ในงาน MARKETING CONFERENCE 2025 (ที่จัดโดย Content Shifu และ Creative Talk) ที่ผ่านมา หนึ่งได้ขึ้นเวทีไปแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับการสร้าง Automation ที่มี Human Creativity ให้ฟังกันในงานด้วย เผื่อว่าใครพลาดไม่ได้ไปร่วมงาน หนึ่งขอเอาเนื้อหาของหัวข้อนี้มาให้เล่าให้อ่านกันแบบเต็ม ๆ ในบทความนี้ค่ะ
สรุปสำคัญ อ่านเลย!
- ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำ ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยิ่งจำเป็น
- ‘MAGiC’: AC = 10MG สูตรลับการตลาดเติบโต 10 เท่าจากการผสาน Automation และ Human Creativity อย่างสมดุล
- 4 องค์ประกอบสำคัญ ของระบบอัตโนมัติพื้นฐานที่ได้ผลลัพธ์: Insight, Strategy, Experience และ Creativity
- Humanized Personalization ไม่ใช่แค่การทำให้เป็นอัตโนมัติรายบุคคล แต่ต้องสวมหัวใจมนุษย์ให้เทคโนโลยีด้วยความเข้าใจ
- เส้นทางการเติบโต จาก Basic Automation ไปสู่ Human-AI Collaboration เป็นสิ่งที่แต่ละแบรนด์ต้องหาจุดสูงสุดที่เหมาะสมให้กับตัวเอง
จำได้ไหมคะ เมื่อตอนเราเป็นเด็ก ใคร ๆ ก็เคยใฝ่ฝันอยากได้ของวิเศษจากการ์ตูนโดราเอมอน ของวิเศษเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น แต่ยังเติมเต็มจินตนาการด้วยความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นประตูไปที่ไหนก็ได้ วุ้นแปลภาษา หรือไทม์แมชชีน
ความฝันเหล่านี้ได้จุดประกายจินตนาการของเด็ก ๆ มาหลายยุคสมัย แม้แต่เด็กรุ่นใหม่ในวันนี้ก็ยังคงชื่นชอบโดราเอมอนและของวิเศษของเขา ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนถูกออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์กว่า 1,800 ชิ้น จนอดคิดไม่ได้ว่าในชีวิตของเราจะได้เห็นอะไรอีกบ้างนะ!
ความฝันใน 22nd Century ที่เริ่มเป็นจริง
วันนี้ ความฝันที่เคยอยู่ในจินตนาการกำลังค่อย ๆ กลายเป็นจริงขึ้นอย่างแนบเนียนโดยไม่ได้มาในรูปแบบของวิเศษ แต่เป็น ‘เทคโนโลยี’ ที่ผสานรวมกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้อย่างลงตัวและสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน การสื่อสาร และนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำ ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยิ่งจำเป็น”
ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำกล่าวที่ฟังดูเท่ห์ ๆ แต่เป็นความจริงที่เราเห็นชัดขึ้นทุกวัน เพราะในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สามารถทำงานที่ซับซ้อน รวมถึงใช้ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะต่าง ๆ ที่มนุษย์เคยทำได้จะลดความสำคัญลง สิ่งเดียวที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์และเหนือกว่า AI คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ของมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ สองคำที่เป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของเกมนี้ในโลกยุคใหม่ จึงผุดขึ้นในความคิดทันที
- Automation – ระบบอัตโนมัติ คือการนำข้อมูล เทคโนโลยี กระบวนการ และคน มาขับเคลื่อนร่วมกันให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
- Creativity – ความคิดสร้างสรรค์ เป็นความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่กลั่นกรองจากความเป็นมนุษย์ แก้ปัญหาด้วยมุมมองที่แตกต่าง สร้างนวัตกรรม และสร้างคุณค่าที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบโดย AI
เมื่อไหร่ต้องพึ่งพาระบบอัตโนมัติ? เมื่อไหร่ความคิดสร้างสรรค์ถึงเปล่งประกาย?
จากประสบการณ์การทำงานในด้านการตลาดและมุมมองส่วนตัว คำตอบของคำถามนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาค่ะ นั่นคือเราจะพึ่งระบบอัตโนมัติก็ต่อเมื่อเราต้องการที่จะทำให้งานนั้น ๆ มันรวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น ทำได้บ่อย ๆ ซ้ำๆ โดยไม่เบื่อ ไม่ล้า และแม่นยำ รวมถึงทำเป็นรายบุคคลพร้อมกันจำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ ส่วนความคิดสร้างสรรค์นั้นจะใช้เชื่อมโยงความรู้สึก เจาะลึกวัฒนธรรม แก้ปัญหา คิดไอเดียและนวัตกรรมใหม่ ๆ
สูตรลับ 10X Marketing Growth สู่ MAGiC ที่ใครๆ ก็ทำได้
เมื่อเราเข้าใจสองตัวแปรหลักอย่างถ่องแท้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการผสมผสานทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อสร้าง “MAGiC” หรือความมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นสูตรลับที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางการตลาดของเราให้พุ่งสูงขึ้นถึง 10 เท่า! สูตรนี้จึงไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วจากประสบการณ์จริงค่ะ
AC = 10MG
- A = Automation (ระบบอัตโนมัติ)
- C = (Human) Creativity (ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์)
- 10MG = Ten-fold Marketing Growth (การเติบโตทางการตลาดแบบ 10 เท่า)
เคล็ดลับของสูตรนี้คือ การสร้างสมดุล ด้วยการนำ Automation และ Human Creativity มาใช้พร้อมกันตั้งแต่เริ่มต้น นั่นคือจุดกำเนิดของ “MAGiC” ที่แท้จริง หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าต้องเริ่มจาก Automation ก่อน แล้วค่อยเติม Creativity หรือทำสลับกัน แต่ในความเป็นจริง เมื่อทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น มันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบการคูณ ไม่ใช่การบวก และนำไปสู่การเติบโตทางการตลาดแบบ 10 เท่านั่นเอง
💡 รู้หรือไม่?
สูตรต้นแบบนี้เริ่มต้นจากแนวคิดไว ๆ ของหนึ่งเอง แต่เพื่อผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น จึงได้ขอระดมสมองกับคุณแบงค์ สิทธินันท์ จาก Content Shifu และคุณโจ้ ฉวีวรรณ จาก Creative Talk ในระหว่างการเตรียมหัวข้อบรรยาย จนกระทั่งได้คำว่า “MAGiC” ที่คุณแบงค์ตั้งใจอยากให้เป็นทั้งชื่อสูตรและผลลัพธ์ในเวลาเดียวกัน
ความสนุกสนานของการสร้างสรรค์คำว่า MAGiC เกิดจากการหมุนเครื่องหมายเท่ากับ (=) 90 องศา แล้วนำเลขสิบไปไว้ด้านบน ซึ่งจะดูคล้ายตัว ‘i’ เมื่อนำตัวอักษรทั้งหมดมาสลับผสมกัน ก็จะได้คำว่า MAGiC ที่สื่อถึงความมหัศจรรย์
นี่อาจเป็นความคิดสร้างสรรค์แบบเนิร์ด ๆ แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมสำหรับพวกเรา ที่สำคัญคือการรวมพลังความคิดหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว เหมือนเป็นเครื่องกำเนิดไอเดียยามต้องการความสร้างสรรค์และความเป็นหนึ่งเดียว
Automation 4 ระดับ เพื่อการตลาดที่เติบโต 10 เท่า
แน่นอนว่าเรื่องการผสมผสานระหว่าง Automation และ Human Creativity เพื่อสร้างการตลาดให้เติบโต ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับหลายองค์กร แต่อย่าเพิ่งเป็นกังวลไป เรามาเข้าใจระดับของระบบอัตโนมัติก่อนดีกว่าค่ะ
ระดับที่ 1: Automate the Basics (ทำให้งานพื้นฐานเป็นงานอัตโนมัติ)
หลายองค์กรอาจคิดว่าแค่ทำ Flow การตลาดให้เป็นอัตโนมัติแล้วจะได้ผลเลย แต่จริง ๆ แล้วการทำ Automate the Basics ให้ได้ผลนั้น ต้องสร้าง ‘Winning Zone’ โซนที่ได้เปรียบตั้งแต่แรก ซึ่งหมายความว่าต้องมี Insight, Strategy, Experience และ Creativity ทั้ง 4 องค์ประกอบนี้มารวมกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง แม้ว่าจะเริ่มต้นจากส่วนที่ง่ายก่อนก็ตาม
ตัวอย่างกรณีศึกษา:
OWNDAYS ประเทศไทย ร่วมกับ Merkle ประเทศไทย ใช้ข้อมูลเชิงลึก (Insight) มาผสานกับเทคโนโลยีการตลาดแบบง่าย ๆ สำหรับทำแคมเปญพื้นฐานในโมเมนต์สำคัญของลูกค้าผ่านช่องทาง Line โดยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในการสื่อสาร ผลลัพธ์คือ ROI เพิ่มขึ้น 10 เท่าใน 50 วัน!
อีกตัวอย่าง มาจากการที่ Merkle ประเทศไทย เข้าไปช่วยปรับปรุงประสบการณ์ การซื้อประกันการเดินทางออนไลน์บนเว็บไซต์ กรุงเทพประกันภัย ที่เข้าใจ Pain Point ทำให้ Conversion Rate เพิ่มขึ้น 58% CPA ลดลง 27% ซึ่งเกิดจากกระบวนการอัตโนมัติที่วัดผลได้ โดยเริ่มต้นจากเครื่องมือที่จำเป็นและเห็นผลมากที่สุดก่อน
ระดับที่ 2: Creative Automation (ความสร้างสรรค์ที่เป็นอัตโนมัติ)
นี่คือจุดที่ศิลปะและวิทยาศาสตร์มาบรรจบกัน โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ ในขณะที่นำระบบอัตโนมัติมาช่วยให้ประสบการณ์นั้นราบรื่น ทั้งสำหรับลูกค้า (Consumer) และแบรนด์
องค์ประกอบสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ เสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ และสามารถเปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย
ตัวอย่างกรณีศึกษา:
MY JAPAN RAILWAY แคมเปญที่ทาง dentsu Inc. ประเทศญี่ปุ่นได้ร่วมกับ JR สร้างเว็บแอปที่ผสาน Technology และ Human Connection ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันด้วยรถไฟของคนญี่ปุ่นน่าสนุกและมีความหมายขึ้น จากการสะสมสแตมป์ดิจิทัล เช็คอินโลเคชันจาก GPS ที่สถานีต่าง ๆ ซึ่งมีมากกว่า 1,000 แบบ รวมถึงสแตมป์พิเศษจากสถานี มาเรียงร้อยกันเป็นแผนที่อย่างมีความหมาย
ทำให้มีผู้ใช้งานมากกว่า 1.8 ล้านคน มีสแตมป์กว่า 11 ล้านดวงที่ถูกกดสะสม และที่สำคัญโปรเจกต์นี้ได้รับรางวัลนานาชาติมากมาย เพราะมันไม่ใช่แค่การสร้างแอปฯ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่เสริมความผูกพันจากมนุษย์ด้วยกัน
ระดับที่ 3: Humanized Personalization (การปรับแต่งเฉพาะบุคคลด้วยความเป็นมนุษย์)
Human Personalization ไม่ใช่แค่การเรียกชื่อลูกค้าถูก หรือเข้าใจแค่ว่าเขาชอบซื้ออะไร ที่ไหนและเมื่อไหร่ แต่คือการเข้าใจบริบทของชีวิตแต่ละคนอย่างแท้จริงว่า ทำไม เพื่ออะไร กับใคร และอย่างไร
การปรับแต่งแบบอัตโนมัติอาจจะช่วยให้ประสบการณ์มีความลื่นไหลมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมาทดแทนส่วนที่มนุษย์ควรทำอย่างมีความหมาย และไม่ใช่การเลียนแบบมนุษย์ให้เหมือนเป๊ะ หากแต่ต้องเข้าใจในความเป็นมนุษย์
5 วิธีที่ทำให้ประสบการณ์รายบุคคลมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
การสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้าในยุคนี้ต้องอาศัยมากกว่าข้อมูลและเทคโนโลยี โดยเริ่มจากการใช้อารมณ์และเรื่องเล่าแทนข้อความที่เน้นข้อมูลเพียงอย่างเดียว พัฒนาบุคลิกและเสียงของแบรนด์ที่เป็นกันเองและสนทนาได้จริงแบบมนุษย์ รวมถึงการแสดงความเห็นอกเห็นใจและรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างจริงใจ นอกจากนี้ต้องเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางและภาษาที่พวกเขาชื่นชอบ และสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยี AI กับการสัมผัสใจของมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้ประสบการณ์เฉพาะบุคคลกลายเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายและยั่งยืน
“รู้ว่าตรงไหนควรใช้มนุษย์ ตรงไหนควรใช้เทคโนโลยี หรือตรงไหนควรผสมผสานทั้งสองอย่าง และทำอย่างไร? นี่คือโจทย์สำคัญที่ทุกแบรนด์ควรคิดให้ดี ก่อนที่จะก้าวกระโดดเข้าสู่โลกเทคโนโลยี” -อภิรดา เบ็ญจฆรณี
ระดับที่ 4: Human-AI Collaboration (ความร่วมมือระหว่างมนุษย์และ AI)
เมื่อ AI และมนุษย์ทำงานเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน แต่ผสานร่วมมือกันอย่างลงตัว นี่คือขั้นสูงสุดของการสร้าง Automation ที่จะทำให้การตลาดที่เติบโตขึ้น 10 เท่า
ตัวอย่างกรณีศึกษา:
SCAN DA CAN เป็นตัวอย่างที่ดีของ Human-AI Collaboration ที่ใช้ AI มาช่วยสแกนและรับรู้สินค้า (3D proof of purchase solution) โดยมีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เข้าไปเสริมในการสร้างประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ที่น่าดึงดูด เช่น เกม ประสบการณ์เสมือนจริง การเก็บสะสมคะแนนที่ทำให้ลูกค้าสนุก แถมแบรนด์ก็ได้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อและการบริโภคสินค้าจากลูกค้าอย่างเต็มใจและแม่นยำอีกด้วย ทั้งนี้ทาง Dentsu Lab ประเทศญี่ปุ่น ได้จดสิทธิบัตรโซลูชันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Project Humanity เป็นตัวอย่างของการทำ Human-AI Collaboration ซึ่งเป็นโครงการที่ Dentsu Lab โตเกียว ร่วมมือกับ NTT Human Informatic Laboratories เพื่อสร้าง ‘Growth through Good’ โดยใช้ AI ผสานเทคโนโลยีที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (EMG) ไปเป็นการเคลื่อนไหวของอวตาร (Avatar) ในการสร้างความหวังให้กับดีเจผู้ที่เผชิญกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) ให้มีแรงใจในการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย และยังคงสานต่อกับผู้บกพร่องทางร่างกายอื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ
นี่คือตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี AI และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มาผสมผสาน ที่ไม่ได้แค่สร้างการตลาดให้เติบโต แต่สร้างผลกระทบเชิงบวกที่แท้จริงต่อโลกใบนี้
The Progressive Journey จาก Basic Automation สู่ Human-AI Collaboration
หลังจากการบรรยายจบ มีคำถามที่น่าสนใจจากผู้บริหารระดับกลางว่า “เข้าใจแนวคิดแล้ว แต่อย่างองค์กรที่ยังไม่พร้อม ควรเริ่มจากตรงไหนดี?”
คำถามนี้ทำให้หนึ่งตระหนักว่า ‘The Progressive Journey’ ที่ได้นำเสนอไปนั้น ยังต้องเสริมคำแนะนำเชิงปฏิบัติให้มากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรที่พร้อมจะก้าวไปสู่ Human-AI Collaboration ได้ในทันที
จึงอยากเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนนั้นต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยน ‘Mindset หรือ กรอบความคิด’ ก่อน ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือมีเพียงแค่ความคิดสร้างสรรค์
ดังนั้น นักการตลาดจึงต้องทำให้เทคโนโลยี ‘มีหัวใจมนุษย์’ ผ่านการทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงความรับผิดชอบของแผนกใดแผนกหนึ่ง แต่เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
สรุปสุดท้าย
ในแต่ละระดับของการใช้ระบบอัตโนมัติและความเข้มข้นของความคิดสร้างสรรค์ องค์กรสามารถสร้างการเติบโตสูงสุดได้ตามศักยภาพที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง การสร้างความโดดเด่นผ่านความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด หรือการสร้างสรรค์นวัตกรรมแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ล้วนสามารถนำไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ทั้งสิ้น
การเติบโตแบบ 10 เท่าไม่ใช่เป้าหมายที่เอื้อมไม่ถึง ที่สำคัญคือไม่ต้องรอให้เติบโตก่อนแล้วค่อยสร้างคุณค่าให้สังคม เราสามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ในเวลาเดียวกัน แล้วเชื่อไหมคะว่า จะมีคนเชียร์คุณเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เป็นสิ่งสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ค่ะ