Blog

AI ในวงการบันเทิงจีน (Case Study จาก iQIYI)

• 18 กรกฎาคม 2025

สรุปจากงาน iQIYI World Conference 2025 บทบาทของ AI ในวงการบันเทิงจีนในงานเขียนบท, การผลิต, และการโปรโมตที่ iQIYI แล้วคนทำงานสร้างสรรค์จะอยู่ตรงไหนใน Process นี้

Share on

Share on

จากปรากฏการณ์ความนิยมของซีรีส์สงครามส่งด่วน ที่สะท้อนให้เห็น พลังสร้างสรรค์ของทีมผู้สร้าง ที่มีเรื่องราวทัชใจผู้คน จนมาถึงคำถามแห่งยุคสมัยที่ว่า นี่คือพลังความคิดสร้างสรรค์ที่ AI ยังไปไม่ถึงหรือไม่?

ถ้าหากว่าในการพัฒนา ซีรีส์ หรือ หนังสักเรื่องสามารถใช้ AI ได้ตั้งแต่บท, โครงสร้าง, จุดขาย ไปจนถึงการทำโปรโมต และหารายได้เพิ่มโดยไม่ต้องใช้คนเลยจะเป็นอย่างไร?

คำถามนี้ไม่ใช่แค่สมมติครับ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วที่จีน

เมื่อ AI กลายเป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และคนทำโปรโมต ที่ iQIYI

ในงาน iQIYI World Conference 2025 ที่ปักกิ่ง ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญเข้าไปฟังวิสัยทัศน์ และโปรเจกต์ปีนี้ ในฐานะ Partner และหนึ่งใน Highlight สำคัญ คือมีการเปิดเผยชุดเทคโนโลยี AI ที่น่าสนใจที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

AI กับการสร้างภาพยนตร์

เราอาจเคยเห็นตัวอย่างกันมาบ้างในการใช้ AI เขียนบท แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ใช่ Scale การทำงานระดับหนัง หรือซีรีส์ขนาดยาว แต่ AI ของ iQIYI ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมผู้สร้างใน 2 ส่วนหลัก คือ AI Script Evaluation Report ที่ช่วยวิเคราะห์บท

และ AI Script Workshop ที่สร้างสคริปต์แบบครบวงจร

สรุปจากงาน iQIYI World Conference 2025 บทบาทของ AI ในวงการบันเทิงจีนในงานเขียนบท, การผลิต, และการโปรโมตที่ iQIYI แล้วคนทำงานสร้างสรรค์จะอยู่ตรงไหนใน Process นี้
เปรียบเทียบโครงสร้าง Micro Series กับ Long-Form Drama
สรุปจากงาน iQIYI World Conference 2025 บทบาทของ AI ในวงการบันเทิงจีนในงานเขียนบท, การผลิต, และการโปรโมตที่ iQIYI แล้วคนทำงานสร้างสรรค์จะอยู่ตรงไหนใน Process นี้
การใช้ AI ดึงจุดสำคัญของบทมาเพื่อวิเคราะห์ในด้านต่าง ๆ

โดย Case Study คือซีรีส์ย้อนยุค ที่มีเบื้องหลังคือการใช้ Big Data ของ Platform วิเคราะห์บทความยาวกว่า 600,000 คำ พร้อมแยกออกมาเป็น:

  1. 主题 – หัวข้อหลัก
  2. 卖点 – จุดขาย
  3. 题材与受众 – แนวเรื่องและกลุ่มเป้าหมาย
  4. 人物 – ตัวละคร
  5. 叙事结构 – โครงเรื่อง
  6. 情节 – พล็อต
  7. 节奏 – จังหวะในการเล่าเรื่อง

จากนั้น AI จะนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมกับฐานข้อมูล “บทประพันธ์จีนโบราณ” และ “พฤติกรรมผู้ชม” เพื่อแนะนำผู้สร้างว่า ควรใช้ตัวละครแบบไหน, ยุคสมัยไหนของจีน, ถ่ายทำโลเคชันอย่างไร, และควรแทรกโฆษณาช่วงไหน โดยทุกอย่างวัดผลได้หมดทุกจุด ลดขั้นตอน เวลา และทรัพยากรที่อยู่ในการพัฒนาผลงานได้มหาศาล

AI กับการทำให้คนอยากดูมากขึ้น

ไม่ใช่แค่เลือก Poster, Highlight และ Caption ที่ใช้โปรโมตในแต่ละช่องทางให้แบบอัตโนมัติ และ Personalize แต่ที่มากไปกว่านั้น คือการคิดงาน Promotional Material พร้อมเนื้อหาที่ใช้งานได้จริง

ระบบบริหารทรัพยากรผ่าน AI ทั้ง IP, Content, Artist, Member และ Commercial
ที่จะนำไปต่อยอด Content-Driven Commerce ในอนาคต

ตอนแรกที่ฟังถึง ฟีเจอร์ Tiàokàn (跳看) ที่ผู้ชมสามารถกด “Skip” ไปดูเฉพาะ Highlight เสมือนย่อหนังทั้งเรื่องให้สั้นลงได้ เป็น Cutdown Version แบบที่ผู้สร้างกำหนดแล้ว ว่าไม่ควรพลาดจุดไหน ผมก็คิดว่ามันจะต่างจากการที่เรากด Skip ใน Timeline ยังไง แต่พอฟังไปแล้วก็เข้าใจวิธีคิดที่ผูกกับ Insight ผู้ชมเบื้องหลังมากขึ้นว่า ไม่ใช่แค่ทำให้คนดูรู้สึกว่า “อยากดูมากขึ้น” โดยใช้เวลาน้อยลง แต่ทั้งหมดส่งผลถึงการ “ทำเงิน” และ “ลดต้นทุน” ไปด้วยในตัว

ลองนึกภาพว่างานจริงจะมีส่วนที่เราเตรียมการถ่ายทำแล้วไม่ได้ใช้ รวมถึงกระบวนการหลังถ่ายทำที่ต้องใช้เวลานานในการเพิ่มหรือลดให้เนื้อหาออกมาพอดี ซึ่งการมี AI เข้ามาช่วยตั้งแต่ Pre-Production และ Production จนถึง Post-Production ทำให้ลดการ Waste Time & Effort แต่ในแง่ของการสร้างรายได้และงานสปอนเซอร์นั้น iQIYI ยังคงรักษาส่วนนี้ไว้ได้ แม้ User จะกด Skip ไปดูแค่ Highlight ก็ตาม (ต้นทุนลด แต่รายได้ไม่ลด)

เปลี่ยน Long Form เป็น Short Form อัตโนมัติ

ในยุคที่ผู้ชมมีพฤติกรรมดูหนังแบบ Skip ระบบ AI ยังสามารถ “ย่อหนัง” ให้กลายเป็น

120 นาที 30 นาที 3 นาที โดยที่ยังไม่หลุดประเด็นสำคัญของเรื่อง

ซึ่งอันนี้ต่างจากเราเลือก Skip เองเยอะมากนะครับ เพราะบางครั้งการที่เรากด Skip เองอาจจะพลาดจุดสำคัญของเรื่อง

แต่เนื่องจากการใช้ AI เชื่อมโยงกับ Data ก็เลยทำให้เกิดการ “ย่อ” ให้คนเวลาน้อยได้ดูในสิ่งที่ต้องดู แบบนี้เอาจริง ๆ ในทาง Commercial ก็คือการไม่ยอมให้พลาดจุดที่ Sponsor อยากให้เราดูด้วยเหมือนกัน 

ผมเคยทำงานโปรดักชันตั้งแต่เขียนบทไปจนถึงตัดต่อ และโปรโมตมาก่อน พอเห็นเหล่านี้แล้วก็รู้เลยว่าวิธีคิดเขาคิดแตกต่างจากการวางแผนการทำงานของสาย Entertainment มาก ๆ เพราะไม่มีการเผื่อการเสียทรัพยากรระหว่างทาง ลดการทำในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลงานน้อยที่สุด อารมณ์ออกแบบไลน์การผลิตโรงงานเลย คำนวณวัตถุดิบ ปรุง ประกอบ แพ็ก ยันส่งถึงมือลูกค้า เป็นแนวคิดที่จับเอาความคิดสร้างสรรค์มาอยู่ในการทำงานวิศวกรรมแบบสุด ๆ

แล้วคนทำงานสร้างสรรค์จะอยู่ตรงไหนใน Process นี้?

คำถามนี้ไม่มีน่าจะมีคำตอบเดียวนะครับ…

เพราะแม้เทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหน “รสชาติของหนัง” และ “อารมณ์ของการเล่า” ยังต้องใช้ “คน” แต่คนแบบเดิมที่ทำแค่ “ตาม Brief” จะถูกแทนได้ง่าย

จุดนี้น่าสนใจนะครับ ถ้าจะมองด้าน Business อย่างเดียว ก็เน้นเรื่องลดขั้นตอน คุมต้นทุน ผลิตออกมาตามสิ่งที่วางแผนไว้ แต่ถ้ามองด้านความคิดสร้างสรรค์ Film Maker ก็ต้องการอิสระที่จะทดลอง ใส่ Intuition ที่เชื่อว่ามันจะแตกต่างและหาไม่เจอจากข้อมูลตรง ๆ

ผมเชื่อว่าในอนาคตทั้ง 2 ด้านก็ยังมีเคสต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนความคิดได้ทั้งนั้น แต่ในมุมคนทำงานล่ะครับ เราจะทำยังไง?

ปัจจุบันแนวคิดคนที่อยู่รอดในจีนยุค AI คือคนที่:

  • เข้าใจ Data
  • รู้จังหวะว่า AI ทำงานได้ตรงไหน
  • และเสริม Insight ที่ “มนุษย์เท่านั้น” จะคิดได้

ความเห็นส่วนตัว ผมไม่คิดว่า AI จะทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ “จะท้าทายให้เราต้องดีกว่าเดิม” เหมือนอุตสาหกรรมอาหารที่มีทั้ง “โรงงาน” และ “เชฟมือทอง” AI อาจจะผลิตเนื้อหาได้จำนวนมาก แต่ “สิ่งที่ทำให้คนอยากดู” ยังอยู่ที่ความเป็นมนุษย์ ก็เหมือนอาหารที่รับการรังสรรค์จากเชฟครับ ทั้งบรรยากาศ ประสบการณ์ที่ได้รับ เราไม่ได้เสพแค่รสชาติปลายทาง แต่เรา appreciate กับความสวยงามของขั้นตอนการทำงานด้วย

เห็นได้จากในโลกออนไลน์นะครับ เวลาที่ซี่รีส์ หรือหนังประสบความสำเร็จ เราก็ได้รับรู้ Side Story ที่งดงามของคนทำงาน ความชื่นชมของผู้ชม หรือแม้แต่ความเห็นต่าง ผมคิดว่าทั้งหมดคือความสวยงามของ Craftsmanship ที่ยังคงเป็นสมบัติของมนุษย์ครับ

กลับมาที่วงการ Entertainment ของจีน เค้าไม่ได้เอา AI มาแค่ “ประหยัดแรง”

แต่เอามาใช้เพื่อ สร้างมูลค่าใหม่ทุกจุดใน Value Chain ตั้งแต่ Idea, บท, โปรโมต, ทำเงิน และสร้างแฟนคลับ

จริง ๆ เรื่องนี้พูดกันมานานแล้ว และหลาย ๆ ละครสั้นก็ใช้ AI กันมาสักพักแล้ว แต่สำหรับหนัง หรือซีรีส์ที่เป็นงานที่ต้องใช้สกิลมนุษย์สูง ๆ เราลองมาดูกันครับ ว่าผลที่ออกมาจะเป็นยังไง… 

สุดท้ายนี้ครับ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม สิ่งที่เราควรถามไม่ใช่AI จะมาแย่งงานไหม

แต่ควรถามว่า เรารู้จัก AI พอจะใช้มันให้เกิดประโยชน์กับตัวเราแล้วหรือยัง?” 

สำหรับตอนหน้าในกระบวนท่า MarTech จีน ผมมี Classic Case Study ของจีนในการเปลี่ยนผ่านให้ร้านค้าเล็ก ในจีนยอมเข้าสู่ระบบภาษี ก็ยังเป็นมุมของ Tech vs Human อยู่นะครับ เคสพวกนี้ที่จีนจะบอกว่าทำกันทีก็ทำกันสุดทางจริง   ไว้ติดตามกันนะครับ

Share on

Ohm Dissara

Writer

Ohm Dissara

โอห์ม ดิศรา CEO, Yell Independent Agency สัญชาติไทย ที่ก่อตั้งโดยคนไทย นั่งประจำที่ Shanghai แต่ทำงานไปๆ มาๆ กับออฟฟิศสาขาทั่วเอเชีย สนุกกับบทบาทครีเอทีฟ ผู้บริหาร และการทำงานให้แบรนด์ไทย Go China & SEA

More From Me