ผ่านกันไปแล้ว สำหรับครึ่งปีแรกของ 2020 ที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปช่วงก่อนที่จะขึ้นปีใหม่ หลายๆ คนก็คงจะแพลนกันไว้ ว่าในช่วงต้นปีนี้จะทำอะไรกันบ้าง แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดฝันว่าจะได้พบเจอก็ดันเกิดขึ้น นั่นก็คือวิกฤตโควิด-19 ที่ไม่ได้ประสบพบเจอกันแค่ในประเทศของเรา แต่ประสบวิกฤตนี้กันไปทั่วทั้งโลกเลย หนึ่งสิ่งที่เป็นผลมาจากวิกฤตนี้ ก็คือ “อยู่บ้าน” ลดการออกไปพบปะ ร่วมทำกิจกรรมกับผู้อื่น และรวมไปถึงไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตต่างๆ ที่เปลี่ยนไปด้วย

ซึ่งการใช้ชีวิตในแบบใหม่ๆ ของคนทั่วทั้งโลกนั้น แน่นอนว่าต้องส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ต่างๆ ของ Facebook บริการโซเชียลที่มีคนใช้ทั่วโลกเกือบๆ 2,600 ล้านคน (รวมทุกบริการของ Facebook) ถ้างั้นในบทความนี้ เราขอพาทุกคนไปสำรวจกันว่า ครึ่งปี 2020 ที่ผ่านมา Facebook ได้เปลี่ยนแปลง มีฟีเจอร์ใหม่ๆ และมีเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ..

ยาวไปอยากเลือกอ่าน

Facebook ออกฟีเจอร์ใหม่รับวิกฤตโควิด-19 ช่วยให้ทุกคนตระหนักถึงการป้องกันโรค

ในตอนแรก เชื้อไวรัสโคโรน่าได้เริ่มแพร่กระจายที่อู่ฮั่นในช่วงเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ตอนนั้นคนทั่วโลกก็ยังไม่ค่อยตื่นตระหนกอะไรกันเท่าไหร่ จนกระทั่งมาแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลายๆ บริการออนไลน์ที่คนเราใช้กันประจำ อย่าง Google YouTube Twitter ก็ร่วมออกฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับโควิด-19 สอดแทรกไปกับการใช้งานต่างๆ ที่ลูกค้าใช้ประจำ

ในฟากฝั่งของ Facebook เองก็ได้ร่วมทำฟีเจอร์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับโควิด-19 ออกมาให้ได้ใช้งานกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 เป็นหน้าที่รวบรวมสถิติต่างๆ ข่าวสารที่เกี่ยวกับโควิด-19 วิธีป้องกันจากโรค และวิธีขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานสาธารณสุขในประเทศของตัวเอง และฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือยังเป็นที่รวบรวมผู้ที่เดือดร้อนจากวิกฤตนี้แล้วต้องการขอความช่วยเหลือ และรวบรวมผู้ที่เต็มใจจะเสนอยื่นมือให้ความช่วยเหลืออีกด้วย น่าสนใจมากๆ เลยทีเดียว

ศูนย์ข้อมูล COVID-19 โดย Facebook

นอกจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 อันนี้แล้ว Facebook ยังได้ทำ COVID-19 Symptom Map ขึ้น โดยตัวเว็บนี้ จะเป็นตัวเว็บที่อยู่นอกบริการ Facebook อีกทีนึง โดยตัวเว็บนี้จะรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้ Facebook ที่ร่วมทำแบบสอบถามเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ซึ่งแบบสอบถามนี้ออกโดย Carnegie Mellon University จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มา มาประมวลผลเป็นข้อมูลลงในเว็บนี้ และข้อมูลนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับภาครัฐในการวางแผน จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ และรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดจากโควิด-19 ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็ได้รับความเดือดร้อนที่แตกต่างกันออกไป

และสำหรับใครที่เป็นเจ้าของเพจใน Facebook ตอนที่เราจะสร้างโพสต์อะไรลงในเพจ ก็สามารถติดเครื่องหมาย “อัปเดตเกี่ยวกับโควิด-19” ได้อีกด้วย เมื่อเราต้องการโพสต์เกี่ยวกับสิ่งที่เราจะทำ จะบริการ หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไร อันเนื่องมาจากวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้

สามารถตั้งค่าโพสต์ให้แสดงสัญลักษณ์ว่าเป็นโพสต์ที่เกี่ยวกับ COVID-19 ได้

“Care – ห่วงใย” รีแอคชั่นตัวใหม่ที่อยากให้ทุกคนส่งความห่วงใยให้กันและกันในยามวิกฤตโควิด-19 นี้

จากที่ผู้ใช้ Facebook ทุกคนคุ้นเคยกับการใช้ระบบรีแอคชั่นที่ไว้กดแทนปุ่มถูกใจกันมานานแล้ว เดิมทีเวลาเราอยากจะส่งกำลังใจดีๆ หรือแสดงความห่วงใยกับเจ้าของโพสต์ที่เรากำลังอ่านอยู่ ก็จะกดรีแอคชั่นรูปหัวใจไป ซึ่งในตอนนี้ Facebook ก็ใจดี เพิ่มรีแอคชั่นตัวใหม่มาให้เป็นทางเลือกกับเราทุกคนกันแล้ว กับ “Care – ห่วงใย” หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “กอด” เป็นรูปน้องอิโมจิสีเหลืองที่กำลังกอดหัวใจอยู่ เพื่อใช้แสดงความห่วงใจและการส่งกำลังใจดีๆ ให้แก่กันในช่วงเวลาวิกฤตนี้ แต่ถึงแม้ว่าในอนาคตวิกฤตนี้จะจบ แต่รีแอคชั่นตัวนี้จะอยู่กับเราไปยาวๆ อย่างแน่นอน

โพสต์แนะนำรีแอคชั่นตัวใหม่ “ห่วงใย” บนหน้า News feed ของ Facebook ในช่วงที่เปิดตัวใหม่ๆ

โลกโซเชียลต้องคู่กับการลงรูป! Facebook จัดเต็มฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับการจัดการรูปภาพ

ใครๆ ก็ใช้ได้ แปลงรูป 2D ธรรมดาให้กลายเป็น 3D Photo ลง Facebook ได้เลย

หลังจากที่ Facebook ได้เปิดฟีเจอร์ให้เราสามารถอัปโหลดรูปเป็น 3D Photo มาให้ได้เล่นกันแล้ว แต่ 3D Photo ก็ใช่ว่ามือถือของทุกคนจะถ่าย 3D Photo ได้ หรือในบางรูปที่เรามีแต่แบบ 2D ปกติ ก็ดันอยากทำให้เป็น 3D Photo แล้วแบบนี้จะทำยังไง.. ล่าสุด Facebook ได้เพิ่มความสามารถให้กับฟีเจอร์ 3D Photo ไปอีกขั้น ด้วยการให้เราสามารถ อัปโหลดรูป 2D ปกติ แล้วเดี๋ยวระบบจะให้ AI ไปแปลงเป็น 3D Photo ให้ เราก็สามารถลงรูปให้เป็น 3D Photo ได้เลยทันที ก็เป็นอีกลูกเล่นนึงที่น่าสนใจเลยทีเดียว ลองไปเล่นกันได้เลย

AI ตรวจจับความตื้นความลึกบนภาพ 2D แล้วประมวลผล แปลงภาพให้เป็น 3D

แปลงตัวเราให้เป็นตัวการ์ตูนได้ ด้วย Facebook Avatar

Facebook เปิดตัว Facebook Avatar ให้เราสามารถทำรูปตัวการ์ตูนจากตัวของเราเอง มาเป็นสติ๊กเกอร์ที่ให้เราไว้ใช้ตอนไปคอมเมนต์ในโพสต์ต่างๆ อีกทั้งยังใช้ส่งในแชต Messenger และใช้เป็นรูปโปรไฟล์ใน Facebook Gaming ได้อีกด้วย แต่ Facebook Avatar นี้ ยังจำกัดให้ใช้แค่ในสหรัฐอเมริกาก่อน แต่ไม่นานเกินรอ ประเทศไทยเราก็น่าจะได้ใช้กัน

Facebook Avatar น่าเล่นไม่แพ้ใคร

โอนรูปง่ายไม่ต้องเซฟลงเครื่องก่อน โอนรูปจาก Facebook เข้า Google Photos ได้ง่ายๆ

ใครที่มีรูปภาพใน Facebook เยอะมากๆ แล้วอยากจะโหลดแบบเยอะๆ ทีเดียวไปเก็บไว้ที่อื่น ตอนนี้ก็สามารถทำได้แล้ว เพราะตอนนี้ Facebook ได้เปิดช่องทางให้เราสามารถโอนถ่ายรูปภาพจาก Facebook ของเรา ไปเก็บไว้ที่บัญชี Google Photos ของเราได้เลย โดยที่ไม่ต้องโหลดรูปลงเครื่องเราก่อน 

ทีนี้เราก็ไม่ต้องเสียเวลาทำงานหลายขั้นตอน และก็ไม่เปลืองพื้นที่คอมหรือมือถือเราในการเก็บไฟล์รูปภาพอีกด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้เกิดจากโครงการ Data Transfer Project ที่ Facebook Twitter Google และ Microsoft ร่วมมือกันทำขึ้น ให้ผู้ใช้สามารถส่งไฟล์หรือรูปภาพต่างๆ ข้ามบริการได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น แต่วาตอนนี้ฟีเจอร์ที่ให้เราโอนรูปจาก Facebook ไป Google Photos นั้น เพิ่งเปิดให้ใช้แค่ในสหรัฐอเมริกากับแคนาดาเท่านั้นเอง คนไทยเราก็ต้องรอกันต่อไป..

สมรภูมิบริการสตรีมเกมแข่งกันยับ! แล้ว Facebook Gaming ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?

ตอนเราเล่นเกมก็ว่าสนุกแล้ว แต่ตอนที่เราดูคนอื่นเล่นเกมผ่านการสตรีมเกม ก็สนุกไม่แพ้กัน 

ในวงการสตรีมเกม ก็มีหลากหลายบริการให้เหล่านักแคสต์เกมและคนที่ติดตามได้เลือกใช้กัน ไม่ว่าจะเป็น YouTube Gaming ของ Google, Mixer ของ Microsoft, Twitch, Discord และรวมไปถึง Facebook Gaming อีกหนึ่งบริการของ Facebook ที่ Facebook หมายมั่นปั้นมืออยากจะให้เป็นอันดับหนึ่งของวงการสตรีมเกมนี้ โดย Facebook Gaming นี้ ทุกคนสามารถเข้าไปใช้กันได้ที่เว็บไซต์ fb.gg และในแอป Facebook ปกติ ที่ Facebook Gaming เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

แล้ว Facebook Gaming มีเป็นแอปที่แยกต่างหากมาจาก Facebook ตัวหลักด้วยมั้ย? 

Facebook Gaming ก็มีแอปด้วยเช่นกัน แต่ได้เปิดให้ใช้กันแค่ในบางประเทศไปก่อนในปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงในไทยด้วย (เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงาน Thailand Game Show ปีที่แล้ว) แต่ตอนนี้ Facebook ได้เปิดให้ทั่วโลกได้ใช้แอป Facebook Gaming กันได้แล้ว 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังใช้ได้แค่กับ Android เท่านั้น แต่กับ iOS ก็ยังไม่มีให้โหลดมาใช้งานกันซะที เป็นเพราะว่า Apple ไม่ให้แอปขึ้น App Store เนื่องจากใน Facebook Gaming มี Instant game เป็นมินิเกมเล็กๆ ให้ผู้ใช้สามารถเล่นในแอปได้เลย ซึ่งตรงนี้ดันไปขัดกับกฎของ Apple ที่การเล่นเกม จะต้องทำเป็นแอปให้โหลดจาก App Store ไปเล่นโดยตรง ไม่ใช่ให้ไปเล่นในแอปอื่นอีกทีนึง

แอปพลิเคชัน Facebook Gaming บน Android

จากที่เราได้กล่าวไปข้างบนว่าตอนนี้ก็มีบริการสตรีมเกมอยู่มากมาย แต่ก็มีหนึ่งรายในลิสต์นั้น ที่ตอนนี้ได้ยกธงขาวไปแล้ว นั่นก็คือ Mixer จาก Microsoft ที่ถอดใจไม่ทำต่อ เพราะว่ายอดผู้ใช้ไม่เป็นไปตามที่ Microsoft อยากจะให้เป็น โดยสตรีมเมอร์ (นักแคสต์เกม) ที่อยู่กับ Mixer ทาง Microsoft ได้ส่งไม้ต่อไปให้ Facebook Gaming ได้ดูแลต่อ ถ้าผู้ใช้คนไหนที่ติดตามสตรีมเมอร์ใน Mixer มาก่อนหน้านี้ ก็สามารถไปตามกันต่อใน Facebook Gaming ได้เลย

Facebook เปิดให้ Content creator สามารถเก็บเงินผู้ชมในไทยได้แล้ว

ในวิกฤตโควิด-19 เม็ดเงินการลงโฆษณาที่จ่ายให้กับ Content creator โดยตรง อย่างการจ้างรีวิว การ Tie-in สินค้า ก็น้อยลง ส่งผลต่อรายได้ของ Content creator ที่น้อยลงตามไปด้วย ล่าสุด Facebook เปิดให้ Content creator เจ้าของเพจ Facebook ในไทย สามารถเพิ่มรายได้จากผู้ชมทางบ้านได้แล้ว แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น..

Fan subscription เป็นระบบที่ให้แฟนๆ ของเพจทางบ้าน สามารถสมัครสมาชิกเป็นแฟนคลับของเพจได้ การเป็นแฟนคลับของเพจนั้น จะพิเศษตรงที่เราจะได้เข้ากลุ่มพิเศษของแฟนเพจ (คนไทยมักเรียกว่า กลุ่มลับ) เป็นกลุ่มคอมมูนิตี้ระหว่างแฟนคลับและ Content creator เจ้าของเพจ อีกทั้งในนั้นจะมีคอนเทนต์พิเศษๆ ที่ให้เฉพาะแฟนคลับดูเท่านั้น นอกจากนี้ตอนที่แฟนคลับคอมเมนต์ในแฟนเพจ ตรงคอมเมนต์ ก็จะมีข้อความ (Badge) แปะอยู่ด้วย พรีเมียมสุดๆ ไปเลย ซึ่งราคาในการสมัครสมาชิกนั้น จะอยู่ที่ประมาณ 150 บาท (ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่ใช้กดสมัคร เว็บไซต์ – iOS – Android) เป็นราคาที่ Facebook กำหนด ไม่สามารถเลือกราคาเองได้

เพจที่เปิดรับ Fan subscription จะขึ้นปุ่ม “เป็นผู้สนับสนุน” อยู่ที่ด้านบนของแฟนเพจ

และอีกรูปแบบนึง ก็คือ Stars อธิบายง่ายๆ ก็คือการที่ผู้ชมไลฟ์สามารถส่งของขวัญเข้าไปให้เพจเหมือนแอปไลฟ์สดอื่นๆ ได้ สำหรับ Facebook จะใช้ “ดาว” เป็นตัวแทนของเงินที่ผู้ชมมอบให้กับเพจที่กำลังไลฟ์ โดยผู้ชมจะต้องซื้อดาวกับ Facebook ก่อนที่จะมอบให้กับเพจ หรือจะนำดาวไปซื้อ “ของขวัญเสมือนจริง” เพื่อไปมอบให้กับเพจก็ได้เช่นกัน และเมื่อเพจได้รับดาวหรือของขวัญเสมือนจริงมา ก็สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นเงินได้อีกทีนึง ก่อนหน้านี้ระบบนี้ได้ใช้กับนักแคสต์เกมของ Facebook Gaming มาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เพจอื่นๆ ที่ไม่ใช่นักแคสต์เกมก็สามารถใช้ได้แล้วเช่นกัน

แม้แต่ไลฟ์สด MasterChef ของช่อง 7 ก็ยังรับดาว – ของขวัญเสมือนจริง เป็นรูปสติ๊กเกอร์น่ารักๆ มากมาย

ลงทุนเก่ง! Facebook ลงทุนและซื้อกิจการในธุรกิจมากมาย ตั้งแต่ Startup คนไทย ไปจนถึงมือถืออินเดีย

ที่ผ่านมาเราก็มักจะเห็นบริษัทไอทีใหญ่ๆ ไปลงทุนตาม Tech Startup ที่ต่างๆ มากมาย แต่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา การลงทุนของ Facebook น่าจับตามองมากๆ เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น..

Facebook เข้าซื้อ Startup เสริมทัพบริการโซเชียล

GIPHY แหล่งรวม GIF สุดฮามากมาย

Facebook เข้าซื้อกิจการ GIPHY แหล่งรวม GIF ฮาๆ ที่ให้เราสามารถเลือกสรรไปใช้ทำมีมตลกๆ ใช้เป็นสติ๊กเกอร์ส่งในแชต หรือเอาไปแปะเป็นสติ๊กเกอร์สวยๆ ใน IG Story ก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมา คนที่ใช้บริการของ GIPHY กว่า 50% ก็เป็นคนที่นำ GIF ไปใช้ Instagram ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่ Facebook จะเข้าซื้อ GIPHY มาอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทของ Facebook เอง

OmniVirt AdTech Startup ของคนไทย

อันต่อมา ที่ผู้เขียนอยากขอนำเสนอมากๆ เพราะกิจการที่ Facebook มาซื้อกิจการไปนี้ เป็น Startup ที่หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งนั้นเป็นคนไทย! นั่นก็คือ OmniVirt เป็น Startup ในซิลิคอนวัลเลย์ที่ทำแบนเนอร์โฆษณาในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำแบบเดิมๆ ทั้งในรูปแบบ 3D Photo, VR, AR และ 360 Photo (รูปหันดูได้รอบทิศทาง โดยหมุมมือถือไปในทิศทางต่างๆ) ตัว 3D Photo กับ 360 Photo ใน Facebook ก็เป็นลูกเล่นที่หลายๆ คนชอบใช้กัน ส่วน VR ก็มาต่อยอดกับอุปกรณ์ VR อย่าง Oculus ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Facebook

การที่ Facebook เข้าซื้อ OmniVirt ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะนำโซลูชั่นของ OmniVirt ไปต่อยอดกับบริการของตัวเองอย่างแน่นอน ก็เป็นอีกเรื่องที่น่ายินดีที่ Startup ของคนไทยเรา ได้ประสบความสำเร็จไปไกลในระดับโลกกันเลยทีเดียว

Facebook ร่วมลงขัน ลงทุนธุรกิจดิจิทัลยักษ์ใหญ่ในเอเชีย

Gojek แอปเรียกรถ – Super App คู่แข่งตัวสำคัญของ Grab

อีกหนึ่งกิจการที่ Facebook เข้าไปร่วมลงทุน เป็น Startup ที่เรามักจะได้ยินว่ามีคนไปร่วมลงทุนอยู่เรื่อยๆ นั่นก็คือ Gojek Startup สัญชาติอินโดนีเซีย จากตอนแรกที่เป็นเพียงแอปเรียกวินมอเตอร์ไซค์ จนตอนนี้ก็ได้เติบโตมาเป็น Super App ที่ให้บริการตั้งแต่เรียกรถ สั่งข้าว เป็นกระเป๋าวอลเล็ต เรียกหมอนวดมานวดถึงบ้าน ไปจนถึงเป็นแอปแชตเลยทีเดียว อีกทั้งตอนนี้ก็มาเปิดแอปในไทยสำหรับการเรียกวินมอเตอร์ไซค์และสั่งอาหารในชื่อ GET! อีกด้วย (เร็วๆ นี้ GET! จะเปลี่ยนชื่อเป็น Gojek ตามบริษัทแม่) การลงทุนนี้ Facebook ต้องการเข้าไปช่วยสนับสนุน SME ในอินโดนีเซียให้สามารถพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

GET! เปลี่ยนชื่อเป็น Gojek เร็วๆ นี้

Jio เครือข่ายมือถือสัญชาติอินเดีย ที่มีผู้ใช้ร่วมๆ 400 ล้านคน!

และกิจการสุดท้ายที่ Facebook ได้ไปลงทุน นับว่าเป็นเคสที่น่าสนใจมากๆ เพราะ Facebook ได้ไปลงทุนใน Jio ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่มีผู้ใช้บริการร่วมๆ 400 ล้านคนเลยทีเดียว! 

การลงทุนนี้จะทำให้ Facebook กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในจำนวน 9.99% ของหุ้นทั้งหมด เป็นมูลค่ากว่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง Jio ที่ Facebook ได้ไปลงทุนนี้ ไม่ได้ให้บริการแค่มือถืออย่างเดียว แต่ยังมีบริการดิจิทัลอีกมากมาย ทั้งเคเบิลทีวี อินเทอร์เน็ตบ้าน สตรีมมิ่งหนัง ซีรีส์ ทีวี เพลงออนไลน์ อีคอมเมิร์ซขายข้าวของใช้ประจำวัน ผลิตเครื่องสมาร์ตโฟน และแอปต่างๆ มากมาย ซึ่งรวมไปถึงแชตในชื่อ JioChat

ในประเทศอินเดีย ทั้ง WhatsApp Messenger ของ Facebook และ JioChat ของ Jio ต่างก็เป็นแอปแชตยอดนิยมในอินเดีย ก็ต้องมาจับตาดูกันต่อว่าหลังจากนี้ Facebook ในอินเดีย จะมีบริการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อออกมาตอบโจทย์คนอินเดียโดยเฉพาะกันบ้าง ต้องติดตามกัน

คุณคิดว่าทำไม Facebook ถึงสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจดิจิทัลในเอเชียของเรา และจะส่งผลยังไงต่อบริการใหม่ๆ ของ Facebook ในเอเชียบ้าง?

บริการต่างๆ ทั้งโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลของ Jio คล้ายๆ กับทรูในประเทศเราที่มีบริการที่หลากหลายเช่นกัน

ใครที่คิดว่า Facebook มีบริการให้ใช้มากมายแล้ว.. ก็ยังไม่พอ เพราะ Facebook คลอดบริการใหม่ๆ มาให้ใช้กันอีกเพียบ!

หากใครที่ติดตามการเปิดตัวบริการใหม่ๆ ของ Facebook ที่ผ่านมา Facebook ก็ได้มีการเปิดบริการใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน Facebook ยังได้คลอดบริการใหม่ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่นั้นก็มาตอบโจทย์ในการสนทนาในกลุ่มคนที่ต้องล็อกดาวน์อยู่บ้าน ห่างหายจากการไปพบปะเพื่อนๆ ผู้คนตัวเป็นๆ ไม่ว่าจะเป็น..

Messenger Rooms คอลห้องใหญ่ 50 คน กับลูกเล่นฟิลเตอร์มากมาย

Messenger Rooms บริการวิดีโอคอลตัวใหม่จาก Facebook สามารถคอลคุยพร้อมกันได้ถึง 50 คน โดยไม่จำกัดเวลา และเราสามารถสร้างห้องคอลแล้วเอาลิงก์เชิญเข้าห้องให้ใครก็ได้ ถึงแม้ว่าใครคนนั้นจะไม่ได้ใช้บริการใดๆ ของ Facebook เลยก็ตาม ซึ่งเราสามารถกดสร้างห้องคอลได้ผ่าน Facebook และ Messenger โดยในอนาคตจะสามารถสร้างห้องผ่าน WhatsApp Instagram และอุปกรณ์สำหรับคอลล์อย่าง Portal ได้อีกด้วย 

จุดนี้หลายๆ คนอาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วมันต่างจาก Zoom หรือแอปคอลอื่นๆ ยังไง?

 Mark Zuckerberg ได้บอกไว้ว่า แอปอื่นๆ ในท้องตลาดที่สามารถคอลได้ เหมาะกับการคอลเพื่อการทำงานมากกว่า ไม่ค่อยเหมาะกับการคอลที่ไว้ใช้คุยเล่น เม้าท์มอย หรือพูดคุยในบรรยากาศสบายๆ จากแนวคิดนี้ทำให้ Messenger Rooms มีฟีเจอร์สนุกมากมายคล้ายๆ กับฟิลเตอร์ใน IG Story ที่ให้เราสามารถหยิบมาเล่นระหว่างการคอลได้ตลอดเวลาเลย ตอนนี้เปิดให้ได้ใช้กันแล้ว ลองมาเล่นกันดูได้เลย

via GIPHY

Messenger Rooms คอลร่วมกันได้สูงสุดถึง 50 คน!

NPE ทีมลูกของ Facebook ที่ขยันคลอดแอปออกมามากมาย

สำหรับบริการต่อมา ยังเป็นแอปที่เอาไว้คอลล์อยู่เช่นกัน ซึ่งแอปนี้มีชื่อว่า CatchUp เป็นแอปคอลคุยด้วยเสียงเท่านั้น ไม่มีวิดีโอคอล สามารถคอลคุยพร้อมกันได้สูงสุด 8 คน 

จุดเด่นของแอปนี้คือเราสามารถตั้งค่าได้ว่า ตอนนี้เราสะดวกคุยหรือยังไม่ว่างที่จะรับสาย โดยฝ่ายตรงข้ามเราก็จะเห็นสถานะของเราด้วยว่าเราพร้อมที่จะคุยมั้ย ซึ่งแอปตัวนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบัญชี Facebook ก็สามารถสมัครใช้ด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน ตอนนี้เริ่มทดลองกับผู้คนบางกลุ่มในสหรัฐอเมริกาก่อน ถ้าโปรเจกต์นี้ประสบความสำเร็จ ก็เป็นไปได้ว่าจะขยายไปให้คนทั่วโลกได้ใช้กัน

via GIPHY

CatchUp แอปสำหรับคอลที่ตั้งค่าให้คนอื่นเห็นได้ ว่าเราว่างรับสายรึเปล่า

แอปอีกตัวนึงที่ Facebook เปิดตัว ก็ยังเป็นแอปสำหรับการสื่อสารกันอยู่ แต่แอปตัวนี้ ออกแบบมาเพื่อคู่รักโดยเฉพาะ! กับ Tuned แอปที่ให้คู่รักสองคนได้คุยกันเท่านั้น ไม่สามารถไว้ใช้คุยกับคนอื่นได้ ภายในแอปจะไม่เหมือนกับว่าเป็นแอปแชต แต่เหมือนเป็นพื้นที่บอร์ดกลาง ที่ให้คู่รักทั้งสองคนมาแปะสิ่งต่างๆ ทั้งข้อความ รูปภาพ สติ๊กเกอร์ การ์ด แนบเสียง หรือแชร์เพลงจาก Spotify มาแปะได้อีกด้วย ซึ่งเราสามารถแต่งพื้นหลังของบอร์ด เลือกเฉดสีพื้นหลังที่ตรงกับความรู้สึกของเราได้อีกด้วย ตอนนี้เปิดให้ใช้แค่ iOS ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แอปน่ารักๆ แบบนี้ อยากให้คู่รักคนไทยได้ใช้กันไวๆ จัง

via GIPHY

Tuned ไดอารี่ส่วนตัวเก็บความทรงจำดีๆ ของคู่รัก

ทั้งแอป CatchUp และ Tuned เกิดขึ้นมาจากทีม NPE (ย่อมาจาก New Product Experimentation) ซึ่งเป็นทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของ Facebook และนอกจากสองแอปนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็ยังได้เปิดตัวแอป Collab แอปที่ให้เราเล่นดนตรีไปพร้อมๆ กับเพื่อนของเราได้แล้วอัดออกมาเป็นคลิปวิดีโอ Venue แอปไลฟ์อีเวนต์ที่ให้ผู้จัดมาสร้างโพล รับคอมเมนต์จากคนทางบ้านกันได้อย่างสดๆ และ Hobbi แอปที่ให้เราโพสต์ผลงานอดิเรกที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นผลงานศิลปะ งาน DIY เมนูอาหารน่ากิน และอื่นๆ อีกมากมาย (Hobbi เปิดตัวกุมภาพันธ์ แต่ ณ วันนี้ก็ได้ปิดตัวไปแล้ว) เรียกได้ว่าทีม NPE ขยันทำแอปจริงๆ ก็ต้องมาติดตามกันว่าจะมีแอปไหนที่ปัง และแอปไหนที่พังแล้วร่วงบ้าง

Facebook Shops สร้างหน้าร้านง่ายๆ บนแฟนเพจ

ส่วนบริการสุดท้าย เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อย่าง Facebook Shops ที่ให้เพจใน Facebook สามารถสร้างหน้าร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเอง จัดแต่งหน้าตาได้อย่างสวยงามด้วยเทมเพลตที่ Facebook ได้ทำมาให้ได้เลือกใช้กัน สามารถกดซื้อของ จ่ายเงิน และแชตกับร้านค้าได้ภายในเพจ Facebook และ Instagram ของร้านค้าได้เลย รวมทั้งในอนาคตจะสามารถให้พ่อค้าแม่ค้าเจ้าของเพจมาไลฟ์สดขายสินค้าได้อีกด้วย (ได้แรงบันดาลใจมาจากแม่ค้าประเทศเรารึเปล่านะ?) โดยฟีเจอร์นี้ได้เปิดทดลองใช้ในสหรัฐอเมริกาก่อน (เช่นเคย) และจะเปิดให้ได้ใช้กันทั่วโลกในลำดับต่อไป

หาสินค้า และชำระเงินง่ายๆ ผ่าน Facebook Shops

สำหรับการชำระเงินค่าสินค้า ผ่าน Facebook และ Messenger ก่อนหน้านี้ในประเทศไทย Facebook ได้เปิดให้ใช้บริการกันไปแล้ว โดยสามารถเลือกชำระผ่านการโอนด้วยแอปธนาคารต่างๆ หรือบัตรเครดิต-บัตรเดบิตก็ได้ ซึ่งตัว Payment gateway ในการชำระเงิน Facebook ได้ใช้บริการ Qwik ของ 2C2P แต่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Facebook ได้เปลี่ยนไปใช้ PayDii แทน ซึ่งเป็นบริการ Payment gateway ของ Kasikorn Global Payment บริษัทลูกของธนาคารกสิกรไทย

“ความเป็นส่วนตัว” ข้อครหาที่ Facebook โดนโจมตีมาตลอด กับมาตรการที่ Facebook ทำมาเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้

เมื่อ Facebook เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น ความเป็นส่วนตัวของเราก็เริ่มอยู่บน Facebook มากยิ่งขึ้นเช่นกัน จากหลายๆ สิ่งที่ทำให้หลายๆ ฝ่าย หลายๆ คน กังวลกับการดูแลรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน Facebook จึงได้ออกมาตรการผ่านฟีเจอร์ใหม่ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็น..

Manage Activity จัดการโพสต์ได้ในหน้าเดียว

Manage Activity หรือ จัดการโพสต์ ให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการโพสต์ รูปภาพ คลิปวิดีโอ สิ่งที่เราแชร์ต่างๆ หรือโพสต์ที่เราถูกคนอื่นแท็กได้ภายในหน้าเดียว เราสามารถเลือกโพสต์ทีละโพสต์หรือทีละหลายๆ โพสต์เพื่อกดลบทิ้ง ลบแท็กออก และซ่อนจากไทม์ไลน์ได้อย่างง่ายดายกันเลยทีเดียว ตอนนี้พร้อมให้ใช้แค่ในเวอร์ชั่นแอป ทั้ง Facebook และ Facebook Lite ส่วนเวอร์ชั่นเว็บจะมีให้ได้ใช้กันเร็วๆ นี้

ลองใช้ Manage Activity กันได้แล้ว ในแอป Facebook

Login Notifications ล็อกอินที่แอปอื่นปุ๊บ ก็แจ้งเตือนปั๊บ

ฟีเจอร์ต่อมา หลายๆ คนน่าจะได้เห็นกันไปแล้ว กับฟีเจอร์ Login Notifications ที่เวลาเราใช้บริการอื่นของ Facebook แล้วเราใช้บัญชี Facebook ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบเพื่อการใช้งาน Facebook จะทำการแจ้งเตือนเราผ่าน Notification ของ Facebook เองในการแจ้งเตือนว่า เราใช้บัญชี Facebook ในการไปล็อกอินบริการข้างนอก Facebook มานะ แต่ถ้าเรารู้ตัวว่าไม่ใช่เราแน่ๆ ที่ไปล็อกอิน อาจเป็นไปได้ว่าเราอาจจะถูกแฮ็ก เอาบัญชี Facebook ไปใช้ เราก็สามารถกดลบบริการนี้ให้เลิกเชื่อมต่อกับ Facebook ของเราได้เลย

Privacy Checkup ตรวจสุขภาพความปลอดภัยข้อมูลของเรา

และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ออกมาไล่เลี่ยกับ Login Notifications นั่นก็คือ Privacy Checkup ให้ผู้ใช้ได้มาตรวจสอบความเป็นส่วนตัวในการใช้ Facebook ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ใครบ้างที่สามารถเห็นโพสต์ของเราได้ วิธีการรักษาการเข้าใช้บัญชี วิธีที่คนอื่นจะหา Facebook ของเราเจอ จัดการแอปและบริการภายนอกที่เชื่อมต่อกับ Facebook ของเรา การที่ระบบจดจำใบหน้าของเรา (มักถูกนำไปใช้ตอนที่ Facebook แนะนำให้เราแท็ก Facebook เพื่อนในรูปภาพของเรา) และการกำหนดโฆษณาที่เราจะได้เห็นใน Facebook ก็สามารถจัดการได้ที่นี่เลย สามารถใช้ได้แล้วในเว็บไซต์ Facebook โดยกดที่เครื่องหมาย “?” ด้านขวาบนของหน้าต่างได้เลย

สามารถลองเข้าไปเช็กความปลอดภัยข้อมูลของเราได้ที่เว็บไซต์ Facebook

นานาประเทศกดดันให้ Facebook ต้องแบ่งรายได้ให้กับสำนักข่าว แต่ Facebook บอกไม่ยอม แค่ขาดข่าวไป ก็ไม่เป็นไร

ฟีเจอร์นี้ในไทยคงจะไม่ได้เห็นกันเท่าไหร่ กับ Facebook News หน้าที่รวบรวมบทความข่าวสารจากเว็บไซต์สำนักข่าวต่างๆ ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข่าวต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น (คล้ายๆ กับ Google News) ในมุมของ Facebook Facebook ก็ได้ผู้ใช้มากขึ้นจากการที่เข้ามาใช้ในฟีเจอร์นี้ พอยอดผู้ใช้มากขึ้น รายได้ของ Facebook จากการลงโฆษณาก็มากขึ้นตาม จากจุดนี้ทำให้รัฐบาลของออสเตรเลียและไอร์แลนด์มองว่าการที่ Facebook เอาข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ มาแสดงบน Facebook นั้น Facebook ไม่ได้แบ่งรายได้ใดๆ ให้กับสำนักข่าวเลย

ทางรัฐบาลออสเตรเลียและไอร์แลนด์จึงได้เรียกร้องและเตรียมที่จะออกกฎให้ Facebook และ Google ต้องแบ่งรายได้ให้กับสำนักข่าวด้วย แต่ล่าสุดนั้น Facebook ได้ออกมาบอกว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ที่ต้องแบ่งรายได้ให้กับสำนักข่าว โดย Facebook “ไม่แคร์” จะตัดการนำเนื้อหาข่าวมาแสดงบนแพลตฟอร์ม Facebook ก็ได้ เพราะตอนนี้ Facebook ได้เน้นไปให้แสดงโพสต์จากเพื่อนมากกว่าเพจมาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว Facebook ก็พร้อมจะตัดฟีเจอร์ Facebook News นี้ออก หากรัฐบาลต้องแบ่งรายได้ให้กับสำนักข่าวจริงๆ ก็ต้องรอติดตามกันว่า Facebook จะทำยังไงกับเรื่องนี้ต่อไป

Facebook News รวบรวมข่าวมากมายหลากสำนักไว้ในหน้าเดียว

“ข่าวปลอม” สิ่งสำคัญที่ Facebook จะต้องกำจัด กับหลากหลายฟีเจอร์ที่มาช่วยจัดการ

ข้อมูลข่าวสารใน Facebook ต้องเรียกได้ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ทำให้ทุกคนมาใช้ Facebook กัน แต่ในหลายๆ ส่วนในข้อมูลขนาดใหญ่นี้ ก็มีข่าวปลอมและข้อมูลปลอมอยู่ไม่น้อย ซึ่งครึ่งปีที่ผ่านมา Facebook ก็ได้เปิดฟีเจอร์ใหม่ๆ มากมายทั้งเรื่องข่าวปลอม และการยืนยันถึงที่มาของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น..

Facebook เพิ่มข้อมูลที่บอกว่าโพสต์จากเพจที่เราเห็นอยู่ ถูกโพสต์มาจากประเทศไหน

ที่ผ่านมา การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา ถูกหลายๆ ฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่ามีข่าวปลอมที่ถูกปล่อยมาจากเพจ Facebook ต่างประเทศ ที่ทำข่าวปลอมมาโจมตีทางการเมืองในประเทศ ซึ่งฟีเจอร์นี้ได้เริ่มใช้แล้วในสหรัฐอเมริกา ทั้งกับ Facebook และ Instagram

Facebook แปะข้อมูลไปบนโพสต์ ที่ถูกโพสต์จากเพจที่เป็นของหน่วยงานรัฐบาล หรือได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล

ฟีเจอร์ต่อมา คนไทยหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นกันแล้วใน YouTube ถ้าช่อง YouTube นั้นเป็นของภาครัฐ เช่น NineEntertain MCOT ของ อสมท. หรืออย่าง Thai PBS ใต้เพลเยอร์จะขึ้นข้อความว่า “ช่อง … ได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนหรือทั้งหมดจากรัฐบาลของประเทศไทย” Facebook เอง ก็ได้ทำฟีเจอร์แบบนี้ขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ใช้ได้รู้ว่าเป็นโพสต์มาจากภาครัฐแล้ว ยังทำให้ผู้ใช้ได้ตระหนักด้วยว่า โพสต์ที่มาจากภาครัฐนี้ อาจเป็นการโจมตีคู่แข่งทางการเมืองของพรรคที่กำลังเป็นฝ่ายรัฐบาลอยู่ก็เป็นได้..

นอกจากจะแปะข้อมูลไปบนโพสต์แล้ว ในหน้าเพจก็จะถูกแปะว่าเป็นเพจของรัฐเช่นกัน

Facebook ดึงข้อมูลจากวิกิพีเดียมาแสดงบนหน้าค้นหา

ฟีเจอร์ถัดมา อันนี้เป็นการต่อยอดจากฟีเจอร์ค้นหาใน Facebook ที่จะดึงข้อมูลจากวิกีพีเดียมาแสดงด้วย คล้ายๆ กับใน Google ยกตัวอย่างเช่น หากเราค้นหาด้วยชื่อของดาราคนนึงเพื่อต้องการที่จะเข้าแฟนเพจของดาราคนนี้ ในหน้าแสดงผลการค้นหา ก็จะขึ้นข้อมูลของดาราคนนี้ซึ่งดึงมาจากวิกิพีเดียอีกทีนึง ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองอยู่ น่าจะปล่อยให้ได้ใช้กันเร็วๆ นี้

เมื่อค้นหา Donald Trump ใน Facebook ก็จะขึ้นประวัติ Donald Trump จากวิกิพีเดียมาให้ดูด้วย

เลือกปิดโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งได้ หากไม่ต้องการ

ใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปีนี้กันแล้ว การหาเสียงในยุคสมัยนี้ ก็ยังหาเสียงผ่านโซเชียล ยิงโฆษณา บูสต์โพสต์กันอีกด้วย ซึ่งผู้ใช้หลายๆ คนอาจจะไม่ชอบ ไม่ต้องการรับการหาเสียงผ่านช่องทางนี้ ผู้ใช้ก็จะสามารถเลือกที่จะไม่ให้ Facebook แสดงโฆษณาหาเสียงเหล่านี้ได้

เตือนก่อนแชร์ ถ้าบทความนั้นเก่าแล้ว

ส่วนฟีเจอร์สุดท้าย ดูจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแล้ว แต่ว่าฟีเจอร์นี้จะมาช่วยเตือนให้ผู้ใช้ที่กำลังจะแชร์บทความเก่าซึ่งเป็นลิงก์จากภายนอก Facebook ที่มีอายุเกิน 3 เดือนแล้ว ให้ผู้ใช้ตัดสินใจก่อนว่าจะแชร์บทความนี้ไปจริงๆ หรือไม่ เพราะบทความที่เรากำลังจะแชร์นั้น อาจเป็นข้อมูลเก่า ที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นอย่างนั้นไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากเราเจอบทความที่บอกว่าเพิ่งมีโรคอุบัติใหม่ที่ประเทศจีน แต่ความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงปัจจุบัน ฟีเจอร์นี้ก็จะแจ้งเตือนขึ้นมาว่า บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมามานานเกิน 3 เดือนละนะ จะยืนยันที่จะแชร์ต่อหรือไม่

บทความนี้มีอายุเกิน 3 เดือนแล้ว ยืนยันที่จะแชร์ต่อหรือไม่ ?

Donald Trump เป็นเหตุ กับประเด็น Hate speech ที่ทำให้แบรนด์ดังร่วมกันกดดันผ่านการบอยคอตต์ไม่ลงโฆษณาใน Facebook

จากเหตุโศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของ George Floyd ในสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลให้คนทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาต่างกันออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเขา และเรียกร้องให้หยุดการเหยียดสีผิว ในวันที่ทั่วทั้งโลกเข้าใจและตระหนักในความเท่ากันของคนทุกคน ไม่ว่าใครคนนั้นจะมีสิผิว เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่ออย่างไรก็ตาม

จากเหตุการณ์นี้ Donald Trump ได้ออกมาโพสต์ใน Facebook เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่ในโพสต์นั้น กลับมีการใช้ Hate speech ที่รุนแรง และได้กล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทำให้ประชาชนหลายๆ ส่วนในสหรัฐอเมริกาเกิดความไม่พอใจ จึงเกิดการเรียกร้องให้ Facebook ออกมาดำเนินการลบโพสต์นี้ทิ้ง แต่ทาง Facebook ยืนยันที่จะไม่ลบโพสต์นี้ทิ้ง เพราะว่าโพสต์นี้เป็นโพสต์ที่มาจากบุคคลของรัฐบาล ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรับทราบถึงสิ่งที่รัฐบาลออกมาให้ข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะรุนแรงหรือหยาบคายขนาดไหนก็ตาม

Stop Hate for Profit แคมเปญที่อยากให้ทุกคนตระหนักถึงการสร้างความเกลียดชังในสังคม

การที่ Facebook เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ทำให้ประชาชนหลายๆ ส่วนซึ่งรวมไปถึงพนักงานของ Facebook เองด้วย ออกมากดดันให้ Facebook ต้องดำเนินการกับโพสต์นี้ และรณรงค์ให้มีการจัดการกับ Hate Speech ที่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์มของ Facebook ผ่านแคมเปญ Stop Hate for Profit ที่เรียกร้องให้ Facebook ต้องจัดการกับปัญหานี้ 

ซึ่งแคมเปญนี้ ก็มีหลากหลายบริษัท ธุรกิจต่างๆ มากกว่า 400 แบรนด์ ที่เข้าร่วมกับแคมเปญนี้ ผ่านการกดดัน Facebook ด้วยการบอยคอตต์ ไม่ลงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มของ Facebook เลย ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Sony, Starbucks, Unilever, Coca-Cola, PepsiCo, BMW, Adobe, HP, Viber, Verizon, North Face และอีกหลายๆ แบรนด์มากมายที่มาร่วมแคมเปญนี้ ก็ต้องมาจับตาดูกันต่อว่า ความไม่พอใจของประชาชนผ่านแคมเปญนี้ จะทำให้ Facebook เปลี่ยนใจกับการจัดการปัญหานี้หรือไม่ ก็ต้องติดตามกัน 


เรียกได้ว่าครึ่งปีที่ผ่านมา Facebook ได้จัดเต็มหลากหลายฟีเจอร์มากมายที่มาตอบโจทย์การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ของคนทั่วทั้งโลก ถึงแม้ว่าในอนาคต การล็อกดาวน์ก็จะสิ้นสุดลง แต่ฟีเจอร์เหล่านี้ก็จะมาช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความสนุกในการใช้ Facebook ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน 

ส่วนดราม่าที่เกิดขึ้นกับ Facebook ในช่วงที่ผ่านมา อันนี้ก็ต้องจับตาดูเช่นกัน ว่า Facebook จะแก้ไขสถานการณ์นี้ต่อไปอย่างไร 

และสำหรับครึ่งปีหลัง 2020 นี้ Facebook จะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ (และดราม่าใหม่ๆ) อะไรอีก ไว้ปลายปีนี้ เราจะมาอัปเดตกันให้ฟังอีกที สำหรับบทความนี้ต้องขอลาไปก่อน สวัสดีครับ ^^

อ่านต่อ