Blog

ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคโหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) ปี 2026

• 11 มีนาคม 2026

ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคโหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) ปี 2026 สรุปจาก Thailand Digital Playbook 2026

Share on

Share on

ผู้บริโภคชาวไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การเลิกจ้างงาน มิจฉาชีพที่แฝงตัวในทุกแพลตฟอร์ม ไปจนถึงภัยธรรมชาติและมลพิษที่ดูเหมือนจะไม่ลดลงไปสักทีส่งผลให้ผู้บริโภคชาวไทยเกิดความหวาดระแวงและเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “โหมดเอาตัวรอด” (Survival Mode)

ความท้าทายนี้ทำให้นักการตลาดต้องเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่สูญเสียความไว้วางใจต่อแบรนด์ และเปลี่ยนจากการซื้อเพราะอยากซื้อ มาเป็นการใช้ชีวิตที่จับจ่ายด้วยตามสัญชาตญาณที่มีความระมัดระวังมากขึ้น

เนื้อหาในบทความนี้ เขียนจากการวิเคราะห์เพิ่มจากเนื้อหาบางส่วนหนังสือ “Thailand Digital Playbook 2026” จัดทำโดย WPP Media ซึ่งเป็นคู่มือเชิงกลยุทธ์ที่รวบรวมทั้งเสียงจากคนทำงานจริงและข้อมูลอินไซต์ผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้พวกเราจัดลำดับความสำคัญสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของความไว้วางใจในโหมดเอาตัวรอดของผู้บริโภคไทย ซึ่งเป็น Topic สำคัญที่เราจะมาเจาะลึกกันในบทความนี้ค่ะ

วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในโหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) เมื่อความกลัวมีอำนาจเหนือความอยาก

ในสภาวะที่หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกิน 90% ของ GDP และค่าครองชีพ (ค่าไฟ, ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคจึงต้องใช้จ่ายด้วยความระมัดระวังมากขึ้น จิตวิทยาการเลือกซื้อของจึงเปลี่ยนจากการซื้อเพื่อยกระดับฐานะมาเป็นการซื้อเพื่อประคองความรู้สึกและสถานะให้อยู่รอดในแต่ละวัน โดยความสุขที่อยู่ในโหมดเอาตัวรอดนี้ คือการมีความสุขพื้นฐานที่จับต้องได้ง่ายในแต่ละวัน และผู้บริโภคแต่ละกลุ่มก็มีเป้าหมายที่ต่างกันออกไป

ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคโหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) ในปี 2026 สรุปจากรายงาน Thailand Digital Playbook 2026

Identity Builders (วัยรุ่น/นักศึกษา)

แสวงหาความเป็นอิสระ การพึ่งพาตนเอง และต้องการได้รับการยอมรับในความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ผู้บริโภคกลุ่มนี้โตมาในยุคที่เห็นคนรุ่นพี่เรียนจบสูงๆ แต่ตกงานหรือเงินเดือนไม่พอใช้ หรือไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดหวัง ความเชื่อที่ว่าใบปริญญาคือใบเบิกทางเริ่มสั่นคลอน พวกเขาจึงเลือกสร้างตัวตนผ่านทักษะที่ทำเงินได้จริงทันที เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาครอบครัวที่อาจมีฐานะการเงินไม่แน่นอน

นี่เป็นเหตุผลให้เกิดเทรนด์การทำ “Side Hustle” หรือรับงานฟรีแลนซ์ตั้งแต่วันเรียน เช่น การรับกดบัตรคอนเสิร์ต, ขายของออนไลน์ใน TikTok, การทำ Affiliate หรือการเป็น Nano-Influencer เป็นต้น

Career Builders (วัยทำงานตอนต้น)

มุ่งสร้างพอร์ตโฟลิโอการทำงาน ต้องการการยอมรับทางสังคม และพยายามลดความกดดันในชีวิต

ในยุคที่การเลิกจ้าง (Layoff) เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ กลุ่ม Career Builders จึงไม่ได้มองแค่การทำงานให้เสร็จ แต่เป็นการทำงานเพื่อสะสมแต้มต่อในตลาดแรงงาน

แม้จะมุ่งสร้างพอร์ต แต่พวกเขากลับกดดันมหาศาล (Burnout) จึงเกิดเทรนด์การหา “Work-Life Integration” หรือการทำงานทางไกล เพื่อลดค่าใช้จ่ายแฝงอย่างค่าเดินทางและค่าภาษีสังคมในออฟฟิศกรุงเทพฯ การได้ทำงานที่คาเฟ่หรือ Co-working Space ไม่ใช่แค่เพื่อความเท่ แต่คือการเลือกสภาพแวดล้อมที่เขาสามารถควบคุมได้ เพื่อลดความเครียดจากการถูกกดทับด้วยระบบโครงสร้างองค์กรแบบเดิม

นอกจากนี้ จากความกดดันของการพยายามเก็บเงินก้อนใหญ่ ทำให้เกิดพฤติกรรมการซื้อความสุขเล็กๆ ที่จับต้องได้แทน เพื่อเยียวยาจิตใจจากการทำงานที่หนักแต่รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ การแสวงหาความสุขแบบ “Small Luxury” เช่น ให้รางวัลตัวเองด้วยมื้ออาหารดีๆ อาทิตย์ละมื้อ หรือเข้าร้านนวดเดือนละครั้ง ฯลฯ จึงเป็นการบริโภคที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่สุด

Family Builders (พ่อแม่)

โฟกัสไปที่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและรากฐานที่มั่นคงให้กับลูก

พ่อแม่ยุคนี้มีความเชื่อเรื่อง “Fear of Missing Out (FOMO) for Children” กลัวว่าถ้าลูกไม่มีทักษะพิเศษจะเอาตัวรอดในโลกอนาคตไม่ได้ พวกเขาจึงยอมตัดงบตัวเอง (เช่น เสื้อผ้า, การสังสรรค์, ฯลฯ) เพื่อนำเงินไปลงทุนกับลูกซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของครอบครัว เช่น การเลือกโรงเรียนให้ลูกที่เน้น Multi-skills หรือหลักสูตรสองภาษา และการเลือกบริโภคสินค้ากลุ่ม Health & Safety 

New Life Builders (วัยเกษียณ)

ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ปกป้องทรัพย์สิน และหากิจกรรมทำมากขึ้น

สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดแล้ว (Super-Aged Society) คนกลุ่มนี้มีความกังวลเรื่องการเป็นภาระลูกหลานและความมั่นคงของค่ารักษาพยาบาล ความเชื่อของพวกเขาคือการป้องกันถูกกว่าการรักษา พฤติกรรมการจ่ายจึงมุ่งไปที่อะไรก็ตามที่ช่วยยืดระยะเวลาการมีสุขภาวะที่ดี  เช่น การหันมาใช้แอปพลิเคชัน Line เพื่อเช็กข้อมูลสุขภาพ และเข้าสู่ตลาด Wellness Tourism หรือการอยู่คอนโดมิเนียมสำหรับผู้สูงอายุที่มีบริการทางการแพทย์

Nexus Builders (กลุ่ม DINKs – มีรายได้ทั้งคู่แต่ไม่มีลูก)

หลีกเลี่ยงภาระจากการมีลูก โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่เลือกลงทุนกับความสุขผ่านการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ยานพาหนะ และสัตว์เลี้ยง

ด้วยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็กหนึ่งคนจนจบปริญญาในไทยที่สูงมหาศาล กลุ่ม DINKs มองว่าการมีลูกคือความเสี่ยงทางการเงินและชีวิตของเด็ก พวกเขาจึงเลือกถ่ายโอนความรักไปที่สัตว์เลี้ยงแทน และเน้นการใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่น และการท่องเที่ยวคือการให้รางวัลตัวเองที่ไม่ต้องแบกภาระทางสังคมเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ จึงทำให้เกิดเทรนด์ Pet Humanization (เลี้ยงสัตว์เหมือนลูก) ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ “ฮีลใจ” (Heal-Jai Economy) คืออะไร?

เศรษฐกิจ “ฮีลใจ” (Heal-Jai Economy) หรือที่ในระดับสากลเรียกว่า Healing Economy หรือ Emotional Economy คือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้าและบริการที่เน้นการเยียวยาสภาวะจิตใจ เนื่องจากในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน (VUCA World) การตัดสินใจของผู้บริโภคในปัจจุบันได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอารมณ์ความรู้สึก เช่น ความสุข ความผูกพัน หรือความรู้สึกปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ราคาหรือฟังก์ชันการใช้งานเพียงอย่างเดียว

โดยพฤติกรรมนี้เกิดจากความต้องการเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ที่เกิดจากความเครียดหรือความโดดเดี่ยว ส่งผลให้สินค้าหรือบริการประเภทสินค้าหรือบริการเชิงประสบการณ์ (Experience-based), สินค้าที่ช่วยปรับอารมณ์หรือสร้างความรู้สึกดี (Mood-boosting), สินค้าเพื่อสุขภาวะ (Wellness) หรือประสบการณ์แบบ Immersive อื่นๆ เติบโตมากขึ้น

เศรษฐกิจ "ฮีลใจ" (Heal-Jai Economy) คืออะไร? ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคโหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) ในปี 2026 สรุปจากรายงาน Thailand Digital Playbook 2026

สังเกตได้จากการเติบโตของกลุ่มพ่อแม่สัตว์เลี้ยง (Pet Parent) ที่ยอมจ่ายแพงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง, วัฒนธรรมการรวมตัวรับประทานอาหารร่วมกัน (เช่น บุฟเฟต์หมูกะทะ) เพื่อผ่อนคลายและเข้าสังคม รวมไปถึงการสร้างความสุขระดับท้องถิ่น (Hyperlocal Joy) อย่างงานวัด งานหมอลำ งานคอนเสิร์ต ที่เข้าถึงง่ายและให้ความบันเทิงอย่างแท้จริง

เจาะลึกความกลัวและพฤติกรรมเชิงป้องกันของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ความกลัวเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมในโหมดเอาตัวรอดนี้ด้วย เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ต้องการหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ กลัวของปลอม กลัว AI หลอก และกลัวการถูกเก็บข้อมูลส่วนตัว นำไปสู่พฤติกรรมการใช้จ่ายเชิงป้องกัน เช่น

  • ตรวจสอบอย่างละเอียด

ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารล้นฟีด ผู้บริโภคไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล แต่ขาดแคลนความจริง การเผชิญหน้ากับข่าว Deepfake, รีวิวปลอม, และมิจฉาชีพในคราบร้านค้าออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความอ่อนล้าในการตัดสินใจ การเลือกเฉพาะแบรนด์ที่คุ้นเคยหรือซื้อสินค้าใหม่จากแหล่งที่คุ้นเคย จึงไม่ใช่แค่เรื่องความภักดี (Loyalty) แต่คือการลดความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่หามาได้ยากจะไม่สูญเปล่าด้วย

  • ซื้อขนาดทดลอง (Trial-size)

ความกลัวเรื่องความไม่คุ้มค่าทำให้ความอยากในการเสี่ยงลงทุนกับสินค้าขนาดจริงลดลงหากยังไม่มั่นใจในผลลัพธ์หรือคุณค่าของการบริการ สินค้าขนาดทดลองจึงเข้ามาเป็นตัวเลือกที่ช่วยลดกำแพงการตัดสินใจซื้อตรงนี้

แล้วถึงแม้ “สินค้ากล่องสุ่ม” จะมีความเสี่ยง แต่ความตื่นเต้นจะช่วยชดเชยความเครียดจากการใช้จ่ายเชิงป้องกันได้

  • ความไว้วางใจใน Live Commerce

ในวันที่ AI สามารถเลียนแบบเสียงและใบหน้าได้อย่างแนบเนียน การได้เห็นสินค้าในมือคนจริงๆ ที่กำลังขยับ พูดตอบโต้ และโชว์ตำหนิหรือเนื้อสัมผัสแบบเรียลไทม์ คือการพิสูจน์การมีอยู่จริงของสินค้า ซึ่ง AI หรือรูปภาพสต็อกให้ไม่ได้ กิจกรรมการไลฟ์สดจึงกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์เพราะผู้บริโภคได้เห็นคนจริงๆ พูดตอบโต้ต่อรองราคา และการสร้างความบันเทิงระหว่างไลฟ์สดก็ช่วยลดความตึงเครียดในการช้อปปิ้ง ทำให้ผู้บริโภครู้สึกผ่อนคลายและไว้วางใจได้ง่ายขึ้น

เมื่อความกลัวลดลง การตัดสินใจซื้อก็เกิดขึ้นได้เร็วผ่านระบบการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการขี้ระแวง แต่มันคือสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด แบรนด์ที่ชนะจึงเป็นแบรนด์ที่สามารถโปร่งใสและดูน่าเชื่อถือในฐานะมนุษย์ได้มากที่สุด

ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคโหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) ในปี 2026 สรุปจากรายงาน Thailand Digital Playbook 2026

4 กลยุทธ์นักการตลาด รับมือโหมดเอาตัวรอดของลูกค้า

  1. Embed, Don’t Interrupt (แฝงตัวอย่างแนบเนียน ไม่ขัดจังหวะ)

นอกจากความกลัวที่เล่ามาแล้ว ผู้บริโภคยังมีสภาวะ “Ad Fatigue” หรือความเหนื่อยล้าจากการถูกยัดเยียดโฆษณา พวกเขาพร้อมจะกด Skip หรือใช้ Ad-blocker ทันทีที่รู้สึกว่าถูกรบกวนในขณะกำลังเสพสื่อเพื่อความบันเทิง ดังนั้น อย่ารบกวนเวลาเสพคอนเทนต์ของผู้บริโภค แต่จงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโลกของพวกเขา การแฝงตัวเข้าไปใน Content ที่เขาสนใจอย่างแนบเนียน (เช่น In-game Advertising, Short-form Drama หรือการคอลแล็บกับ Creator) จะช่วยลดแรงต้านในการสื่อสารได้

  1. Tech-Powered Trust (ใช้เทคโนโลยีสร้างความเชื่อมั่น)

เมื่อความกลัวเรื่อง “ของปลอม” และ “Deepfake” พุ่งสูงขึ้น หน้าที่ของเทคโนโลยีที่จะสามารถเข้ามามีบทบาทได้คือการเข้ามาช่วยตรวจสอบหรือช่วยเลือกตัดสินใจ เช่น AR/VR Virtual Try-on ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการซื้อสินค้าผิดขนาดหรือผิดสเปก หรือ การใช้ AI เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแบบ Real-time เช่น สถานะการผลิต, สถานะการจัดส่ง เป็นต้น

  1. Authenticity Wins (ความจริงใจคือผู้ชนะ)

ในยุคที่ AI สร้างภาพที่สวยเพอร์เฟกต์ได้ในพริบตา ผู้บริโภคกลับโหยหา “ความไม่สมบูรณ์แบบที่จริงใจ” แบรนด์ที่กล้าโชว์เบื้องหลัง (Behind the scenes) กล้าเล่าความผิดพลาด หรือใช้พนักงานจริงๆ มาเป็นกระบอกเสียง จะได้รับความไว้วางใจมากกว่าการจ้างอินฟลูฯ ที่ดูห่างไกลจากการทำงานของแบรนด์ ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นการ สร้าง “Emotional Connection” ที่ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าจากคนที่เขารู้สึกว่าจริงใจอย่างเป็นธรรมชาติและคุยภาษาเดียวกัน

  1. Consistency Cultivates Conversion (ความสม่ำเสมอสร้างยอดขาย)

ความสม่ำเสมอคือเครื่องยืนยันความมั่นคงของแบรนด์ และความสม่ำเสมอไม่ใช่แค่การโพสต์บ่อย แต่คือการแสดงความคงเส้นคงวาของ Brand Promise หากแบรนด์พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่าง หรือเปลี่ยนบุคลิกไปมาตามเทรนด์ ผู้บริโภคจะเกิดความไม่มั่นใจและถอยห่างทันที ดังนั้นการสร้างภาพจำที่ชัดเจนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อมจะจ่าย แบรนด์ของเราคือชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในใจโดยไม่ต้องคิดซ้ำ

สรุป

เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรับตัวในโลกการตลาดยุคใหม่เท่านั้น นอกจากนี้แล้วยังมีพฤติกรรมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอีกมากมายที่นักการตลาดอย่างเราต้องศึกษากันต่อไป

ในหนังสือ Thailand Digital Playbook 2026 ฉบับเต็มเขายังมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบทบาทของ AI ที่เข้ามาเขย่าวงการการตลาด การบริหารจัดการข้อมูลความเป็นส่วนตัวเพื่อซื้อใจลูกค้า ไปจนถึงวิวัฒนาการของ eCommerce ที่จะเปลี่ยนเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง ทีม WPP ทำออกมาได้เข้าใจง่ายและเอาไปปรับใช้ได้จริง สามารถเข้าไปอ่านได้ฟรี ที่นี่  เลยค่ะ 

ใครอ่านแล้วมีจุดไหนที่อยาก Discuss กัน สามารถทักมาพูดคุยกันได้ที่เพจ Content Shifu นะคะ

Share on

Chama

Writer

Chama

ชมา Content Creator จาก Content Shifu - ชอบสังเกตกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และ Customer Experience ส่วนตัวสนใจเรื่อง Productivity ของคนทำงาน และกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับ ESG เวลาว่างมักใช้เวลาบน Netflix กับเรียลลิตี้และสารคดีอาชญากร

More From Me