ก่อนหน้านี้ ถ้ามีคนเข้ามาในเว็บไซต์ของเราจากต้นทางที่เป็น AI อย่าง ChatGPT, Gemini, Claude, Copilot หรือ Perplexity เรามักจะ Track จำนวนได้ค่อนข้างยาก Traffic เหล่านี้มักถูก Google Analytics จัดเก็บปนไปกับช่อง Direct หรือ Referral ทำให้เราแยกไม่ออกว่าตัวเลขที่มาจาก AI จริง ๆ มันเท่าไหร่กันแน่ ต้องไปตั้งค่า Custom Regex ใน Referral เอง หรือไม่ก็เดาสุ่ม ๆ ไปเองว่าน่าจะมีผู้ใช้ AI เข้ามาอ่านเว็บเราบ้างแล้ว
แต่ตอนนี้ ไม่ต้องเดาแล้วค่ะ เพราะตอนที่ชมานั่งทำ Report ของ Content Shifu ก็พบว่าตัว Google Analytics (GA4) เขาได้อัปเดตตัววัดผล (Dimension) ใหม่ที่ชื่อว่า “AI Assistant“ ภายใต้ Session Default Channel Group มาให้พวกเราสามารถเช็กและแยก Traffic ที่มาจาก AI Tools ต่างๆ ได้ง่าย ๆ แล้ว ! ที่สำคัญ ฟรี ไม่ต้องติดปลั๊กอินหรือตั้งค่าอะไรใหม่ให้ยุ่งยากค่ะ แค่ฟิลเตอร์ข้อมูลก็ดูตัวเลขได้เลย
📌 Key Points
- Google Analytics เปิดตัวตัววัดใหม่ “AI Assistant” ภายใต้ Session default channel group ดึงข้อมูลทราฟฟิกจาก AI ได้ทันทีโดยไม่ต้องติดปลั๊กอินหรือตั้งค่าเพิ่ม
- 3 ขั้นตอนเช็ก AI Traffic ที่เข้ามาในเว็บไซต์เรา เริ่มด้วยเข้า GA4 > Reports > Acquisition > Traffic acquisition แล้วเลือก Primary Dimension เป็น Session default channel group จากนั้นมองหาแถว “AI Assistant” (หากไม่พบ แปลว่ายังไม่มีAI Traffic เข้ามา หรือระบบกำลังทยอยอัปเดต)
- ถ้าอยากดู AI Traffic แยกราย AI Platform ให้เพิ่ม Secondary Dimension เป็น Session source / medium เพื่อดูว่า Traffic มาจากเครื่องมือไหน เช่น chatgpt.com, gemini.google.com, claude.ai, perplexity.ai เพื่อนำไปวางกลยุทธ์ทำ GEO ต่อ
- ถ้าอยากเช็กหน้าเว็บที่ติดในคำตอบของ AI ให้เปลี่ยน Secondary Dimension เป็น Landing page + query string เพื่อดูว่าบทความหรือหน้าเว็บไหนถูก AI ดึงไปอ้างอิงและส่งคนเข้ามาอ่านบ้าง
ยาวไป อยากเลือกอ่าน?
วิธีเช็กจำนวนคนเข้าเว็บจาก AI บน GA4 (เว็บเรามีคนเข้ามาจากช่องทาง AI เท่าไหร่?)
- เข้าสู่ระบบและไปที่รายงาน Traffic Acquisition
เข้าใช้งาน GA4 แล้วไปที่เมนูด้านซ้าย เลือก Reports > Acquisition > Traffic acquisition
(อย่าลืมเลือกช่วงเวลา ที่ต้องการติดตามผลที่มุมขวาบนของหน้าจอนะ) - ตั้งค่า Primary Dimension เป็น Session default channel group
ที่หัวตารางรายงาน ให้เปลี่ยน Primary Dimension ให้เป็น Session default channel group (โดยปกติระบบจะเลือกตัวนี้เป็นค่าเริ่มต้นให้อยู่แล้ว) - มองหาแถว “AI Assistant”
ในตารางแสดงผล เลื่อนดูช่องรายการ Channel จะพบแถวใหม่ที่ชื่อว่า “AI Assistant” ซึ่ง GA4 จะรวบรวมตัวเลขทราฟฟิก ที่มาจาก AI Assistant อย่าง ChatGPT, Gemini, Claude, Copilot หรือ Perplexity ไว้ทั้งหมดที่นี่
ถ้าใครลองทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้วยังไม่พบแถว AI Assistant ในตาราง หมายความว่าในช่วงเวลาที่เราเลือก เว็บไซต์เราอาจจะยังไม่มี Traffic ที่มาจาก AI หรือไม่ก็ระบบ GA4 กำลังทยอยอัปเดตค่ะ
ดูยังไงว่า Traffic ที่ได้มาจาก AI ตัวไหนบ้าง?
ถ้าเห็นตัวเลข Traffic แล้วอยากรู้ว่าในบรรดาคนเข้าเว็บจาก AI ทั้งหมด แยกเป็น ChatGPT, Claude, Copilot, Gemini หรือ Perplexity เท่าไหร่บ้าง สามารถเช็กต่อได้ง่าย ๆ ได้ด้วยวิธีนี้ค่ะ
- คลิกเครื่องหมาย + ที่อยู่ข้างหัวตาราง Primary Dimension เพื่อเพิ่ม Secondary Dimension
- พิมพ์ค้นหาและเลือก “Session source / medium” แล้วจะเห็นจำนวน Traffic แยกตาม AI แต่ละตัว
- chatgpt.com / ai-assistant – ทราฟฟิกจาก ChatGPT / OpenAI
- gemini.google.com / ai-assistant – ทราฟฟิกจาก Google Gemini & AI Overview
- claude.ai / ai-assistant – ทราฟฟิกจาก Anthropic Claude
- copilot.microsoft.com / ai-assistant – ทราฟฟิกจาก Microsoft Copilot
- perplexity.ai / ai-assistant – ทราฟฟิกจาก Perplexity AI
ตัวเลขตรงนี้ทำให้เห็นชัดว่า AI แพลตฟอร์มไหนแนะนำเว็บไซต์เราบ่อยที่สุด และควรโฟกัสทำ GEO ให้กับแพลตฟอร์มไหนเป็นพิเศษค่ะ
วิธีเช็กว่าหน้าไหนติดในคำตอบของ AI แล้วบ้าง (AI พาคนมาลงที่หน้าไหนบนเว็บเราบ้าง?)
ถ้าอยากรู้ว่าเนื้อหาหรือบทความหน้าไหนของเราบ้างที่ติดในคำตอบของ AI และเริ่มพาคนเข้ามาในเว็บไซต์ สามารถเช็กได้ด้วยวิธีนี้ค่ะ
จากเดิมที่เราเลือก Secondary Dimension เป็น “Session source / medium” เพื่อดูจำนวน Traffic จาก AI แต่ละตัว ให้เปลี่ยนเป็น “Landing page + query string” ค่ะ
GA4 ก็จะแสดงรายการ URL หน้า Landing Page ที่ผู้ใช้กดลิงก์จากคำตอบของ AI เข้ามา ทำให้เรารู้ว่า คอนเทนต์ชิ้นไหนที่เริ่มมีพลังในการทำ GEO (Generative Engine Optimization) และชนะใจ AI ในการดึงข้อมูลไปตอบคำถามค่ะ
สรุป
การที่ Google อัปเดตช่องทาง AI Assistant เข้ามาใน GA4 สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้คนกำลังเปลี่ยนจาก Traditional Search ไปสู่ AI-Driven Search แล้ว การหมั่นเช็ก AI Search Traffic จะช่วยให้เราปรับกลยุทธ์การทำคอนเทนต์ให้พร้อมรับกับการค้นหายุคใหม่ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
FAQ
Q1: ถ้าเช็กแล้วพบว่า AI Traffic ยังน้อยหรือเป็น 0 ต้องเริ่มแก้ไขจากตรงไหน?
สาเหตุที่ AI (LLMs) ยังไม่ดึงข้อมูลจากเว็บไซต์เราไปใช้ตอบคำถาม อาจเพราะโครงสร้างเนื้อหาอ่านยาก หรือขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องนั้น ๆ ค่ะ
วิธีการที่ทำได้แบบไว ๆ ลองปรับโครงสร้างข้อมูล (Schema Markup) เพื่อให้ AI อ่านและจับใจความได้ง่ายขึ้น
ตอนเขียนบทความหรือเนื้อหาบนหน้า Landing Page ให้เขียนคำตอบหรือเนื้อหาแบบตรงประเด็นเลย ด้วยการสรุปคำตอบสั้น ๆ ชัดเจนไว้ช่วงต้นบทความเพื่อให้ AI ดึงข้อความส่วนนี้ไปแสดงอ้างอิงได้ทันที
แล้วอย่าลืมเพิ่มความน่าเชื่อถือ (EEAT) ด้วยการใส่ข้อมูลผู้เขียน อ้างอิงแหล่งที่มา และมีเคสศึกษาจริงในเนื้อหาด้วยค่ะ
Q2: จะทำอย่างไรให้หน้าเว็บที่ยังไม่ติด AI Traffic เริ่มถูกอ้างอิงจาก AI Assistant?
AI มักเลือกอ้างอิงเว็บที่ตอบคำถามได้อย่างครอบคลุมและอัปเดตข้อมูลล่าสุด แนะนำว่าลองศึกษาวิธีการทำ Generative Engine Optimization (GEO) โดยเช็กคำถามที่คนนิยมถาม AI ในธุรกิจของเรา แล้วปรับบทความเดิมให้ตอบคำถามเหล่านั้นได้ลึกซึ้งกว่าเดิม
ตอนเขียนให้จัด Format เป็นตารางและรายการ (Tables & Lists) มากขึ้น เพราะ AI ชอบดึงข้อมูลที่เป็นระเบียบ เช่น สรุปข้อดี-ข้อเสีย หรือตารางเปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ นี้ไปใช้
ข้อมูลไหนที่อัปเดตได้ให้อัปเดตเป็นปัจจุบัน อย่างน้อยก็ทำเป็นประจำทุก 3-6 เดือนค่ะ