซันไลต์ ก็ยังถูกใช้เรียกน้ำยาล้างจานทุกยี่ห้อในครัวไทย
แพมเพิส: เสียส่วนแบ่งตลาดไปแล้ว แต่ยังไม่เสียคำเรียกผ้าอ้อม
เคสนี้น่าคิดที่สุด แพมเพิสเกิดที่อเมริกาในปี 1961 จากวิค มิลส์ วิศวกรของพีแอนด์จีที่มองเห็นความยุ่งยากของผ้าอ้อมผ้าที่ต้องซักซ้ำทุกครั้ง จึงคิดผ้าอ้อมสำเร็จรูปขึ้นมา และวันนี้ยังเป็นแบรนด์ผ้าอ้อมเบอร์ 1 ของโลก
แต่ในประเทศไทย ถ้าดูจากส่วนแบ่งการตลาด แบรนด์ที่ครองชั้นวางผ้าอ้อมเด็กวันนี้กลับเป็นมามี่โพโคและเบบี้เลิฟ ไม่ใช่แพมเพิส ทว่าคนไทยจำนวนมากยังเรียกผ้าอ้อมสำเร็จรูปทุกยี่ห้อว่าแพมเพิส หลายคนถึงขั้นเข้าใจว่าแพมเพิสเป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่าผ้าอ้อมไปแล้ว นี่คือหลักฐานว่าการเป็น Generic Name เป็นสินทรัพย์ที่อยู่คนละชั้นกับยอดขาย มันอยู่ในหัวคน ไม่ได้อยู่บนชั้นวาง
ซีร็อกซ์: คำที่คนทั้งโลกใช้แทนการถ่ายเอกสาร
เคสนี้พิเศษตรงที่ไม่ได้เป็น Generic แค่ในไทย ทั่วโลกก็ใช้คำว่า Xerox แทนการถ่ายเอกสารเหมือนกัน ต้นทางมาจากเชสเตอร์ คาร์ลสัน ทนายความด้านสิทธิบัตรในนิวยอร์กที่ต้องทำสำเนาเอกสารด้วยมือทุกวันจนปวดข้อ เขาใช้ห้องครัวที่บ้านเป็นห้องทดลอง จนได้วิธีทำสำเนาด้วยประจุไฟฟ้าสถิตในปี 1938 แต่พอเอาไอเดียไปเสนอบริษัทใหญ่ เช่น IBM และอีกหลายแห่งกลับปฏิเสธหมด กว่าจะมีคนเห็นค่าก็ปี 1944 เมื่อสถาบัน Battelle รับไปพัฒนาต่อ และปี 1947 บริษัทฮาลอยด์ ผู้ผลิตกระดาษอัดภาพรายเล็กในนิวยอร์ก ซื้อสิทธิ์ไปทำเป็นเครื่องถ่ายเอกสาร ฮาลอยด์มองว่าคำว่า Electrophotography ยาวเกินไป เลยไปขอคำแนะนำจากอาจารย์ภาษาคลาสสิก จนได้คำว่า Xerography ที่มาจากภาษากรีกแปลว่าการพิมพ์แบบแห้ง และจดทะเบียนชื่อซีร็อกซ์ในปี 1948 ก่อนที่เครื่อง Xerox 914 ในปี 1959 จะกลายเป็นเครื่องถ่ายเอกสารกระดาษธรรมดาเครื่องแรกที่ทำให้ทุกออฟฟิศต้องมี
ถ้าเทียบกับสูตร 4 ข้อ ซีร็อกซ์คือแบรนด์ที่สร้างหมวดสินค้าขึ้นมาเองทั้งหมวด ก่อนหน้านั้นไม่มีคำว่าถ่ายเอกสารในแบบที่เราเข้าใจกันวันนี้ด้วยซ้ำ พอคนทั้งโลกเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ผ่านเครื่องยี่ห้อเดียว ชื่อแบรนด์ก็เลยกลายเป็นคำกริยาไปเลย ถึงวันนี้เครื่องในออฟฟิศจะเป็นยี่ห้ออื่น เราก็ยังบอกว่าไปซีร็อกซ์
สก๊อตช์เทป: ชื่อที่เกิดจากคำเหน็บของลูกค้า
ก่อนอื่นต้องบอกว่าสก๊อตช์เทปไม่ได้มีแหล่งกำเนิดที่สกอตแลนด์ เรื่องเริ่มในช่วงปี 1920 เมื่อริชาร์ด ดริว พนักงานหนุ่มของ 3M ที่ตอนนั้นยังเป็นแค่บริษัทกระดาษทราย ต้องเอากระดาษทรายไปส่งให้อู่พ่นสีรถ ยุคนั้นคนนิยมรถทูโทน ช่างต้องเอากระดาษหนังสือพิมพ์ทากาวแปะรถเพื่อกั้นพ่นสี ผลคือเละแทบทุกครั้ง ดริวเลยใช้เวลา 2 ปีคิดเทปกาวที่ติดแน่นแต่ลอกออกง่าย
ตอนที่เอาเทปรุ่นแรกไปทดลองใช้ในปี 1925 เทปดันหลุด ช่างพ่นสีเลยไล่ให้เอาเทปกลับไปบอกเจ้านายชาวสกอตของเขาให้ใส่กาวมาเพิ่ม และเพราะคำว่า Scotch ในสมัยนั้นเป็นสแลงหมายถึงคนขี้เหนียว (เชิงว่าขี้เหนียวกาว) ก็เลยเอาคำเหน็บนั้นมาตั้งชื่อสินค้าที่พัฒนาใหม่ต่อเนื่อง 5 ปีจนเป็นเทปใสกันน้ำว่า ‘สก๊อตช์เทป’ ซะเลย ตั้งแต่นั้น Scotch ก็กลายเป็นชื่อสายผลิตภัณฑ์เทปของ 3M มาจนถึงวันนี้ (ส่วนเทปกระดาษรุ่นแรกที่ถูกไล่ตะเพิดออกมา ปัจจุบันคือมาสก์กิ้งเทปที่เราใช้กันนั่นเอง)
สำหรับคนไทย เทปใสม้วนเล็กบนโต๊ะทำงานทุกโต๊ะมีชื่อเดียวคือสก๊อตช์เทป ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน คำสั้น ๆ ที่พูดง่ายกว่าคำว่าเทปใสหรือเทปกาว บวกกับการเป็นเทปใสเจ้าแรกที่คนรู้จัก ทำให้ชื่อนี้ติดปากมาเกือบร้อยปี
แม็กซ์: จากชิ้นส่วนปีกเครื่องบิน สู่คำว่าเย็บแม็กซ์บนโต๊ะทำงานทุกโต๊ะ
ลวดเย็บกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่เราเรียกติดปากว่าแม็กซ์ มีจุดเริ่มต้นที่ใหญ่กว่ามาก เพราะบริษัทต้นทางคือ Yamada Air Industry ที่ผลิตชิ้นส่วนปีกเครื่องบินในจังหวัดกุนมะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 1942 พอสงครามจบในปี 1945 บริษัทหันมาผลิตอุปกรณ์สำนักงานแทน และในปี 1955 ก็เปลี่ยนชื่อเป็น MAX ด้วยความตั้งใจว่าจะทำแต่สินค้าคุณภาพระดับสูงสุด
เครื่องเย็บกระดาษของแม็กซ์ขายดีจนกลายเป็นมาตรฐานทั่วเอเชีย และในไทยชื่อนี้แข็งแรงถึงขั้นกลายเป็นคำกริยา เราไม่ได้พูดว่าเย็บกระดาษ แต่พูดว่า “แม็กซ์กระดาษ” ส่วนลวดเย็บก็กลายเป็น ลูกแม็กซ์ ไปโดยปริยาย
เคสนี้ตรงกับสูตรข้อ 3 แบบเต็ม ๆ คำว่าแม็กซ์พยางค์เดียว สั้นกว่าคำว่าเครื่องเย็บกระดาษหลายเท่า และเมื่อเป็นยี่ห้อที่อยู่บนโต๊ะทำงานคนไทยมานานหลายสิบปี ชื่อก็ติดไปกับอุปกรณ์ชิ้นนั้นจนแยกไม่ออก
ฟิวเจอร์บอร์ด: แบรนด์ไทยที่คนไทยเองยังไม่รู้ว่าเป็นแบรนด์
ถ้าถามว่าฟิวเจอร์บอร์ดคืออะไร คนส่วนใหญ่จะตอบว่าแผ่นพลาสติกที่ใช้ทำป้ายประกาศ หรืองานนำเสนอของนักเรียน แต่น้อยคนจะรู้ว่านี่คือชื่อแบรนด์ และเป็นแบรนด์ไทยแท้ ๆ ของบริษัท อัมพร ดีไซน์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ชื่อจริงของสินค้าคือแผ่นพลาสติกลูกฟูก หรือ PP Board แต่ชื่อนั้นแทบไม่มีใครใช้ ที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์เดียวกันเกิดขึ้นในหลายประเทศ ยุโรปเรียกวัสดุนี้ว่า Correx ออสเตรเลียเรียกว่า Fluteboard ตามชื่อแบรนด์ที่ครองตลาดในประเทศนั้น ๆ
เคสนี้พิสูจน์ว่าการเป็น Generic Name ไม่ได้สงวนไว้สำหรับแบรนด์ระดับโลกที่มีงบมหาศาล แบรนด์ไทยที่ทำให้คนรู้จักวัสดุชนิดหนึ่งผ่านชื่อของตัวเอง และตั้งชื่อที่เรียกง่ายกว่าชื่อสามัญของสินค้า ก็กลายเป็นคำในภาษาไทยได้เหมือนกัน
ตรอกห่านคู่: เมื่อชื่อแบรนด์ไม่ได้กลายเป็นแค่เรียกชื่อสินค้า แต่กลายเป็นชื่อเรียกสถานที่
ทุกเคสที่เล่ามามีจุดร่วมอย่างหนึ่ง คือชื่อแบรนด์เข้าไปแทนที่ ชื่อสินค้า และทั้งหมดใช้เวลาเป็นสิบปี แต่เคสล่าสุดนี้ต่างออกไป เพราะชื่อแบรนด์ไม่ได้กลายเป็นชื่อสินค้า แต่กลายเป็น ชื่อสถานที่ และใช้เวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์
ห่านคู่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่อยู่กับคนไทยมา 73 ปี มีจุดกำเนิดอยู่ที่ย่านทรงวาด ย่านเก่าที่คนรุ่นใหม่กำลังกลับมาเดินเล่นและตามหามุมเท่ ๆ กันอีกครั้ง ในทรงวาดมีตรอกเล็ก ๆ ที่ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แบรนด์เลยเปลี่ยนตรอกนี้ให้กลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง ทั้งภาพห่านยักษ์บนผนัง โปสเตอร์ ของเก่าจากคลังของแบรนด์ และกิจกรรมสกรีนเสื้อยืดสนุก ๆ
จุดที่ต่างจากงาน Pop-up ทั่วไปคือ แบรนด์ไม่ได้ตั้งชื่อให้สถานที่นี้เลย ไม่มีป้ายชื่อ และไม่พูดถึงชื่อใด ๆ ในคอนเทนต์ของตัวเอง สิ่งที่คนเห็นมีแค่ห่านคู่ตัวใหญ่บนผนัง กับเรื่องราวของแบรนด์ที่เต็มไปทั้งตรอก
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็เหมือนกับตอนที่คนไทยเริ่มเรียกผงซักฟอกว่าแฟ้บ คนที่มาเยือนต้องหาคำมาเรียกสถานที่นี้เวลาจะเช็กอิน เขียนแคปชัน หรือบอกเพื่อนว่าอยู่ตรงไหน และคำที่ง่ายที่สุดก็คือสิ่งที่พวกเขาเห็นตรงหน้า ภายในไม่กี่สัปดาห์ ทั้ง Gen Z ที่มาถ่ายรูปและคนในชุมชนทรงวาดเองก็เรียกที่นี่ตรงกันว่า “ตรอกห่านคู่” จากคำที่ใช้ในแคปชัน กลายเป็นชื่อที่ใช้บอกทาง จากชื่อที่ใช้บอกทาง กลายเป็นจุดนัดพบ ทุกวันนี้คนนัดกันว่าเจอกันที่ตรอกห่านคู่ ก่อนจะเดินเล่นชมย่านทรงวาดต่อไป
ถ้าเทียบกับสูตร 4 ข้อ ตรอกห่านคู่ทำครบเกือบทุกข้อ เป็นเจ้าแรกที่ทำให้ตรอกนี้มีตัวตน สอนพฤติกรรมใหม่คือการเดินเข้าไปถ่ายรูปและนัดเจอ และมีชื่อที่เรียกง่าย เพราะห่านคู่เป็นชื่อที่คนไทยพูดกันมา 73 ปีอยู่แล้ว ข้อเดียวที่ข้ามไปได้คือเรื่องเวลา เพราะแบรนด์ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากชื่อที่อยู่ในภาษาไทยมาก่อนแล้ว
มาม่า แฟ้บ ซันไลต์ ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะกลายเป็นคำ ตรอกห่านคู่ใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ เพราะแบรนด์ไม่ได้พยายามตั้งชื่อ แต่สร้างเงื่อนไขให้คนอยากตั้งชื่อให้แทน!
สรุป
ทุกเคสที่เล่ามา ไม่ว่าจะเป็นคำเรียกสินค้าหรือชื่อของตรอก มีบทเรียนเดียวกัน นั่นคือ Cultural Relevance เป็นสิ่งที่แบรนด์ผลิตเองไม่ได้ และซื้อไม่ได้ แบรนด์ทำได้แค่สร้างของที่มีคุณค่าจริง อยู่ในชีวิตคนจริง แล้วรอให้ผู้บริโภคเป็นคนมอบให้ ไม่ว่าจะมอบมาในรูปแบบของคำเรียกสินค้า หรือชื่อของตรอกเล็ก ๆ ในทรงวาด
ครั้งหน้าที่เราสั่งมาม่า หยิบแฟ้บ ล้างจานด้วยซันไลต์ หรือนัดเพื่อนที่ตรอกห่านคู่ ลองคิดตามว่าเรากำลังใช้ภาษาที่แบรนด์ไม่ได้เขียนเอง แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเขียนให้อย่างธรรมชาตินะครับ
FAQ
Q: อยากให้แบรนด์กลายเป็น Generic Name ต้องทำอย่างไร?
ไม่มีสูตรตายตัว แต่เคสส่วนใหญ่มี 4 อย่างร่วมกัน คือเป็นเจ้าแรกที่ทำให้คนได้ใช้จริง สอนพฤติกรรมใหม่ไปพร้อมกับการขาย ชื่อสั้นออกเสียงง่ายจำง่าย และอยู่ในชีวิตคนนานพอ
Q: เมื่อแบรนด์กลายเป็น Generic Name จะช่วยเรื่องยอดขายหรือไม่?
การได้เป็นแบรนด์แรกที่คนนึกถึง ย่อมเป็นผลดีสำหรับการเลือกซื้อสินค้าอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเป็นแบรนด์ ๆ นั้นเพียงอย่างเดียว อย่างเคสมาม่า ถ้าลูกค้าสั่งป้าร้านตามสั่งว่า ผัดมาม่าหนึ่งที่ แต่ร้านป้ามีแต่ไวไว แม้ป้าใช้ไวไวผัดลูกค้าก็กินได้เพราะมันเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเช่นเดียวกัน หรือเคสของแบรนด์ผ้าอ้อมในไทย แม้คนจะเรียกแพมเพิสแทน แต่แพมเพิส กลับไม่ใช่ยี่ห้อที่ขายดีที่สุดในไทย แค่คนเรียกตามจากรุ่นสู่รุ่นแทนชื่อสามัญ
Q: แบรนด์ที่ไม่ได้อยู่มา 50 ปี ทำแบบตรอกห่านคู่ได้ไหม?
ได้ ถ้ามีเรื่องจริงให้เล่า ตรอกห่านคู่เกิดได้เพราะทรงวาดคือบ้านเกิดจริงของแบรนด์ บวกกับทรงวาดกลายเป็นแหล่ง Hangout ใหม่เลยเกิดเป็นจุดนัดพบที่ชาว Gen Z ใช้เรียกกันขึ้นมาเอง แบรนด์ใหม่ก็มีเรื่องจริงของตัวเองได้ เพียงแต่ต้องหาให้เจอ แล้วสร้างประสบการณ์ที่คนอยากมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่โฆษณา