อัปเดตข้อมูล: มิถุนายน 2026 | อ้างอิง: DataReportal, We Are Social/Meltwater, e-Conomy SEA 2025 (Google–Temasek–Bain), Momentum Works, Statista
ในวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทุกคนรู้ดี คือ ไม่มีสูตรสำเร็จหรือช่องทางไหนที่การันตีผลลัพธ์ได้ในทุกตลาด เพราะทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค แพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยม และโครงสร้างอีคอมเมิร์ซของแต่ละตลาดนั้นต่างกันแบบสุดขั้ว เหล่า นักการตลาดจึงต้องปรับตัวไปตามความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการเจาะตลาดในแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ของเรา ที่กลุ่ม Audience ในแต่ละประเทศล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อโจทย์เป็นแบบนี้ หนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุดคือ ‘การปรับ Channel Mix ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ’ ซึ่งเราได้สรุปแพลตฟอร์มยอดนิยมของแต่ละประเทศไว้ ดังนี้
สรุปสั้นๆ แพลตฟอร์มยอดนิยมของ 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)
| ประเทศ | แพลตฟอร์มยอดนิยม |
|---|---|
| ไทย | LINE, TikTok, Meta (Facebook และ Instagram) |
| อินโดนีเซีย | TikTok, Social Commerce, Shopee |
| เวียดนาม | Facebook, Zalo, TikTok Shop |
| ฟิลิปปินส์ | Facebook, TikTok |
| มาเลเซีย | Meta (Facebook และ Instagram), WhatsApp, Google |
| สิงคโปร์ | Google, Meta (Facebook และ Instagram), LinkedIn (B2B) |
| เมียนมา | Facebook, TikTok |
| กัมพูชา | Facebook, TikTok |
อัปเดตข้อมูลล่าสุด: มิถุนายน 2026
ล่าสุด ภาพรวมตัวเลข Digital Economy ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตที่น่าจับตามอง โดยสถิติระบุว่า มูลค่า GMV ของภูมิภาคสูงกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตราว 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในส่วนของตลาดอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) นั้นก็ขยายตัวต่อเนื่องจนมีมูลค่ารวมสูงถึง 157,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+22.8%) โดยมีแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop (รวม Tokopedia) ครองส่วนแบ่งตลาดร่วมกันถึง 98.8% เลยทีเดียว
ยาวไป อยากเลือกอ่าน?
- ส่องภาพรวมตลาด 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ปี 2025–2026
- เจาะลึกช่องทางการตลาดที่เหมาะกับประเทศใน SEA
- เปรียบเทียบ แพลตฟอร์มมาร์เก็ตติ้งที่เหมาะกับแต่ละประเทศ
- เปรียบเทียบต้นทุนโฆษณาและ ROAS แบบเข้าใจง่าย
- กลยุทธ์จัดสรรงบและแพลตฟอร์มรุกตลาด SEA
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- 1.ช่องทางการตลาดไหนที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)
- 2. การทำ TikTok Ads สำคัญมากแค่ไหนในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- 3. ทำไมต้องใช้แอปแชทในการทำมาร์เก็ตติ้งใน SEA?
- 4. Google Ads ยังจำเป็นไหมในเมื่อโซเชียลครองตลาด?
- 5. แพลตฟอร์ม e-Commerce ไหนที่แบรนด์ควรใช้ทำการตลาดใน SEA?
- 6. การทำการตลาดกับกลุ่ม B2B ควรใช้ช่องทางใดในภูมิภาคนี้?
- สรุปปิดท้าย: ความสำเร็จในตลาด SEA เริ่มต้นด้วยการเข้าใจความต่าง
ส่องภาพรวมตลาด 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ปี 2025–2026
ต้องยอมรับว่า ในตอนนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ใช้โซเชียลมีเดียกันหนักมาก เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ผูกติดกับสื่อโซเชียลและสมาร์ทโฟนกันสุดๆ ทำให้แบรนด์ต่างก็เทงบโฆษณาเข้ามาแบบไม่หยุดยั้ง เห็นได้จากสถิติเม็ดเงินโฆษณาที่เทลงมาในภูมิภาค SEA ในปี 2025 ที่สูงถึง 4,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แถมพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้คนก็เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยเสิร์ช Google หาข้อมูล แต่เดี๋ยวนี้หลายคนมักไถฟีดดูสินค้าบนโซเชียลก่อน แม้ Google จะยังเป็นเจ้าตลาด Search แบบกินรวบ 80-90% ในบ้านเรา แต่แหล่งข่าวหลายแห่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีฐานผู้ใช้งาน TikTok ที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ ซึ่งตอกย้ำว่าแค่พึ่งพา Search อย่างเดียวนั้นไม่พอแล้ว แต่ธุรกิจยุคนี้ต้องกระจายงบให้สมดุลทั้ง Search และ Social ถึงจะเรียกได้ว่าเดินเกมได้ครบเครื่องและคุ้มค่าที่สุด
| ประเทศ | ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต | ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย | แพลตฟอร์มตัวท็อป | ช่องทางมาร์เก็ตติ้ง |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | ~63 ล้านคน (88%*) | 56.6 ล้านคน (79%*) | LINE, Facebook | LINE, TikTok, Meta |
| อินโดนีเซีย | 230 ล้านคน (80.5%*) | 180 ล้านคน | WhatsApp, TikTok | TikTok/Social Commerce |
| เวียดนาม | ~79 ล้านคน (78%*) | 76%* ของประชากร | Facebook, Zalo | Facebook, Zalo, TikTok |
| ฟิลิปปินส์ | ~90 ล้านคน (79%*) | มากเป็นอันดับต้นของโลก | Facebook, TikTok | |
| มาเลเซีย | ~30 ล้านคน (97%*) | ~28 ล้านคน | WhatsApp, Facebook | Meta, WhatsApp, Google |
| สิงคโปร์ | ~5.5 ล้านคน (96%*) | ~5 ล้านคน | WhatsApp, Facebook | Google, Meta, LinkedIn |
| เมียนมา | 33.4 ล้านคน (61%*) | 19.6 ล้านคน (36%*) | Facebook, TikTok | |
| กัมพูชา | 10.8 ล้านคน (61%*) | 12.9 ล้านคน (72%*) | Facebook, TikTok |
หมายเหตุ: ตัวเลขผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต/โซเชียลบางส่วนเป็นค่าประมาณจากรายงาน DataReportal และ We Are Social ต้นปี 2025
*ร้อยละของจำนวนประชากรในประเทศ
เจาะลึกช่องทางการตลาดที่เหมาะกับประเทศใน SEA
แบรนด์ส่วนใหญ่ที่บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะพลาดท่าเพราะใช้กลยุทธ์แบบ ‘One-Size-Fits-All’ หรือมองว่าใช้แผนเดียวครอบคลุมทุกที่ก็จบ แต่ในความจริง แต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งความพร้อมด้านอีคอมเมิร์ซ กำลังซื้อ ภาษา ระบบชำระเงินและโลจิสติกส์ ไปจนถึงแอปแชทที่คนนิยมใช้งาน เนื่องจากแต่ละประเทศมีจริตการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการทำการบ้านเกี่ยวกับบริบทของตลาดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้จัดสรรงบโฆษณาได้แม่นยำ และสร้าง ROI ที่คุ้มค่าที่สุด
1. ประเทศไทย – LINE, TikTok, Meta
สำหรับตลาดประเทศไทย ต้องบอกว่า หัวใจสำคัญของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งคือเรื่อง ‘แชท’ เพราะทุกวันนี้ LINE กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทำให้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม ส่วน TikTok ก็เป็นแอปที่เติบโตแบบก้าวกระโดด จนไทยมีสัดส่วนผู้ใช้งาน Monthly Active Users เป็นอันดับ 2 ของโลกอีกด้วย
ดังนั้น หนึ่งกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนี้คือการผสมผสานทั้งแต่ละแพลตฟอร์มให้ลงตัว โดยอาจใช้ LINE OA แพลตฟอร์มหลักในการทำ CRM และปิดการขาย ควบคู่ไปกับการใช้ TikTok และ Meta (FB/IG) เพื่อสร้าง Brand Awareness และกระตุ้นความสนใจให้ลูกค้าอยากเข้ามาพูดคุยกับแบรนด์
| บัญชีโซเชียลมีเดีย | • 56.6 ล้านบัญชี (79.1% ของประชากร) เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน |
| LINE | • มีผู้ใช้งานราว 56 ล้านคน (78.2% ของประชากร) • กว่า 92% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตใช้ LINE ทุกๆ สัปดาห์ • ผู้คน 85% ทักหาแบรนด์ผ่าน LINE OA ก่อนเข้าเว็บไซต์ • LINE มีอัตรา Open Rate สูงถึง 80 – 90% |
| TikTok | • จำนวนผู้ใช้งาน 32.5 ล้านคน • ประเทศไทยมีสัดส่วน Monthly Active Users เป็นอันดับ 2 ของโลก |
| • จำนวนผู้ใช้งาน 23.8 ล้านคน | |
| เวลาใช้งานโดยเฉลี่ย | • YouTube: 42 ชม. 14 นาที ต่อสัปดาห์ • TikTok: 37 ชม. 40 นาที ต่อสัปดาห์ • Facebook: 16 ชม. 23 นาที ต่อสัปดาห์ |
| อีคอมเมิร์ซ | • GMV โต 51.8% (เร็วที่สุดในภูมิภาคร่วมกับมาเลเซีย) • อัตราการเติบโตของ Live Commerce ในไตรมาสที่ 2 สูงถึง 300% |
ข้อแนะนำ
- สร้าง Brand Awareness: แนะนำให้ใช้ TikTok และ YouTube เป็นช่องทางหลัก
- เน้นกระตุ้นยอดขาย: ลุยทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop (โดยเฉพาะการทำ Live Commerce) คือช่องทางที่ตอบโจทย์ที่สุด
- งาน CRM และการปิดการขาย: LINE OA และ LINE Ads คือพระเอกของงานนี้เลย
- การทำ Remarketing: ใช้ Meta เพื่อตามเก็บลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. อินโดนีเซีย – TikTok / Social Commerce, Shopee
ถ้าพูดถึงประเทศ No.1 ของอีคอมเมิร์ซใน SEA ต้องยกให้อินโดนีเซีย เพราะกวาดส่วนแบ่ง GMV ของภูมิภาคไปถึง 37% จนได้ฉายาว่าเป็น ‘เมืองหลวงของ Social Commerce’ เลยทีเดียว อีกทั้งพฤติกรรมของคนที่นี่ยังน่าสนใจมาก เพราะผู้คนเน้นการซื้อ-ขายผ่านวิดีโอและไลฟ์สดเป็นหลัก
ลองนึกภาพ Customer Journey ในอินโดนีเซียตามนี้ คือ เห็นสินค้าถูกใจบน TikTok → แล้วเช็กข้อมูลเพิ่มใน Google → แวะอ่านรีวิวสวยๆ บน Instagram → เทียบราคาใน Marketplace ให้ชัวร์ → ก่อนจะตัดสินใจกดซื้อตอนดูไลฟ์ หรือแอบทัก WhatsApp ไปปรึกษาเพื่อนให้มั่นใจอีกรอบก่อนซื้อ เป็นลูปการช้อปปิ้งที่สะท้อนพลังของโซเชียลแบบสุดๆ เลย
| จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต | • 230 ล้านคน (80.5% ของประชากร) • จำนวนบัญชีโซเชียลมีเดียอยู่ที่ 180 ล้านบัญชี |
| อีคอมเมิร์ซ | • Shopee 53.22% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต • TikTok Shop/Shop Tokopedia 27.37% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต • Tokopedia 9.57% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต • Lazada 9.09% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต |
| Social Commerce | • คิดเป็นเกือบ 80% ของธุรกรรมดิจิทัล • 60% ของผู้บริโภคซื้อผ่านไลฟ์สด จึงมี Conversion สูงกว่าปกติถึง 3 เท่า |
| การเข้าถึงโฆษณา | • การเข้าถึงโฆษณา TikTok เพิ่มขึ้น 71.7% (ต้นปี 2025) |
ข้อแนะนำ
- สร้าง Brand Awareness: เน้นยิงโฆษณา TikTok และ Instagram Reels ให้คนเห็นและจำแบรนด์ได้
- กระตุ้นยอดขายให้พุ่ง: จัดเต็มทั้ง TikTok Shop, ยิง Shopee Ads และที่ขาดไม่ได้เลยคือ Live Commerce
- ดูแลลูกค้าผ่าน CRM: ใช้ WhatsApp Business นี่แหละตอบโจทย์ที่สุดในอินโดฯ
- จับกลุ่มคนที่กำลังมองหาสินค้า: ใช้ Google Search เพื่อคว้าดีมานด์จากคนที่กำลังค้นหาสินค้าอยู่
3. เวียดนาม – Facebook, Zalo, TikTok Shop
ตลาดเวียดนามเนี่ยมีข้อสังเกตหลักตรงที่มี Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนเกือบทั้งประเทศ ส่วนแอปแชทก็ต้องยกให้ Zalo ที่คนเวียดนามเขาใช้คุยกันแทบทุกคน แล้วที่น่าจับตามองสุดๆ คือ TikTok ที่กำลังเติบโต โดยมีอัตราการเข้าถึงโฆษณาพุ่งสูงถึง 86.8% ในต้นปี 2025 เลยทีเดียว สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำคือ ใช้ Facebook เป็นแกนหลักในการสร้างแบรนด์ ควบคู่ไปกับ Zalo ที่ช่วยให้เราดูแลลูกค้าได้แบบใกล้ชิด และที่ขาดไม่ได้เลยคือ TikTok Shop ที่ต้องมีไว้เป็นช่องทางปิดการขาย
| ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย | • ราว 76% ของประชากร (สถิติต้นปี 2025) |
| แพลตฟอร์มยอดนิยม | • Facebook: ~95% ของประชากร (คิดเป็น 89.6% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต) • Zalo: 93% ของประชากร (คิดเป็น 86.6% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ) • YouTube: 90% ของประชากร• TikTok มีอัตราการเติบโตเร็ว |
| Social Commerce | • Facebook: 94% ของประชากร • Zalo: 49% ของประชากร • Instagram: 31% ของประชากร • TikTok: 23% ของประชากร |
| อีคอมเมิร์ซ | • Shopee: 56% ของประชากร • TikTok Shop: 41% ของประชากร • Lazada และ Tiki: รวม ~3% ของประชากร |
ข้อแนะนำ
- สร้าง Brand Awareness: ลุยเต็มที่ด้วย Facebook, TikTok และ YouTube ได้เลย
- กระตุ้นยอดขาย: TikTok Shop, Shopee และ Facebook Shops คือตัวช่วยปิดการขายชั้นดี
- ทำ CRM: ใช้ Zalo Official Account เข้าถึงลูกค้าได้แบบใกล้ชิดที่สุด
- ค้นหา: ไปโผล่บนหน้า Search ของผู้ใช้งานด้วย Google และ Coc Coc (เบราว์เซอร์คู่ใจคนเวียดนาม)
4. ฟิลิปปินส์ – Facebook + TikTok
ถ้าจะหา ‘เมืองหลวงแห่งโซเชียลมีเดียของโลก’ คำตอบคือฟิลิปปินส์! ข้อมูลจาก Meltwater ปี 2025 ยืนยันว่าชาวฟิลิปปินส์ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียเฉลี่ยเกือบ 5 ชั่วโมง/วัน (เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากเคนยา) และถ้ารวมเวลาใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตัวเลขก็พุ่งสูงถึงเกือบ 9 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว โดย Facebook และ Messenger เป็นช่องทางหลักที่ผู้คนใช้คุยกัน ส่วน TikTok ก็กำลังกลายเป็นแอปที่กินเวลาชีวิตของชาวฟิลิปปินส์มากที่สุดไปแล้ว
| พฤติกรรม | • ชาวฟิลิปปินส์ใช้งานโซเชียลเฉลี่ย ~4 ชม. 50 นาที/วัน (อันดับ 2 โลก) • ใช้งานอินเทอร์เน็ตราว ~8 ชม. 52 นาที/วัน |
| • จำนวนผู้ใช้งาน 95.8 ล้านบัญชี (สถิติปลายปี 2025) | |
| TikTok | • จำนวนผู้ใช้งานกว่า 50 คน • ใช้เวลาบนแพลตฟอร์มโดยเฉลี่ย 40 ชม. 39 นาที/เดือน |
| เวลาใช้งานโดยเฉลี่ย | • TikTok 40 ชม. 39 น. ต่อเดือน • YouTube 25 ชม. 26 น. ต่อเดือน • Facebook 23.5 ชม. ต่อเดือน • Messenger 16 ชม. 27 น. ต่อเดือน |
| อีคอมเมิร์ซ | • อัตราการเติบโตอยู่ในระดับเลขสองหลัก (>20%) • Shopee และ Lazada มีอัตราการเติบโตสูงสุด |
ข้อแนะนำ
- สร้าง Brand Awareness: เน้นยิงโฆษณาใน Facebook และ TikTok ได้เลย
- อยากให้ยอดขายพุ่ง: ต้องจัดเต็มทั้ง TikTok Shop, Shopee และ Lazada
- สำหรับการดูแลลูกค้า: Facebook Messenger คือที่ที่ลูกค้าแอคทีฟและคุยง่ายที่สุด
- เน้นคอนเทนต์วิดีโอยาว: YouTube คือช่องทางที่ใช่เลย
5. มาเลเซีย – Meta + WhatsApp + Google
มาเลเซียถือเป็นประเทศที่มี ‘พื้นที่ดิจิทัล’ ขนาดใหญ่ ด้วยอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สูงถึง 97% ของประชากร แถมผู้คนส่วนใหญ่ยังสื่อสารภาษามาเลย์และภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว โดยมี WhatsApp เป็นแอปแชทคู่ใจที่ใครๆ ก็ใช้ติดต่อสื่อสาร ยิ่งในช่วงปี 2025 ที่ผ่านมา เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกระแสการท่องเที่ยวและอัตราการใช้โซเชียลมีเดีย แบรนด์ส่วนใหญ่จึงหันมาใช้ Meta (Facebook และ Instagram) เป็นหน้าด่านในการสร้าง Brand Awareness เสริมด้วย Google Search ไว้เข้าหาลูกค้าที่มีความต้องการซื้อ และใช้ WhatsApp เป็นอาวุธสำคัญในการปิดการขายและดูแลลูกค้า
| • ครองส่วนแบ่งตลาด Chat Apps ถึง 80.1% • ในขณะที่ Messenger มีส่วนแบ่ง 16.5% และ Telegram อยู่ที่ 14% | |
| งบโฆษณาดิจิทัล (ปี 2025) | • ไตรมาสที่ 1: 343 ล้านริงกิต (+6.4%) • ไตรมาสที่ 2: 661 ล้านริงกิต (+22%) |
| พฤติกรรมการค้นหา | • ผู้ใช้งานมากกว่า 60% ค้นหาแบรนด์บนโซเชียลก่อนใช้ Search |
| อีคอมเมิร์ซ | • GMV โต 47.6% (เร็วที่สุดในภูมิภาคร่วมกับไทย) • Shopee และ Lazada เป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซ |
ข้อแนะนำ
- สร้าง Brand Awareness: เริ่มด้วยการยิงโฆษณาบน Meta และ TikTok เพื่อให้คนเห็นแบรนด์เราบ่อยๆ
- จับดีมานด์ของลูกค้า: อย่าลืมใช้ Google Search เพื่อดักรอจังหวะที่ลูกค้ากำลังมองหาสินค้าหรือบริการ
- กระตุ้นยอดขาย: อัดงบโฆษณาบน Shopee และ Lazada ให้เต็มที่ เพราะนี่คือที่ที่ลูกค้าพร้อมกดสั่งซื้อที่สุด
- ทำ CRM: ปิดการขายและดูแลลูกค้าผ่าน WhatsApp Business ซึ่งเป็นแอปแชทหลักที่คนมาเลย์ใช้งาน
6. สิงคโปร์ – Google + Meta + LinkedIn (B2B)
ถ้าพูดถึงสิงคโปร์ ที่นี่ถือเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงสุดในภูมิภาค และเป็นศูนย์กลางธุรกิจของ SEA อีกด้วย โดยผู้บริโภคที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักและใช้แพลตฟอร์มออนไลน์กันหนักมาก โดยเฉลี่ยแล้วมีการใช้งานมากถึง 7 แพลตฟอร์มต่อเดือน สำหรับสาย Performance การยิงโฆษณาบน Google และ Meta ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ถ้าแบรนด์ไหนที่มองหากลุ่มลูกค้า B2B ให้หันไปทาง LinkedIn ได้เลย เพราะถือเป็นแพลตฟอร์มเหมาะสุดในการเข้าถึงกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจของธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ สิงคโปร์จึงเป็นเหมือนประตูบานใหญ่สำหรับธุรกิจที่อยากเริ่มบุกตลาด B2B ในภูมิภาค SEA นี้
| แพลตฟอร์มยอดนิยม | • WhatsApp 80.1% (ผู้ใช้งานมากที่สุด) • Facebook 71.9% • ผู้คนใช้งานแพลตฟอร์มเฉลี่ยมากกว่า 7 แพลตฟอร์ม/เดือน |
| งบโฆษณาดิจิทัล | • โซเชียล เพิ่มขึ้น 15.9% จากปีก่อน (คิดเป็น 510 ล้านดอลลาร์) • อินฟลูเอนเซอร์ เพิ่มขึ้น 13.6% (คิดเป็น 106 ล้านดอลลาร์) |
| เวลาใช้งานโดยเฉลี่ย | • TikTok 34 ชม. 29 น. ต่อเดือน • YouTube 29 ชม. 45 น. ต่อเดือน |
| B2B | • LinkedIn เป็นช่องทางที่มี ROI สูงสุดสำหรับการหา Lead แบบ B2B • Lead Gen Forms ให้ Conversion Rate ที่สูง |
ข้อแนะนำ
- สร้าง Brand Awareness แบบ B2C: ลุยโฆษณาบน Meta, TikTok และ YouTube ให้คนจดจำ
- ทำ Search Ads: ปูทางด้วย Google Search ให้เป๊ะ
- สาย B2B: แนะนำให้เน้น LinkedIn ทั้ง Sponsored Content และ Lead Gen Forms ควบคู่กับ Google
- ดูแลลูกค้า: งาน CRM ต้องยกให้ WhatsApp ที่เป็นช่องทางที่ตอบโจทย์ที่สุดในตลาดนี้
7. เมียนมา – Facebook + TikTok
ถ้าพูดถึงเมียนมา บอกเลยว่า Facebook เป็นแพลตฟอร์มยืนหนึ่งครองใจคนทั้งประเทศ แต่ที่ต้องจับตาดูให้ดีคือ TikTok ที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่หันมาเล่นกันแบบถล่มทลาย ตอกย้ำความเป็นตลาดแบบ Mobile-First ได้ดี ถึงแม้ว่าถ้าดูตัวเลขรวมๆ สัดส่วนคนเล่นโซเชียลอาจจะไม่สูงเท่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ต้องขอบอกว่า ชาวเมียนมามีอัตรา Engagement ที่สูงมาก เรียกว่าเห็นแล้วเป็นต้องไลก์ ต้องแชร์กันรัวๆ และถ้าแบรนด์ไหนอยากเน้นการบริการหรือดูแลลูกค้าแบบใกล้ชิด การคุยผ่าน Facebook Messenger และ Viber ยังคงเป็นไม้ตายสำคัญที่ห้ามมองข้าม
| ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต | • 33.4 ล้านคน (คิดเป็น 61.1% ของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากร) • จำนวนผู้ใช้งานโซเชียล 19.6 ล้านคน (คิดเป็น 35.9% ของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากร) |
| • จำนวนผู้ใช้งานราว 21 ล้านบัญชี ขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ในประเทศ | |
| TikTok | • ผู้ใช้งานราว 19.6 ล้านคน (อายุ 18+) • การเข้าถึงโฆษณาเทียบเท่า 58.8% ของฐานผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศ |
| อื่นๆ | • จำนวนผู้ใช้งาน YouTube 12 ล้านคน • จำนวนผู้ใช้งาน Viber 5 ล้าน (นิยมใช้สื่อสารเชิงธุรกิจ) |
ข้อแนะนำ
- เน้นสร้าง Brand Awareness: ต้องทุ่มงบโฆษณาให้ Facebook และ TikTok เลย
- เน้นบริการ/คุยกับลูกค้า: ปิดการขายหรือดูแลหลังการขายต้อง Facebook Messenger และ Viber
- คอนเทนต์วิดีโอ: ใช้ YouTube และ Facebook Reels เป็นหลัก โดยแนะนำให้ทำคอนเทนต์เป็นภาษาท้องถิ่น จะเข้าถึงใจคนเมียนมาได้ดีที่สุด
8. กัมพูชา – Facebook + TikTok
สำหรับตลาดกัมพูชา ที่นี่ถือเป็นดินแดน Mobile-First ขนานแท้ จากสถิติจำนวนการเชื่อมต่อมือถือที่สูงถึง 143% ของประชากร แถมคนส่วนใหญ่ยังออนไลน์อยู่บนโซเชียลกันตลอดเวลา โดยมีอัตราการเข้าถึงโซเชียลถึง 72.4% เลยอีกด้วย ซึ่ง Facebook ยืนหนึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลัก ตามมาด้วย TikTok ที่กำลังมาแรงสุดๆ ในตอนนี้ ที่สำคัญคือชาวกัมพูชามีวัฒนธรรมการใช้โซเชียลที่เน้นความเป็น ‘คอมมูนิตี้’ แบบสุดๆ ดังนั้นถ้าแบรนด์ไหนทำคอนเทนต์ให้ดูเป็นกันเอง สื่อสารด้วยภาษาเขมรแบบที่คนเขาอิน บอกเลยว่ามีโอกาสเข้าถึงใจลูกค้าได้ไม่ยาก
| ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต | • 10.8 ล้านคน (คิดเป็น 60.7% ของอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต) • โซเชียลมีเดีย 12.9 ล้านคน (คิดเป็น 72.4% ของอัตราการเข้าถึงโซเชียล) |
| • ผู้ใช้งาน 12.9 ล้านคน เป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ในประเทศ | |
| TikTok | • 10.7 ล้านผู้ใช้ (อายุ 18+) เป็นแพลตฟอร์มอันดับ 2 |
| อื่นๆ | • Instagram 1.65 ล้านคน • LinkedIn 780,000 คน • การเชื่อมต่อมือถือ 25.3 ล้านเครื่อง (143% ของประชากร) |
ข้อแนะนำ
- สร้าง Brand Awareness: ต้องเน้นโฆษณาบน Facebook และ TikTok ให้คนเห็นบ่อยๆ และจำแบรนด์เราได้
- กระตุ้นยอดขายให้พุ่ง: จัดเต็มทั้ง Facebook Shops, TikTok และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ไลฟ์สดปิดการขายแบบเรียลไทม์
- งานบริการและแชทดูแลลูกค้า: ใช้ Facebook Messenger และ Telegram เป็นช่องทางหลักในการพูดคุยและทำ CRM ให้ลูกค้าประทับใจ
เปรียบเทียบ แพลตฟอร์มมาร์เก็ตติ้งที่เหมาะกับแต่ละประเทศ
พอได้เห็นความต่างของช่องทางการตลาดในแต่ละประเทศกันไปแล้ว เชื่อว่านักการตลาดหลายคนคงพอเห็นภาพการวางแผนโฆษณากันแล้ว และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราได้สรุปแพลตฟอร์มที่เหมาะกับเป้าหมายการตลาดในแต่ละประเทศไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้ว
| ประเทศ | สร้างการรับรู้ | กระตุ้นยอดขาย | แชท/CRM | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | TikTok, YouTube | TikTok Shop, Shopee/Lazada) | LINE OA | LINE เป็นช่องทางสื่อสารหลัก |
| อินโดนีเซีย | TikTok, IG Reels | TikTok Shop, Shopee | Social Commerce เป็นหลัก | |
| เวียดนาม | Facebook, TikTok | TikTok Shop, Shopee | Zalo | TikTok เติบโตเร็วสุด |
| ฟิลิปปินส์ | Facebook, TikTok | TikTok Shop, Shopee | Messenger | ใช้เวลาบนโซเชียลมากที่สุด |
| มาเลเซีย | Meta, TikTok | Shopee/Lazada | ใช้ Google จับดีมานด์ | |
| สิงคโปร์ | Meta, YouTube | Google, Meta | เจาะ B2B ผ่าน LinkedIn | |
| เมียนมา | Facebook, TikTok | Facebook Shops | Messenger, Viber | ตลาด Mobile-First |
| กัมพูชา | Facebook, TikTok | Facebook, ไลฟ์สด | Messenger, Telegram | เน้น Community |
เปรียบเทียบต้นทุนโฆษณาและ ROAS แบบเข้าใจง่าย
หนึ่งในจุดเด่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) คือ ต้นทุนโฆษณาที่ต่ำกว่าตลาดตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไป CPM ในภูมิภาคนี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ/สหราชอาณาจักรราว 20-40% ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนจะผันผวนตามฤดูกาล เช่น ในช่วงแคมเปญ Black Friday 2025 บน TikTok ที่ค่า CPM ในหมวดหมู่อีคอมเมิร์ซพุ่งสูงกว่า 60-80%
เมื่อเทียบกับตลาดในประเทศแถบตะวันตก ต้องบอกว่าการทุ่มงบโฆษณาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า เพราะค่า CPM (Cost Per Mille) ของเราถูกกว่าฝั่งอเมริกาหรืออังกฤษอยู่ถึง 20-40% เลยทีเดียว ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในราคาที่สบายกระเป๋ากว่ามาก
แต่ก็มีจุดที่ต้องระวัง เพราะค่าโฆษณาอาจจะแกว่งไปตามช่วงเทศกาล เช่น ช่วงแคมเปญใหญ่ๆ อย่าง Black Friday บน TikTok ปี 2025 ที่มีสถิติค่า CPM พุ่งสูงกว่าปกติถึง 60-80% เลยทีเดียว แบรนด์จึงต้องวางงบโฆษณาในแต่ละช่วงให้ดี
ต้นทุนโฆษณาโดยประมาณ (ค่าอ้างอิงสากล ปี 2025)
| แพลตฟอร์ม | CPM (USD) | CPC (USD) | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| TikTok Ads | $3.21– $9.40(104.43 – 305.81 THB) | $0.19–$1.23(6.18 – 40.02 THB) | สร้าง Brand Awareness หรือทำ Social Commerce และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ |
| Meta Ads (FB/IG) | $8.60 – $12.00(279.87 – 390.40 THB) | $0.50 – $2.00(16.27 – 65.07 THB) | เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ทุกช่วงอายุ โดดเด่นด้าน Remarketing และเหมาะสำหรับการทำโฆษณา B2C |
| Google Search | ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ด | ต่างกันตามแต่ละประเทศ | เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าและมี Intent ตั้งใจจะซื้อจริงๆ |
| LinkedIn Ads | สูง | สูง | เหมาะสำหรับการทำตลาด B2B และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับองค์กรหรือนักธุรกิจมืออาชีพ |
| LINE Ads (ไทย) | อยู่ในอัตราที่แข่งขันได้(Competitive) | อยู่ในอัตราที่แข่งขันได้(Competitive) | เหมาะสำหรับการทำ CRM และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในไทยด้วย Open Rate ที่สูง |
ทั้งนี้ อย่าเพิ่งตัดสินใจทุ่มงบกับช่องทางใดช่องทางหนึ่งจากตัวเลข CPM หรือ CPC อย่างเดียว แต่ให้โฟกัสที่ค่า CPA และ ROAS ตามเป้าหมายจริงของแบรนด์จะดีกว่า
กลยุทธ์จัดสรรงบและแพลตฟอร์มรุกตลาด SEA
จากภาพรวมทั้งหมดที่ได้เกริ่นไป เราได้สรุปแนวทางง่ายๆ ในการจัดสรรงบประมาณและวางลำดับการเข้าตลาดที่แบรนด์สามารถนำไปปรับใช้ได้ เพื่อให้การบุกตลาดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราบรื่นและเห็นผลลัพธ์ได้จริง ดังนี้
4 แนวทางสำคัญในการเลือก Channel Mix
1. เลือกแอปแชท (Chat Apps) ให้ถูกตลาด
ด้วยพฤติกรรมการสื่อสารของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Conversational Commerce คือ ไม้ตายในการปิดการขาย ซึ่งแต่ละประเทศก็มี ‘แอปประจำตัว’ ไม่เหมือนกัน เช่น
- ไทย มี LINE เป็นพระเอกของการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
- เวียดนาม มี Zalo เป็นแอปแชทอันดับหนึ่ง
- อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างเลือกใช้ WhatsApp เป็นช่องทางหลัก
- เมียนมาและกัมพูชา ทั้งสองมี Messenger และ Viber เป็นช่องทางสื่อสารยอดนิยม
หากเราเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับลูกค้าได้ตรงจุดและปิดการขายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ผสมผสานช่องทางที่ “สร้างดีมานด์” กับ “จับดีมานด์”
อย่าหวังพึ่งแค่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่เราควรนำแบรนด์ไปอยู่ในทุกๆ จุด ตั้งแต่ Top of Funnel ไปจนถึง Bottom of Funnel เช่น ใช้ TikTok, Meta และ YouTube เป็นตัวสร้าง Brand Awareness กระตุ้นให้คนอยากรู้จักสินค้าหรือบริการ จากนั้นค่อยใช้ Google Search และ Marketplace (อย่าง Shopee, Lazada, TikTok Shop) เพื่อรอรับลูกค้าที่พร้อมซื้อ
3. ลุย Social Commerce และ Live Streaming
โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม การขายผ่านไลฟ์สดคือแนวทางที่ไม่ควรมองข้าม เพราะ Conversion Rate พุ่งสูงกว่าการขายรูปแบบปกติหลายเท่า ฉะนั้นอย่าลืมที่จะแบ่งงบโฆษณามาลงจุดนี้
4. แยก B2B และ B2C ให้ชัดเจน
ถ้าแบรนด์คุณเป็นสาย B2B แนะนำให้พักโซเชียลแบบปกติ แล้วพุ่งเป้าไปที่ LinkedIn ทั้ง Sponsored Content และ Lead Gen Forms ควบคู่ไปกับการทำ Google Search จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำที่สุดดีกว่า โดยเฉพาะถ้าต้องการเจาะตลาดในสิงคโปร์
ไกด์ไลน์จัดสรรงบโฆษณาและการตลาด 3 ระยะ
ระยะที่ 1 (เดือน 1-2): ทดสอบตลาด
- เน้นอัดงบโฆษณาไปที่ TikTok และ Meta เพื่อหา Creative หรือกลุ่มเป้าหมายที่ ‘คลิก’ กับแบรนด์ที่สุด
- เตรียมตั้งระบบแชทให้พร้อม (LINE, Zalo, WhatsApp) และอย่าลืมติดตั้งระบบ Tracking เพื่อดูว่าลูกค้ามาจากไหนบ้าง
ระยะที่ 2 (เดือน 3-4): เร่งขยายผล
- ขยายผลด้วยแคมเปญ Google Search เพื่อดักรอคนที่มีความตั้งใจซื้อหรือกำลังมองหาสินค้าจริงๆ
- เปิดร้านของแบรนด์ใน Marketplace และเริ่มทำ Live Commerce เพื่อกระตุ้นยอดขาย
ระยะที่ 3 (เดือน 5 เป็นต้นไป): เพิ่มประสิทธิภาพ
- โฟกัสที่การ Optimize โดยปรับจูน ROAS และ CPA ของแต่ละแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด
- ทำ Remarketing ไปยังลูกค้าที่ยังไม่ตัดสินใจ หรืออาจต่อยอดด้วย Influencer Marketing หรือทำ Affiliate ในตลาดที่ได้รับการตอบรับดี
- ดูแลลูกค้าผ่าน CRM และช่องทางแอปแชทต่างๆ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1.ช่องทางการตลาดไหนที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)
ไม่มีช่องทางเดียวที่ตอบโจทย์ได้ทุกตลาด แต่ถ้าจะวางโครงสร้างให้แข็งแรง แบรนด์ต้องทำ 3 ส่วนนี้ให้ครบผ่านแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ คือ การสร้างตัวตน (เช่น Meta Ads, TikTok Ads) ต่อด้วยการเข้าหาคนที่พร้อมซื้อ (ทำ Google Search Ads) และปิดการขายให้ไวผ่าน Marketplace (Shopee, Lazada) หรือแอปแชทอย่าง LINE, Zalo หรือ WhatsApp เพื่อการันตีความสำเร็จของแคมเปญโฆษณาในภูมิภาคนี้
2. การทำ TikTok Ads สำคัญมากแค่ไหนในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำคัญมากๆ เพราะภูมิภาค SEA ของเราครองแชมป์ ‘ฐานผู้ชมโฆษณา TikTok ที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ ไปแล้ว ยิ่งถ้าดูรายประเทศจะเห็นภาพชัดขึ้น อย่างไทยเราที่เป็นตัวตึงอันดับ 2 ของโลกในแง่ของ Montly Active Users ส่วนฝั่งเวียดนามกับอินโดนีเซียก็ไม่น้อยหน้า เพราะสถิติต้นปี 2025 ชี้ชัดว่าอัตราการเข้าถึงโฆษณาพุ่งกระฉูดถึง 86.8% และ 71.7% ตามลำดับ
3. ทำไมต้องใช้แอปแชทในการทำมาร์เก็ตติ้งใน SEA?
เพราะหัวใจสำคัญของการขายในภูมิภาคนี้คือ ‘การพูดคุย’ หรือที่เรียกกันว่า Conversational Commerce แบรนด์จะหวังแค่โฆษณาแล้วจบเลยไม่ได้ เพราะลูกค้าในบ้านเราชอบทักแชทเพื่อสอบถามหรือขอข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้น แอปแชทที่นิยมก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น คนไทยแทบทุกคนต้องทัก LINE OA ก่อนกดสั่งของ หรือในเวียดนามก็ต้องผ่าน Zalo ส่วนเพื่อนบ้านอย่างอินโดฯ มาเลย์ สิงคโปร์ ก็ใช้ WhatsApp เป็นหลัก ดังนั้น กุญแจสำคัญ คือ การเลือกแอปแชทให้ตรงกับพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าในแต่ละตลาด เพื่อช่วยให้แบรนด์ปิดการขายได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
4. Google Ads ยังจำเป็นไหมในเมื่อโซเชียลครองตลาด?
ยังจำเป็น เพราะแม้โซเชียลมีเดียจะมาแรง แต่ Google ก็ยังเป็นเจ้าตลาด Search ที่มีส่วนแบ่งสูงถึง 80–90% แถมยังเป็นพื้นที่ที่คนมาพร้อม ‘ความตั้งใจซื้อ’ ที่ค่อนข้างสูง (High Intent) นอกจากนี้ ต่อให้ผู้บริโภคจะไปสะดุดตาสินค้า/บริการบนโซเชียลมีเดียก่อน แต่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนกดสั่งซื้อ หลายๆ คนมักจะหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือเทียบราคาบน Google อยู่ดี ดังนั้นถ้าแบรนด์หายไปจาก Touch Point ตรงนี้ ก็เหมือนเสียโอกาสในการโน้มน้าวและปิดการขายลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงินนั่นเอง
5. แพลตฟอร์ม e-Commerce ไหนที่แบรนด์ควรใช้ทำการตลาดใน SEA?
ถ้าถามว่าแบรนด์คุณควรไปลงสนามที่ไหนดี? ในเชิงสถิติ ตอนนี้ Shopee ยังคงครองแชมป์เบอร์หนึ่งในตลาดของ 6 ประเทศ ด้วยส่วนแบ่งการตลาดไปถึง 53% แต่ที่ห้ามมองข้ามเลยคือ TikTok Shop (รวม Tokopedia) ซึ่งกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่วน Lazada ก็ยังคงครองอันดับ 3 ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งทั้ง 3 แพลตฟอร์มนี้รวมกันก็ครองส่วนแบ่งตลาดไปเกือบหมด (98.8%) พูดได้ว่าแบรนด์สามารถสร้างร้าน Official Store ได้ทั้งสามแพลตฟอร์ม แต่ก็ต้องพิจารณาประเภทสินค้าและกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเทศเป็นหลักด้วย
6. การทำการตลาดกับกลุ่ม B2B ควรใช้ช่องทางใดในภูมิภาคนี้?
สำหรับแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็น B2B แนะนำให้โฟกัสไปที่ LinkedIn เป็นหลัก โดยเฉพาะถ้ากำลังวางแผนเจาะตลาดในสิงคโปร์ เพราะที่นี่คือแหล่งรวมตัวของผู้มีอำนาจตัดสินใจของหลายธุรกิจใหญ่ในระดับภูมิภาค การยิงโฆษณา Sponsored Content หรือใช้ Lead Gen Forms ของ LinkedIn ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ และหากเสริมทัพด้วย Google Search รวมไปถึงการเก็บ Lead ผ่านอีเมลหรือแชทอย่างต่อเนื่อง รับรองว่าช่วยให้ทีมมาร์เก็ตติ้งหาลูกค้าใหม่ๆ ได้แม่นยำและเห็นผลดีกว่าเดิมแน่นอน
สรุปปิดท้าย: ความสำเร็จในตลาด SEA เริ่มต้นด้วยการเข้าใจความต่าง
พออ่านมาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเห็นภาพตรงกันว่า ตลาดทั้ง 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่พื้นที่ที่จะใช้สูตรการโฆษณาแบบเดียวแล้วจบ แต่เป็นสนามที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรม พฤติกรรม และแพลตฟอร์มที่หลากหลาย แบรนด์ที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในภูมิภาคนี้ คือแบรนด์หยุดทำ ‘แคมเปญเดียวทั้งภูมิภาค’ แล้วหันมาทำการบ้านด้วยการออกแบบ Channel Mix ที่อิงจาก Insight จริงๆ ของตลาดแต่ละประเทศ ตั้งแต่การเลือกแอปแชทให้ตรงใจผู้บริโภค การบาลานซ์ช่องทางที่สร้างดีมานด์และจับดีมานด์ใน Marketing Funnel ไปจนถึงการทำ Social Commerce และ Live Streaming ในจุดที่เหมาะสม
เพราะในโลกที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนเป็นอวัยวะที่ 33 การเข้าถึงลูกค้าไม่ได้มีแค่การทุ่มงบโฆษณา แต่คือการปรากฏตัวให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกช่องทาง และถ้าคุณพร้อมแล้วที่จะพาแบรนด์ไปเติบโตทั่วภูมิภาค SEA อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ Strategic Asia Marketing Alliance (SAMA) และสมาชิกมาร์เก็ตติ้งเอเจนซี่ในนานาประเทศช่วยพาธุรกิจคุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ
อยากขยายแบรนด์สู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ปังกว่าเดิม? ติดต่อปรึกษา SAMA ได้ที่
เว็บไซต์: samaalliance.com
อีเมล: thailand@samaaliance.com
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- DataReportal & We Are Social/Meltwater – Digital 2025/2026 Reports (Thailand, Indonesia, Vietnam, Philippines, Malaysia, Singapore, Myanmar, Cambodia)
- Google, Temasek & Bain – e-Conomy SEA 2025 Report
- Momentum Works – Southeast Asia Ecommerce Report 2025 (GMV US$157.6B)
- Statista – Digital/Social Media Advertising Southeast Asia 2025
- Meltwater – Social Media Statistics by Country 2025/2026
- อ้างอิงต้นทุนโฆษณา (CPM/CPC) – ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม TikTok/Meta ปี 2025 (ค่าอ้างอิงสากล)