Blog

ChatGPT Ads ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด กับ 4 ฟีเจอร์ที่คนทำ Digital Marketing ควรรู้

• 21 ตุลาคม 2026

ChatGPT Ads ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด กับ 4 ฟีเจอร์ที่คนทำ Digital Marketing ควรรู้

Share on

Share on

ถ้าพูดถึงแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ที่คนทำ Digital Marketing ในประเทศไทยคุ้นเคยกันดี ผมคิดว่าชื่อที่เรานึกถึงก็คงหนีไม่พ้น Google Ads, Meta Ads หรือ TikTok Ads ครับ แต่ในปี 2026 เรากำลังมีอีกหนึ่งแพลตฟอร์มโฆษณาน้องใหม่ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และน่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่คนทำ Digital Marketing ควรเริ่มทำความรู้จักกันไว้ นั่นก็คือ ChatGPT Ads

เหตุผลหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องของฐานผู้ใช้งานครับ OpenAI ระบุว่า ปัจจุบัน ChatGPT มีผู้ใช้งานทั่วโลกในระดับ หลายร้อยล้านคน และสิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงแค่มีคนใช้เยอะเท่านั้น แต่คือ คนกำลังใช้ ChatGPT ทำอะไร

เพราะ ChatGPT ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับเสพ Content แบบ Social Media และไม่ได้ถูกใช้งานเฉพาะตอนที่เราต้องการ Search หาข้อมูลเหมือน Search Engine เท่านั้น คนใช้ ChatGPT ตั้งแต่การเรียน การทำงาน การหาข้อมูล การวางแผน ไปจนถึงการช่วยประกอบการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน

นั่นหมายความว่า ในหลาย ๆ ครั้ง แบรนด์อาจมีโอกาสเข้าไปพบกับผู้บริโภคในขณะที่เขากำลัง ค้นหา สำรวจ เปรียบเทียบ หรือพยายามตัดสินใจบางอย่างอยู่พอดี ตรงนี้เองครับที่ผมคิดว่าทำให้ ChatGPT Ads มีความน่าสนใจในมุมของการตลาด และปัจจุบันประเทศไทยก็อยู่ในรายชื่อประเทศที่สามารถใช้งาน Ads Manager แบบ Self-service ได้แล้ว ทำให้ธุรกิจไทยสามารถเริ่มสร้างและบริหารแคมเปญ ChatGPT Ads ได้ด้วยตัวเองครับ

แต่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจ ChatGPT Ads มากขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้จะเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาน้องใหม่ และปัจจุบันยังอยู่ในช่วง Beta แต่ถ้าลองเปิด Ads Manager เข้าไปดูจริง ๆ จะพบว่าเครื่องมือสำหรับคนทำโฆษณามีความสามารถหลายอย่างที่เราคุ้นเคยจากแพลตฟอร์มโฆษณารายใหญ่อยู่แล้ว

บทความนี้ผมเลยอยากชวนมารู้จักกับ 4 ฟีเจอร์ของ ChatGPT Ads ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และทำให้แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีดีแค่การเป็นพื้นที่โฆษณาใหม่เท่านั้นครับ

1. วัด Conversion ได้ด้วย Pixel และ Conversions API

เรื่องแรกที่ผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ก็คือ Measurement เพราะสุดท้ายแล้ว การทำโฆษณาไม่ได้จบแค่คำถามว่า “มีคนเห็นโฆษณาเรากี่คน” หรือ “มีคนคลิกโฆษณากี่ครั้ง” แต่สิ่งที่ธุรกิจอยากรู้ต่อก็คือแล้วหลังจากคลิกไป… คนซื้อสินค้าหรือเปล่า? สมัครสมาชิกไหม? ส่ง Lead เข้ามาหรือไม่? หรือเกิด Action ที่มีคุณค่ากับธุรกิจของเราหรือเปล่า?

ChatGPT Ads ก็มีฟีเจอร์ Conversion Tracking ให้เราสร้างได้เองครับ โดยปัจจุบันสามารถส่ง Conversion Event กลับเข้าสู่ระบบได้ผ่าน 2 วิธีหลัก คือ JavaScript Pixel และ Conversions API ถ้าคุณเคยทำ Meta Ads มาก่อน วิธีคิดนี้ก็น่าจะคุ้นเคยกันดี

Pixel เป็นการเก็บ Event ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ผ่าน Browser เช่น ลูกค้าเข้าชมหน้าเว็บ สมัคร หรือซื้อสินค้า ขณะที่ Conversions API เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งข้อมูล Conversion จาก Server ของธุรกิจกลับไปยังระบบ และเรายังสามารถใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันได้ด้วย สิ่งนี้สำคัญเพราะทำให้คนทำโฆษณาสามารถมองผลลัพธ์ได้ลึกกว่า Impression และ Click

สมมุติว่า Campaign A ได้ 1,000 Clicks ส่วน Campaign B ได้เพียง 700 Clicks 

ถ้าเราดูแค่ Click เราอาจรีบสรุปว่า Campaign A ดีกว่า แต่ถ้าพบว่า Campaign A สร้าง Purchase ได้ 20 ครั้ง ขณะที่ Campaign B สร้าง Purchase ได้ 50 ครั้ง ภาพก็เปลี่ยนทันทีครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Conversion Tracking จึงเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของ Performance Marketing เพราะมันทำให้เราเริ่มตอบคำถามได้ว่า งบประมาณโฆษณาที่ใช้ไปนั้นกำลังสร้าง “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” อะไรกลับมาบ้าง

2. ทำ Conversion Ads ได้ ครบตั้งแต่ Awareness จนถึง Conversion

เมื่อวัด Conversion ได้ เรื่องน่าคิดต่อมาก็คือ แล้วระบบสามารถ Optimize โฆษณาเพื่อหา Conversion ให้เราได้ไหม

คำตอบคือ ได้ครับ ปัจจุบัน ChatGPT Ads มี Campaign Objective หลักให้เลือก 3 รูปแบบ คือ Views, Clicks และ Conversions

ถ้ามองในมุม Marketing Funnel ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะ Views สามารถนำมาใช้กับเป้าหมายที่เน้น Visibility หรือการทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นแบรนด์ ส่วน Clicks นั้นก็เหมาะกับการพาคนที่สนใจออกไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมบนเว็บไซต์หรือ Product Page ขณะที่ Conversions สามารถใช้เมื่อเราต้องการให้ระบบ Optimize การนำส่งไปยัง Action ที่มีความสำคัญกับธุรกิจมากขึ้น เช่น Purchase, Sign-up หรือ Lead Submission

พูดง่าย ๆ ก็คือ ChatGPT Ads ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับซื้อ Media เพื่อสร้าง Awareness เท่านั้น แต่สามารถนำมาออกแบบแคมเปญให้ครอบคลุม Customer Journey ตั้งแต่ TOFU MOFU BOFU ได้ ยกตัวอย่างเช่น

  • ช่วง TOFU (Top of Funnel) เราอาจใช้ Views เพื่อสร้าง Visibility ให้กับสินค้าหรือแบรนด์
  • ช่วง MOFU (Middle of Funnel) อาจใช้ Clicks เพื่อพาคนที่สนใจไปยังเว็บไซต์ เพื่อศึกษารายละเอียดหรือเปรียบเทียบสินค้าเพิ่มเติม
  • และช่วง BOFU (Bottom of Funnel) ก็สามารถใช้ Conversions เพื่อให้ระบบ Optimize ไปยัง Event ที่เราต้องการ เช่น Lead หรือ Purchase

แน่นอนครับว่า Funnel จริงของผู้บริโภคไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงแบบนี้เสมอ และไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องสร้างสาม Campaign ตามสาม Stage ทุกครั้ง แต่สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือ Objective ของ ChatGPT Ads รองรับเป้าหมายทางการตลาดได้มากกว่าแค่การสร้าง Exposure หรือ Traffic แล้ว

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น Conversion Objective ยังสามารถเลือก Optimization และ Billing ที่สัมพันธ์กับ Click หรือ Impression ได้ ทำให้ระบบสามารถนำ Conversion Signal มาใช้เพื่อช่วย Optimize การนำส่งโฆษณาได้ด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับ Conversion-optimized Campaign สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Conversion-optimized Campaigns ของ OpenAI ครับ

3. สร้าง Custom Audience จากข้อมูล Lead และลูกค้าได้

Feature ที่สามเป็นอีกเรื่องที่ผมคิดว่านักการตลาดน่าจะชอบครับ นั่นคือ Custom Audience ถ้าธุรกิจของคุณมี First-party Data อยู่แล้ว เช่น รายชื่อ Lead รายชื่อลูกค้า สมาชิก หรือคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับธุรกิจ เราสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาสร้าง Custom Audience ใน ChatGPT Ads ได้

ปัจจุบันระบบรองรับ Identifier หลายประเภท เช่น Email Address, Phone Number, Google Advertising ID (GAID) และสิ่งที่น่าสนใจคือ Custom Audience สามารถใช้ได้ทั้งในลักษณะ Include และ Exclude ลองดูตัวอย่างครับ

สมมุติผมมีรายชื่อ Lead จำนวนหนึ่งที่เคยลงทะเบียนสนใจรถยนต์รุ่นหนึ่งไว้ แต่ยังไม่ได้ซื้อ ผมสามารถสร้าง Custom Audience จากรายชื่อเหล่านั้น แล้วใช้ Include Audience เพื่อจำกัดการนำส่ง Campaign ให้กับกลุ่มที่ Match กับ Audience ที่กำหนดได้

ในทางกลับกัน สมมุติผมกำลังทำ Campaign หาลูกค้าใหม่ และมีรายชื่อลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปแล้ว ผมก็สามารถใช้ Exclude Audience เพื่อตัดลูกค้ากลุ่มดังกล่าวออกจาก Campaign ได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ Custom Audience มีประโยชน์มากกว่าการยิงโฆษณาหาคนที่เรารู้จักอย่างเดียวครับ เพราะบางครั้งคนที่เราไม่ต้องการยิงหาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

และยังมีลูกเล่นอีกอย่างที่น่าสนใจคือ เราสามารถใช้ Custom Audience เพื่อทำ Audience Bid Adjustment ในระดับ Ad Group ได้ด้วย เช่น ถ้าเป็นกลุ่ม High-value Customer หรือ Qualified Lead ที่เรามองว่ามีมูลค่าสูงกว่า เราสามารถกำหนด Bid Multiplier ให้ระบบ Bid แตกต่างจาก Audience ทั่วไปได้

ตรงนี้ทำให้ ChatGPT Ads เริ่มขยับจากการ Targeting แบบกว้าง ๆ ไปสู่การนำ First-party Data ของธุรกิจมาใช้วางกลยุทธ์ Media ได้มากขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม มีรายละเอียดเรื่อง Minimum Audience Size สำหรับการ Include และ Bid Adjustment ด้วย ดังนั้นก่อนนำไปใช้จริงควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดของระบบอีกครั้งครับ

4. สร้างโฆษณาจาก Product Feed ได้

Feature สุดท้ายเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก โดยเฉพาะธุรกิจ Retail หรือ E-commerce ที่มีสินค้าจำนวนมาก นั่นคือ Product Feed

สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าไม่กี่ชิ้น Feature นี้อาจไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำงานมากนัก แต่ลองนึกถึง E-commerce ที่มีสินค้า 500, 5,000 หรือ 50,000 รายการครับ การสร้าง Ad ทีละชิ้นแทบเป็นไปไม่ได้ Product Feed จึงช่วยเปลี่ยนจาก “เราจะสร้างโฆษณาสินค้าอะไรดี” ไปเป็น “เราจะเตรียมข้อมูลสินค้าอย่างไรให้ระบบสามารถเลือกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแต่ละ Context ได้ดีขึ้น” ผมคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยน Mindset ที่น่าสนใจสำหรับคนทำโฆษณาครับ

ถ้าคุณเคยทำ Google Shopping Ads หรือ Catalog Ads บนแพลตฟอร์มอื่น แนวคิดนี้ก็น่าจะคุ้นเคยครับ แทนที่เราจะต้องสร้าง Ad ทีละสินค้า เราสามารถนำข้อมูล Product Catalog ของเราเข้าไปใน Ads Manager ผ่าน Product Feed แล้วให้ระบบนำข้อมูลสินค้าเหล่านั้นมาใช้สร้าง Product Ads ได้

ข้อมูลใน Feed สามารถประกอบไปด้วยรายละเอียดของสินค้า เช่น ชื่อสินค้า รูปสินค้า ราคา ราคาพิเศษ ฯลฯ จากนั้น ChatGPT Ads สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้แสดงสินค้าในรูปแบบที่เหมาะกับ Product Advertising ได้

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ ธรรมชาติของการใช้ ChatGPT ลองนึกถึงคนที่กำลังถามว่า

“ช่วยแนะนำรองเท้าวิ่งสำหรับมือใหม่ งบไม่เกิน 4,000 บาทหน่อย” หรือ “อยากได้กระเป๋าเดินทางขนาดประมาณ 24 นิ้ว สำหรับไปญี่ปุ่นหนึ่งอาทิตย์ มีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง”

ในสถานการณ์แบบนี้ Product Feed ทำให้ระบบมีข้อมูลสินค้าหลายรายการให้เลือกใช้ แทนที่ Advertiser จะต้องพยายามสร้าง Creative หนึ่งชิ้นเพื่อพูดกับทุก Context จุดแข็งของ Product Feed จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง สร้าง Ads ได้เยอะขึ้น แต่คือการเพิ่ม Creative Coverage ให้ระบบมีโอกาสเลือกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้นด้วย

OpenAI ระบุด้วยว่า Product Ads สามารถแสดงองค์ประกอบอย่างรูปสินค้า ชื่อสินค้า Rating ราคา ราคาพิเศษ และ Brand ได้ และจากข้อมูลของ OpenAI เอง Feed-based Ads เป็นหนึ่งในกลุ่มโฆษณาที่ทำ Performance ได้ดีที่สุดในการทดสอบของแพลตฟอร์มจนถึงปัจจุบัน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Create Campaigns from Product Feeds ของ OpenAI ครับ

💡 คลาสที่แนะนำ: ChatGPT Ads Masterclass

คลาสสอนสด ChatGPT Ads Masterclass เจาะลึกกลยุทธ์การสร้าง Advertising Strategy ที่เหนือกว่า พาคุณไปทำความเข้าใจบริบทใหม่ของการโฆษณาในยุค AI

สิ่งที่จะได้เรียนตลอด 1 วันเต็ม
• เข้าใจความต่างระหว่าง ChatGPT Ads, Search Ads และ Social Ads พร้อมหาโอกาสโฆษณาจากบทสนทนาและเจตนาของลูกค้า
• เรียนรู้วิธีเปลี่ยนเป้าหมายธุรกิจให้เป็นแคมเปญ
• ฝึกออกแบบ Context Hints ให้ตรงกับสินค้าและเจตนาของผู้บริโภค
• ออกแบบ Ad Copy, Creative และ Landing Page ให้สัมพันธ์กับบริบท
• ใช้ Custom Audience, OpenAI Pixel และ Conversion Events เพื่อวัดผล
• อ่าน Metrics วิเคราะห์ผลลัพธ์ และนำข้อมูลไปปรับปรุงแคมเปญ

ChatGPT Ads Masterclass

จากแพลตฟอร์มน้องใหม่ สู่เครื่องมือที่เริ่มทำ Full-funnel Marketing ได้

เมื่อเอาทั้ง 4 Features มาวางต่อกัน ผมคิดว่าเราจะเริ่มเห็นภาพของ ChatGPT Ads ชัดขึ้นครับ

Conversion Tracking ทำให้เรารู้ว่าโฆษณาสร้างผลลัพธ์อะไร

Conversion Objective ทำให้ระบบสามารถ Optimize ไปยังผลลัพธ์ที่เราต้องการ

Custom Audience ทำให้เราสามารถนำ First-party Data มาใช้กำหนดว่าใครควรหรือไม่ควรเห็น Campaign

และ Product Feed ช่วยให้ธุรกิจที่มีสินค้าจำนวนมากสามารถสร้างโฆษณาได้ใน Scale ที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มโอกาสในการนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้ใช้

เมื่อรวมกับ Views และ Clicks ที่มีอยู่แล้ว ผมจึงคิดว่า ChatGPT Ads เริ่มมีองค์ประกอบที่ทำให้เราสามารถมองแพลตฟอร์มนี้ในลักษณะ Full-funnel Advertising Platform ได้มากขึ้น

แน่นอนครับว่า ผมคงไม่สรุปว่า ChatGPT Ads จะเข้ามาแทน Google Ads, Meta Ads หรือแพลตฟอร์มที่เราใช้งานกันอยู่ เพราะแพลตฟอร์มแต่ละอันก็มีเอกลักษณ์และแนวทางการใช้งานที่แตกต่างกันไป และคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Performance จะดีกว่าหรือแย่กว่าแพลตฟอร์มเหล่านั้น เพราะ ChatGPT Ads ยังอยู่ในช่วง Beta และ OpenAI เองก็ระบุว่ายังไม่มี Performance Benchmark เทียบกับผู้ลงโฆษณาอื่น ๆ หรือค่ากลางที่เอาไว้เทียบในแต่ละ Industry

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าคำถามว่า “ChatGPT Ads จะมาแทนแพลตฟอร์มเดิมหรือเปล่า” คือคำถามว่า “ChatGPT Ads จะเข้ามามีบทบาทตรงไหนใน Media Mix ของเรา” เพราะสิ่งที่ ChatGPT มีแตกต่างจากหลายแพลตฟอร์ม คือ Context ของบทสนทนา ครับ

ผู้ใช้อาจกำลังถาม กำลังค้นหา กำลังเรียนรู้ กำลังเปรียบเทียบ หรือกำลังพยายามตัดสินใจบางอย่างอยู่ ถ้าเราสามารถนำความสามารถของฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่พูดมาทั้งหมดไปใช้ร่วมกับ Context เหล่านั้นได้ดี ผมคิดว่านี่ต่างหากครับ คือสิ่งที่ทำให้ ChatGPT Ads เป็นแพลตฟอร์มที่คนทำ Digital Marketing ควรเริ่มจับตามองตั้งแต่วันนี้

สรุป

แม้ ChatGPT Ads จะเป็นแพลตฟอร์มโฆษณาน้องใหม่ และยังอยู่ในช่วง Beta แต่เครื่องมือหลายอย่างเริ่มมีความสามารถใกล้เคียงกับสิ่งที่คนทำ Performance Marketing คุ้นเคยจากแพลตฟอร์มโฆษณารายอื่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น

  • การวัด Conversion ผ่าน Pixel และ Conversions API
  • การทำ Conversion-optimized Campaign
  • การสร้าง Custom Audience จาก First-party Data
  • การสร้าง Product Ads จาก Product Feed

สิ่งเหล่านี้ทำให้ ChatGPT Ads ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ใหม่สำหรับวางโฆษณา แต่กำลังพัฒนาเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้นักการตลาดสามารถนำไปออกแบบ Strategy ตั้งแต่ Awareness จนถึง Conversion ได้จริงครับ

ตาคุณแล้ว

ถ้าวันนี้คุณเปิดบัญชี ChatGPT Ads ผ่าน ads.openai.com เรียบร้อยแล้ว ผมอยากให้ลองเปิด Ads Manager ขึ้นมาสำรวจดูครับ ลองคลิกเข้าไปตามเมนูต่าง ๆ ดูว่ามีฟีเจอร์อะไรให้เราใช้งานบ้าง แต่ไม่ใช่เพียงเพื่อเรียนรู้ว่าแต่ละปุ่มกดอย่างไรหรือแต่ละฟีเจอร์ใช้ทำอะไรเท่านั้น ผมอยากให้ลองคิดต่อด้วยว่า ความสามารถเหล่านั้นสามารถเข้ามาช่วยการทำ Digital Marketing ของเราได้อย่างไร มีอะไรที่สามารถนำไปต่อยอดกับสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว และที่สำคัญคือ วันนี้เรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนที่จะนำฟีเจอร์เหล่านั้นมาใช้งานจริง

เพราะเมื่อแพลตฟอร์มมีเครื่องมือให้เรามากขึ้น ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเริ่มยิง ChatGPT Ads ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครเข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านี้ทำอะไรได้ และนำมันมาวางเป็น Marketing Strategy ที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเองได้ก่อนกัน ซึ่งผมคิดว่านี่น่าจะเป็นโจทย์ที่น่าสนใจกว่าสำหรับคนทำ Digital Marketing อย่างพวกเราครับ

Share on

Pong Siripong

Writer

Pong Siripong

วิทยากรด้าน Facebook Marketing ของ Content Shifu มีประสบการณ์บรรยายและให้คำปรึกษาแก่องค์กรชั้นนำมาแล้วหลากหลายอุตสาหกรรม

More From Me