Blog

เปิดคัมภีร์ 10 โมเดลหาเงินออนไลน์สำหรับ Creator

• 1 ตุลาคม 2025

Share on

Share on

ในอดีตรายได้หลักของ Creator มักจะผูกอยู่กับค่าโฆษณาเป็นหลัก แต่ปัจจุบันที่เป็นยุคที่ Creator เติบโตขึ้นอย่างมาก วิธีการหารายได้ของ Creator ก็ Advance มากขึ้นเช่นกัน 

Creator ที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “คนทำคอนเทนต์” แต่เป็น “เจ้าของธุรกิจ” ที่มีโมเดลการสร้างรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น

Creator Economy นี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการ Drive อุตสาหกรรมต่างๆ เลย

ซึ่ง รายงานจาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของ Creator Economy อาจพุ่งสูงถึง 480 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ที่สามารถสร้างชุมชนผู้ติดตามที่แข็งแกร่งและนำเสนอคุณค่าได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

ในบทความนี้ ผมจะพาคุณไปเจาะลึก 10 โมเดลธุรกิจที่เป็นไปได้สำหรับ Creator โดยแบ่งตาม “ผู้จ่ายเงิน” ออกเป็น 3 หมวดหมู่หลักคือ ผู้ชม, แบรนด์ และบริการอื่นๆ เพื่อให้ Creator อย่างคุณได้เห็นภาพรวมและสามารถนำไปปรับใช้สร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้

ถ้าพร้อมแล้ว ไปลุยหารายได้กันเลยครับ!

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

โมเดลหาเงินออนไลน์หมวดหมู่ที่ 1: Direct from Community (โมเดลที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ชมโดยตรง)

โมเดลต่างๆ ในกลุ่มนี้ถือเป็นหัวใจของการสร้างธุรกิจ Creator ที่มั่นคงที่สุด เพราะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการเงินโดยตรงกับกลุ่ม Fanclub ที่ชื่นชอบ หลงรัก และภักดีในตัวคุณมากที่สุด มันช่วยลดการพึ่งพา Algorithm ที่คาดเดายากหรือข้อตกลงกับแบรนด์ที่ไม่แน่นอน ทำให้คุณสามารถควบคุมธุรกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่

1. Subscriptions & Memberships (ระบบสมัครสมาชิก)

โมเดลการนี้คือการเปลี่ยนผู้ชมทั่วไปให้กลายเป็น “สมาชิก” ที่จ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายปี เพื่อแลกกับการเข้าถึง Premium Content, Privilege หรือการได้เป็นส่วนหนึ่งขอ Closed Community สิ่งนี้สร้างรายได้ที่คาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับธุรกิจ

ตัวอย่างการทำ Subscriptions & Memberships

  • YouTube Channel Memberships: เป็นฟีเจอร์ที่ทำงานบน YouTube โดยตรง ช่วยให้แฟนๆ สนับสนุนคุณได้ง่ายขึ้น สมาชิกจะได้รับป้ายสถานะพิเศษข้างชื่อ, Emoji สำหรับใช้ในช่องแชท และสิทธิ์ในการเข้าถึงโพสต์หรือวิดีโอสำหรับสมาชิกโดยเฉพาะ
  • Paid Newsletters: สำหรับ Creator สายเขียน แพลตฟอร์มอย่าง Substack หรือ Ghost ช่วยให้คุณสามารถส่งบทวิเคราะห์เชิงลึกหรือคอนเทนต์ของคุณให้กับสมาชิกที่ยอมจ่ายเงินเพื่ออ่านโดยเฉพาะ
  • Private Communities: การใช้แพลตฟอร์มอย่าง Circle, Mighty Networks หรือแม้กระทั่ง Discord Server แบบ Premium เพื่อสร้างพื้นที่ให้สมาชิกได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในหัวข้อที่พวกเขาสนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จาก Social Media ทั่วไป

2. Donations & Tipping (การบริจาคและให้ทิป)

Donations & Tipping ป็นโมเดลที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดในการให้ผู้ชมแสดงความชื่นชมและสนับสนุนคุณทางการเงิน เป็นการจ่ายเงินแบบครั้งเดียวที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เหมาะสำหรับเป็นรายได้เสริมที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ข้อด้อยคืออาจจะทำให้ Cashflow ของคุณไม่สม่ำเสมอ

ตัวอย่างการขอ Donations & Tipping สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่าน

  • Buy Me a Coffee ที่เป็นแพลตฟอร์มช่วยให้คุณสามารถสร้างหน้า Landing Page ที่น่ารักและเป็นกันเอง ให้ผู้สนับสนุนสามารถ “เลี้ยงกาแฟ” หรือให้ทิปเล็กๆ น้อยๆ แก่คุณได้ ซึ่งมักจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่เมื่อรวมกันจากหลายๆ คนก็อาจจะเอาเรื่องอยู่
  • Livesteaming: เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่ม Gamers & Livestreamers ไม่ว่าจะเป็น YouTube Super Chat, Twitch Bits/Subs, หรือของขวัญใน TikTok ผู้ชมจะจ่ายเงินเพื่อให้ข้อความของตนเองโดดเด่นและได้รับการมองเห็นจาก Creator ระหว่างการ Live

3. Digital Products (สินค้าดิจิทัล)

การขาย Digital Product เป็นหนึ่งในโมเดลการที่ Scale ได้ดีที่สุดโมเดลนึง เพราะคุณใช้เวลาและทรัพยากรสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แต่สามารถขายซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวน โดยแทบไม่มีต้นทุนเพิ่ม ทำให้กำไรสูงมากๆ

ตัวอย่างการทำ Digital Products เช่น

  • Courses & Workshops: หากคุณมีความเชี่ยวชาญในทักษะใดทักษะหนึ่ง เช่น การตัดต่อวิดีโอ, การถ่ายภาพ, การตลาดออนไลน์ หรือแม้แต่การทำอาหาร คุณสามารถสร้างคอร์สเรียนออนไลน์บนแพลตฟอร์มอย่าง Teachable, Kajabi หรือ Thinkific เพื่อสอนทักษะเหล่านั้นให้กับผู้ติดตามของคุณ
  • Ebooks & Resources: รวบรวมองค์ความรู้หรือเทคนิคต่างๆ ของคุณให้อยู่ในรูปแบบ Ebook หรือ Resources ที่ผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดไปศึกษาได้ทันที 
  • Templates:  Prductกลุ่มนี้ช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้งานได้มหาศาล ตัวอย่างเช่น พรีเซ็ตแต่งภาพ Lightroom สำหรับช่างภาพ, เทมเพลต Notion สำหรับสาย Productivity, หรือเทมเพลตสำหรับตัดต่อวิดีโอสำหรับ Vlogger
  • Digital Art & Assets: สำหรับ Creator สายศิลปินหรือนักออกแบบ คุณสามารถขาย Stock Image, Sound, 3D Model หรือไฟล์งานออกแบบต่างๆ บน Marketplace เช่น Shutterstock, Envato ได้

4. Merchandise (การขายสินค้าที่จับต้องได้)

การขายสินค้าที่มีแบรนด์ของคุณติดอยู่ ช่วยทั้งสร้างรายได้ และช่วยเป็นเครื่องมืทางการตลาด ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้และทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

ตัวอย่างการทำ Merchandise เช่น

  • Print-on-Demand – POD (การผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ): คุณสามารถใช้บริการอย่าง Printful หรือ Teespring ในการช่วยทำ Merchandise ได้โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนสต็อกสินค้าเอง คุณเพียงแค่ออกแบบลายเสื้อยืด, แก้วน้ำ, หรือโปสเตอร์ เมื่อมีคนสั่งซื้อ บริษัท POD จะเป็นผู้ผลิตและจัดส่งให้โดยอัตโนมัติ
  • Custom Products: สำหรับ Creator ที่มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น การสร้าง Custom Product จะช่วยสร้างความแตกต่างและทำกำไรได้สูงกว่า เช่น Creator สายฟิตเนสอาจขายยางยืดออกกำลังกายแบรนด์ตัวเอง หรือเชฟอาจทำซอสสูตรลับออกขาย แม้จะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า แต่ผลตอบแทนก็สูงกว่าเช่นกัน

โมเดลหาเงินออนไลน์หมวดหมู่ที่ 2: Brand Partnership (โมเดลที่ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์)

โมเดลกลุ่มนี้เป็นรูปแบบการสร้างรายได้แบบดั้งเดิมที่หลายคนคุ้นเคย เป็นการที่แบรนด์หรือบริษัทต่างๆ ยอมจ่ายเงินให้คุณเพื่อแลกกับการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่คุณสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก กุญแจสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของแบรนด์และความไว้วางใจของผู้ชม

5. Advertising Revenue Share (ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณา)

Advertising Revenue Share คือการที่คุณอนุญาตให้แพลตฟอร์มที่คุณลงคอนเทนต์ (เช่น YouTube, Facebook หรือ Blog) เอาโฆษณามาแสดงควบคู่ไปกับเนื้อหาของคุณ และแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากผู้ลงโฆษณามาให้คุณ เป็นโมเดลสร้างรายได้ที่ค่อนข้างเป็นอัตโนมัติเมื่อคุณมีปริมาณผู้ชมมากพอ (ถ้ามี Traffic/View ไม่เยอะ เงินที่ได้รับในส่วนนี้จะน้อยมากๆ)

ตัวอย่างการทำ Advertising Revenue Share เช่น

  • YouTube AdSense: ถ้าช่องคุณมีคนดู คนตามเยอะ คุณสามารถหารายได้จาก Adsense ได้ รายได้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ยอดการดู, กลุ่มประชากรของผู้ชม (อายุ, เพศ, ที่อยู่), และประเภทของเนื้อหา รายได้ต่อการดู 1,000 ครั้ง (RPM) อาจแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ไม่กี่สิบบาทไปจนถึงหลักพันบาทสำหรับช่องที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทางที่มีกำลังซื้อสูง จากข้อมูลของ Influencer Marketing Hub, RPM โดยเฉลี่ยบน YouTube อยู่ประมาณ $5 
  • โฆษณาแบนเนอร์บน Blog : หากคุณมี Website/Blog ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก บริการอย่าง Google AdSense สามารถช่วยจัดการแสดง Banner และสร้างรายได้ให้คุณได้

6. Brand Sponsorships (สปอนเซอร์จากแบรนด์)

โดยปกติแล้ว โมเดลนี้มักเป็นหนึ่งในโมเดลที่ทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับ Creator โดยเฉพาะกับ Creator ที่มีฐานผู้ติดตามที่เหนียวแน่น แบรนด์จะจ่ายเงินก้อนให้คุณโดยตรงเพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการของพวกเขาในคอนเทนต์ของคุณ ทั้งนี้โมเดลนี้การนี้อาจจะเป็นโมเดลการที่ Scale ได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก

ตัวอย่างการทำ Brand Sponsorships เช่น

  • Integrated Mentions (การพูดถึงแบรนด์ในเนื้อหา): เป็นการพูดถึงสปอนเซอร์อย่างสั้นๆ ในช่วงใดช่วงหนึ่งของวิดีโอหรือพอดแคสต์ เป็นวิธีที่รบกวนผู้ชมค่อนข้างน้อย
  • Dedicated Content (การสร้างคอนเทนต์สำหรับแบรนด์โดยเฉพาะ): คือการทำคอนเทนต์ทั้งชิ้นเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ของสปอนเซอร์โดยเฉพาะ เช่น วิดีโอรีวิวสินค้า, วิดีโอสอนวิธีใช้ (How-to) หรือบทความเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์
  • Product Placement (การโฆษณาแฝง): เป็นการนำสินค้าของแบรนด์มาวางหรือใช้งานในคอนเทนต์ของคุณอย่างแนบเนียน โดยอาจจะไม่ได้พูดถึงโดยตรง แต่มุ่งเน้นให้ผู้ชมเห็นภาพการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

Content Shifu ก็มี Collaboration ร่วมกับ Brand, Agency & MarTech Providers ด้วยโมเดลการนี้บ่อยๆ เหมือนกัน ถ้าคุณ (ใช่แล้วคุณที่อ่านอยู่ 😀) ลองดู Service ของเราได้นะ 

7. Affiliate Marketing (การตลาดแบบช่วยขาย)

Affiliate Marketing คือการผสมผสานระหว่างการแนะนำและการขาย คุณจะโปรโมตสินค้าหรือบริการของบริษัทอื่นโดยใช้ลิงก์ติดตามพิเศษ (Tracking Link) ที่เป็นของคุณโดยเฉพาะ เมื่อมีคนคลิกลิงก์นั้นและทำการซื้อหรือสมัครบริการ คุณจะได้รับค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายนั้นๆ

ตัวอย่างการทำ Affiliate Marketing เช่น

  • การปักตะกร้า: แนะนำสินค้าที่น่าสนใจคลิป เช่นการปักตะกร้าบน TikTok หรือปักตะกร้า YouTube ด้วยลิงก์ Shopee 
  • การแนะนำซอฟต์แวร์และบริการ: บริษัทซอฟต์แวร์และบริการออนไลน์จำนวนมาก (เช่น Hosting Company, Email Marketing Tool) มักจะมีโปรแกรม Affiliate ที่ให้ผลตอบแทนสูง (บางที่อาจจะสูงถึง 50%) เนื่องจากเป็นสินค้าดิจิทัลที่มีต้นทุนต่ำ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Affiliate Marketing ได้ที่นี่

โมเดลหาเงินออนไลน์หมวดหมู่ที่ 3: Service & Licensing (โมเดลเกี่ยวกับการบริการ และการมอบลิขสิทธิ์)

ในหมวดหมู่สุดท้ายนี้ คุณจะไม่ได้ขายสินค้าให้กับผู้ชมโดยตรง แต่จะใช้ทักษะ, ความเชี่ยวชาญ และชื่อเสียงที่คุณสร้างขึ้นมา เพื่อขายบริการที่มีมูลค่าสูงให้กับธุรกิจหรือบุคคลอื่น เป็นการเพิ่มอาชีพของคุณจากแค่ “Creator ” สู่การเป็น “Professional” และ “Consultant” ด้วย

8. Content Licensing​ (การขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์)

แทนที่จะสร้างรายได้จากคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของคุณเอง คุณสามารถขาย “สิทธิ์” ในการนำคอนเทนต์นั้นไปใช้งานต่อให้กับองค์กรอื่น เช่น สำนักข่าว, เอเจนซี่โฆษณา หรือบริษัทผลิตสื่อต่างๆ

ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์บนเว็บไซต์ของคุณไปให้กับสำนักพิมพ์เพื่อให้พวกเขารวมเล่มขาย โดยที่คุณจะได้ค่าลิขสิทธิ์ส่วนนี้มา หรือคุณอาจจะถ่ายภาพคนดัง (เช่นดารา นักธุรกิจ นักการเมือง) และเอาไปขาย Editorial กับทาง Getty Images

9. Freelance & Consulting Services (บริการฟรีแลนซ์และที่ปรึกษา)

เอาความเชี่ยวชาญที่คุณมีมาทำเป็นบริการ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาจ้างคุณทำงานแบบเป็น Project โดยส่วนมากแล้วบริการรูปแบบนี้จะมีมูลค่าสูง และมีระยะเวลาของสัญญา (เช่น 3 เดือน หรือ 1 ปี เป็นต้น)

ตัวอย่างการทำ Freelance & Consulting Services เช่น

  • นักออกแบบกราฟิกที่สร้างคอนเทนต์สอนเทคนิคการออกแบบบน Instagram อาจได้รับการว่าจ้างจากบริษัทต่างๆ ให้ทำโปรเจกต์รีแบรนด์หรือออกแบบโลโก้
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดบน YouTube อาจเปิดบริการให้คำปรึกษา (Consulting) แก่บริษัทที่ต้องการปั้นช่อง YouTube ของตัวเองให้เติบโต
  • นักเขียนที่มี Blog ที่คนเข้ามาอ่านเยอะ สามารถรับงานเขียนคอนเทนต์แบบฟรีแลนซ์ให้กับแบรนด์ชั้นนำได้

10. Public Speaking (การรับงานพูด)

เมื่อคุณสร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็น Thought Leader ในวงการของคุณ คุณจะสามารถสร้างรายได้จากการได้รับเชิญไปพูดในงาน Event หรือ Workshop ต่างๆ ได้ 

ซึ่งงาน Public Speaking ถือเป็นงานที่มีรายได้ค่อนข้างดี และมี Level of Engagement ที่ต่ำ (พูดเสร็จก็จบ) แต่มีข้อด้อยคืองานนี้จะผูกติดกับตัวคุณมากๆ

วิธีเลือกและผสมผสานโมเดลต่างๆ: สร้าง “Creator Stack” ของคุณเอง

สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ Creator ทุกๆ คนให้ทำคือการ “กระจายความเสี่ยง” 

เพราะการพึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว โดยเฉพาะช่องทางที่คุณควบคุมไม่ได้ 100% เช่น รายได้จากโฆษณาของแพลตฟอร์ม ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก 

ผมพยายามลองเรียงลำดับ Creator Stack ตามความยากง่ายมาให้ ซึ่งจะเป็นตามนี้ครับ

Beginner Stack

  • Ad Revenue Share: เปิดใช้งานเมื่อช่องของคุณมีคุณสมบัติครบถ้วน เป็นรายได้พื้นฐานที่เติบโตไปพร้อมกับยอดวิว
  • Affiliate Marketing: เริ่มจากการแนะนำสินค้าและบริการที่คุณใช้อยู่แล้วจริงๆ เป็นโมเดลที่ง่ายและไม่ต้องลงทุน

Intermediate Stack

  • Brand Sponsorships: เมื่อคุณสร้างชุมชนที่แข็งแกร่งและมีเอกลักษณ์ชัดเจน ให้เริ่มมองหาและรับงานสปอนเซอร์ที่เข้ากับแบรนด์ของคุณ
  • Memberships, Tipping หรือ Donations: ทำให้แฟนคลับของคุณสนับสนุนคุณมากขึ้น ด้วยการเปิดระบบ Memberships, Tipping หรือ Donation

Advanced Stack

  • Digital/Custom Products: เมื่อคุณพิสูจน์ความเชี่ยวชาญและมีผู้ติดตามที่หลงใหลในตัวคุณ/ช่องของคุณแล้ว ให้สร้างสินค้าที่มีกำไรสูง เช่น คอร์สเรียนออนไลน์ หรือสินค้าแบรนด์ตัวเอง
  • Consulting/B2B Services: ใช้ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของคุณต่อยอดไปสู่การให้บริการลูกค้าองค์กร ซึ่งมักจะเป็น Project ที่มีมูลค่าสูง

สรุปโมเดลหาเงินออนไลน์สำหรับ Creator

โมเดลการหารายได้ของ Creator มีมากมายหลายโมเดล และCreator เทพๆ หลายๆ คน มีโมเดลการหารายได้จากหลากหลายแหล่ง 

ผมทำสรุปมาให้ดูด้วยครับว่าโมเดลการหารายได้แต่ละแบบมีจุดเด่น/จุดด้อยในเรื่องไหนบ้าง

โมเดลEase of Doing (เริ่มต้นง่าย ทำได้ง่าย)Scalability (ขยายได้ง่าย ไม่ขึ้นอยู่กับ Resource ที่ลง)Profitability (กำไรเยอะ)Sustainability (ถ้าทำแล้วดี หารายได้ได้ยาวๆ)
Subscriptions & Memberships⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Donations & Tipping⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Digital Products⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Merchandise⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Advertising Revenue Share⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Brand Sponsorships⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Affiliate Marketing⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Content Licensing⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Freelance & Consulting Services⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️
Public Speaking⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️

ลองเลือกหยิบเอาโมเดลการหารายได้ที่เหมาะกับคุณในบทความนี้ไปใช้ และลองสร้าง Creator Stack สำหรับตัวของคุณเอง

ผมรับรองว่าคุณจะสามารถยึด Creator เป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืนแน่ๆ ครับ เอาใจช่วยครับ!

Share on

Bank Sitthinunt

Writer

Bank Sitthinunt

เจ้าของเว็บไซต์ Content Shifu นอกจากเรื่อง Inbound Marketing, Digital Marketing และ MarTech แล้ว ยังสนใจเรื่อง Entrepreneurship, Productivity, Self-Development และ Talent Development รวมถึงเป็นแฟนตัวยงของทีม Manchester United อีกด้วย

More From Me