ในยุคที่หันไปทางไหน ใครๆ ก็พูดถึงแต่เรื่อง AI หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนให้เหลือน้อยที่สุด จนบางครั้งเราเผลอลืมไปว่าผลงานที่ดีนั้น มันเริ่มมาจากการทำความเข้าใจคนด้วยกัน
เมื่อเร็วๆ นี้ Content Shifu มีโอกาสพูดคุยกับ คุณ Yasuharu Sasaki (Yasu) ผู้ก่อตั้ง Dentsu Lab Tokyo ชายผู้หลงใหลในศิลปะพอๆ กับวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขามาแชร์วิสัยทัศน์ในฐานะ Grand Jury President ในงาน ADFEST 2026 ที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ ซึ่งงานนี้ถือเป็นงานเทศกาลโฆษณาและความคิดสร้างสรรค์ระดับเอเชียแปซิฟิกที่กลับมาพร้อมแนวคิด “Human+” ที่ไม่ได้หมายถึงการที่มนุษย์จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ ให้ความคิดสร้างสรรค์ยังคงมีหัวใจ และเทคโนโลยีมีความหมายต่อสังคม
สิ่งที่เราได้รับจากการพูดคุยกับคุณซาซากิไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เป็นมุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พวกเราทำงานในวงการนี้ได้อย่างมีหัวใจและมีความสุขมากขึ้น วันนี้เราเลยอยากสรุปประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านกัน
ยาวไป อยากเลือกอ่าน?
ถอดมุมมอง Yasuharu Sasaki ในงาน ADFEST 2026
1. เลิกมอง AI เป็นแค่เครื่องประหยัดแรง แต่ให้มองเป็น “แว่นขยายความรู้สึก”
หลายแบรนด์ใช้ AI เพื่อเพิ่ม Efficiency หรือดูว่าทำยังไงให้คนคลิกเยอะที่สุด แต่คุณซาซากิเสนอให้เราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ไม่ควรจำกัดความ AI ไว้แค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้มันเพื่อสำรวจความรู้สึกที่ซ่อนอยู่
“Viewing AI not as a tool for efficiency but as a device for deepening human understanding.”
คุณซาซากิเชื่อว่า AI สามารถเปลี่ยนความเย็นชาจากตัวเลข ให้กลายเป็นความอบอุ่นจากประสบการณ์ได้ ถ้าเรามีกรอบแนวคิดแบบ Human-centric ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ คือ
- Advancing humanity: ใช้ AI เพื่อยกระดับคุณค่าของมนุษย์
- Augmenting humanity: ขยายขีดความสามารถที่มนุษย์เคยทำไม่ได้
- Human experience: สร้างประสบการณ์น่าประทับใจที่เชื่อมโยงได้กับชีวิตประจำวัน
- Human aesthetics: ไม่ทิ้งเรื่องสุนทรียภาพและความสวยงาม
- Human touch/craft: ยังคงไว้ซึ่งความรู้สึกจากงานฝีมือ (Craft) ที่ละเอียดอ่อน
ตัวอย่างเช่น Project Humanity ที่นำ Data และเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้พิการกลับมาเล่นดนตรีหรือเต้นรำได้อีกครั้ง งานนี้ไม่ได้ทำเพื่อแก้ปัญหาเชิงฟังก์ชันเท่านั้น แต่ทำเพื่อสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่
หรือจะเป็นโครงการ Waves of Will ภายใต้โปรเจกต์ Fantati ที่ใช้ Generative AI สร้างผิวสัมผัสให้เด็กๆ ได้ลองสัมผัสผิวของมังกรหรือเขายูนิคอร์นผ่านอุปกรณ์พิเศษ ซึ่งมันช่วยขยายจินตนาการไปไกลกว่าแค่ภาพนิ่งหรือวิดีโอ นี่แหละคือตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อ Well-being และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน
แทนที่จะให้ AI ช่วยหาว่าทำอย่างไรคนถึงจะสนใจงานของเรามากขึ้น ลองใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ดูไหมว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข หรืออะไรคือ Pain Point ที่แท้จริงที่เทคโนโลยีจะเข้าไปช่วยได้
อ่านบทความเพิ่มเติม สูตรลับ 10X Marketing Growth: เมื่อ Automation พบ Human Creativity
2. Emotional KPI: วัดผลด้วย “รอยยิ้ม” และ “น้ำตา”
ถามว่าแล้วเราจะวัดผลความอบอุ่นหรือความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้เหล่านั้นได้อย่างไร? หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจากการวัดผลที่ตัวเลขบน Dashboard มาเป็นการวัดผลด้วยอารมณ์ผ่านการดูปฏิกิริยาทางกายภาพของผู้คนจริงๆ
“What we want to focus on is not just the numbers and not the chart, but we always want to see the people’s faces and expressions.”
มนุษย์เราไม่ได้ชอบอะไรที่สมบูรณ์แบบเสมอไป บางครั้งเราชอบความไม่สมบูรณ์แบบ ชอบให้มีช่องว่างให้ความคิดเราได้เข้าไปเติมเต็ม งานที่ AI คำนวณมาให้อาจเป๊ะเกินไปจนดูจืดชืดและขาดเสน่ห์
ในฐานะนักการตลาด เราอาจต้องเลิกพยายามควบคุมทุกอย่างให้ราบรื่นเกินไปแล้วลองสร้าง “ช่องว่าง” หรือ “แรงเสียดทาน” บางอย่างที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้ามามีส่วนร่วมและสนุกไปกับแบรนด์อย่างเป็นธรรมชาติ
3. จะสร้าง Brand Love ระยะยาว ต้องใช้ “มนุษย์” คัดกรอง
AI อาจจะเก่งเรื่องการทำ Performance ระยะสั้น แต่ถ้าโจทย์คือการทำให้คนรักแบรนด์ คุณซาซากิยืนยันว่า เจตจำนงของมนุษย์ยังเป็นที่หนึ่งเสมอ โดยเขาได้นิยามความรักในแบรนด์ (Brand Love) ไว้อย่างลึกซึ้งว่า
“Brand love is made from the human; more human aesthetics and storytelling and craft or the brand’s strong will to make something change”
เทคนิคง่ายๆ คือการทำงานแบบ Co-creation หน้าที่ของนักการตลาดคือการตั้งคำถามที่ดีให้ AI แล้วใช้ความหลงใหล (Passion) ของเราเข้าไปเลือก (Selfishly select) คำตอบที่ดีที่สุดออกมาปั้นต่อ เพื่อให้งานนั้นสะท้อนถึงเจตจำนงที่แบรนด์ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกจริงๆ
สรุป: อย่าปล่อยให้ Passion ถูกกลืนกินใน “ทะเลแห่งอัลกอริทึม”
สำหรับใครที่กำลังกังวลว่าจะสู้กับ AI ได้ไหม หรือจะรักษาตัวตนไว้ได้ยังไงในโลกยุคใหม่ คุณซาซากิได้ทิ้งท้ายบทเรียนที่สำคัญที่สุดไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์คือเรื่องของความหลงใหลเสมอ ดังนั้นจงจินตนาการถึงความหลงใหลนั้นใหม่ แล้วใช้ AI เพื่อทำให้ความหลงใหลนั้นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“We must remember that creativity was always about such passionate work. So let’s reimagine the passion and make that passion more stronger using AI.”
โลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วย Data อาจทำให้เราลืมไปว่า “งานคราฟต์” และ “การเล่าเรื่อง” ที่กินใจคนนั้นล้วนเกิดจากความหลงใหล หน้าที่ของเราไม่ใช่การวิ่งหนี AI แต่คือการเรียนรู้มัน (Mastering AI) แล้วใช้มันเป็น “เครื่องขยายเสียง” Passion ของเราให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปเติมพลังความเป็นมนุษย์ ได้ที่ ADFEST 2026!
นี่คือโอกาสที่จะได้ Networking กับคนในวงการจากทั่วเอเชีย และอัปเดตเทรนด์ที่จะขับเคลื่อนอนาคตของพวกเราจริงๆ ถ้าคุณอยากสัมผัสพลังงานบวกแบบนี้จากวิทยากรระดับโลกตลอด 3 วันเต็มด้วยตัวเอง มาเจอกันที่งาน ADFEST 2026
📅 วันที่: 19 – 21 มีนาคม 2569
📍 สถานที่: Pattaya Exhibition and Convention Hall (PEACH), Royal Cliff Hotels Group, Pattaya
🔍 Agenda: https://www.adfest.com/Home/Program/index.htm
🎟️ จับจองบัตรได้แล้วที่: https://www.adfest.com/Home/HowtoRegister/index.html
ในงานนี้เราจะได้เห็นงานที่สร้างจาก “หัวใจ” อีกมากมายแน่นอน!