เมื่อเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปงาน AWE (Appliance & Electronics World Expo) ประจำปี 2026 ที่เซี่ยงไฮ้ ถือเป็น 1 ใน 3 งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยครับ
ลองนับดูนะครับ ว่าตอนนี้กับ 10 ปีที่แล้ว จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ไฮเทคต่าง ๆ ในบ้านเรา มีจากประเทศจีนกี่ชิ้น?
โทรทัศน์ แอร์ ตู้เย็น หลอดไฟ อุปกรณ์สมาร์ทโฮมทั้งที่เรามองเห็น และมองไม่เห็นในบ้านมีเยอะมากนะครับ จากหลายปีก่อนเราเคยคิดว่าของจีนไม่ทน ไม่สวย เทคโนโลยีไม่ได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าถ้าอยากได้เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเทค ดีไซน์สวย แถมราคาคุ้มค่า จีนกลับกลายเป็นคำตอบสำหรับผู้บริโภคไปแล้ว
นี่แหล่ะครับเหตุผลที่พาผมมาถึงงาน AWE ที่ปีนี้จัดหนักด้วยพื้นที่กว่า 170,000 ตารางเมตร และมีแบรนด์เข้าร่วมกว่า 1,200 ราย ภายใต้ธีม “AI Technology, Smart Future”
หลายคนคงอยากรู้ว่า กระแสความไฮป์ของ AI ใน Smart Home หุ่นยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนที่ดูเหมือนหลุดมาจากหนังไซไฟนั้นเป็นของจริงแค่ไหน? หรือทำมาแค่โชว์? บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 4 เทรนด์หลัก พร้อมบทวิเคราะห์ที่ได้จากงานนี้ครับ
📌 Key Points
รัฐบาลจีนกำลังผลักดันมาตรฐานกลาง (Mandatory Standards) ภายในปี 2027 เพื่อทลายกำแพงให้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างแบรนด์เชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ (Interoperability)
- Proactive AI (คิดแทนมนุษย์): เทคโนโลยีเปลี่ยนจาก “รอรับคำสั่ง” เป็น “ผู้ช่วยเชิงรุก” เช่น เครื่องซักผ้าที่สแกนป้าย Tag บนเสื้อผ้าแล้วตั้งค่าการซักที่เหมาะสมที่สุดให้เองอัตโนมัติ
- Scenario-based Health: การขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบเป็น “ชุดสภาพแวดล้อม” โดยเน้นสุขภาพ เช่น แอร์ระบบเรดาร์ UWB ที่ตรวจจับการหายใจและตำแหน่งเพื่อปรับทิศทางลมหลบคนนอนเพื่อป้องกันการป่วย
- Humanoid Robot ยังต้องรอ: แม้หุ่นยนต์ในงานจะดูล้ำสมัย แต่บทวิเคราะห์ชี้ว่าการใช้งานหุ่นยนต์บริการในบ้านอย่างแพร่หลายจะยังไม่เกิดขึ้นจริงจนกว่าจะหลังปี 2030 เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุนและแบตเตอรี่
- Invisible Design & Privacy: เทรนด์การซ่อนเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ภายใต้ดีไซน์ที่อบอุ่นหรือมินิมอล และยังมีความท้าทายเรื่องการสูญเสียความเป็นส่วนตัวจากการมีเซ็นเซอร์จับพฤติกรรมอยู่ทั่วบ้าน
(แต่คิดดูอีกที ถ้าแค่ฟังเพลง เปิดเองก็ได้)
ยาวไป อยากเลือกอ่าน?
- 📌 Key Points
- 1. AI ใน Everything : ยุคของเครื่องใช้ไฟฟ้าเชื่อมต่อข้ามค่าย แบบ China Standard
- 2. อีกขั้นของคุณภาพการพักผ่อน : เปลี่ยนห้องนอนให้เป็นคลินิกสุขภาพส่วนตัว
- 3. Robot มีไว้ใช้หรือเอาไว้โชว์ : บทวิเคราะห์และไทม์ไลน์สู่ปี 2030
- 4. ดีไซน์ที่ต้องซ่อนความล้ำของเทคโนโลยี เพราะความท้าทายเรื่อง Privacy ในบ้าน
- สรุป
1. AI ใน Everything : ยุคของเครื่องใช้ไฟฟ้าเชื่อมต่อข้ามค่าย แบบ China Standard
นอกจากหุ่นยนต์ สิ่งที่สั่นสะเทือนวงการที่สุดคือ AI ในเครื่องใช้ไฟฟ้า
แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Midea ประกาศทุ่มงบกว่า 50,000 ล้านหยวน (ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อพัฒนา AI ในเครื่องใช้ให้คิดเองเป็น
แล้ว AI ที่คิดเองเป็นนี่มันเป็นยังไงครับ?
ขอยกตัวอย่าง เช่น เครื่องซักผ้า AI คิดแทนมนุษย์ CTO ของแบรนด์ Skyworth ระบุชัดเจนว่า AI กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้รอรับคำสั่ง (Passive)” ไปสู่ “ผู้ช่วยเชิงรุก (Proactive)” ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเครื่องซักผ้าของ Skyworth ที่ผู้ใช้แค่เอาแอปมือถือสแกนป้าย Tag บนเสื้อผ้า เครื่องก็จะประมวลผลและตั้งค่าโหมดการซัก อุณหภูมิน้ำ และรอบปั่นที่ดีที่สุดให้เองอัตโนมัติ แม้แต่ตอนผมซักผ้าเองยังไม่เคยคิดขนาดนี้เลย!
แต่ที่โหดที่สุดอยู่ตรงนี้ครับ…
ลองคิดดูว่า ถ้า AI ในบ้านเราทำให้แอร์คุยกับหลอดไฟเพื่อปรับอุณหภูมิ ตู้เย็นคุยกับเตาในการเตรียมอาหาร อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดประมวลผลชีวิตเราเพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้น นี่คือ Move ที่โหดที่สุด “China Standard”
การเชื่อมต่อแบบ IoT ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่รัฐบาลจีน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการร่าง “มาตรฐานแห่งชาติภาคบังคับสำหรับการทำงานร่วมกัน” (Mandatory national standards for interoperability) คือจุดเปลี่ยนเกม
มาตรฐานนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ช่วงปลายปี 2027 ซึ่งจะทลายกำแพงระหว่างแบรนด์อย่างเด็ดขาด ตอนนี้ Midea สามารถเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าของตัวเองเข้ากับสมาร์ทโฟนและรถยนต์จากแบรนด์คู่แข่งได้แล้ว หาก “China Standard” บังคับใช้จริง แบรนด์ตะวันตกหรือชาติอื่นที่เข้าไม่ถึง Ecosystem นี้อาจถึงขั้นหลุดวงโคจรจากตลาดจีนได้เลยครับแบบนี้
2. อีกขั้นของคุณภาพการพักผ่อน : เปลี่ยนห้องนอนให้เป็นคลินิกสุขภาพส่วนตัว
ผลสำรวจจากนิตยสาร China Appliance ระบุว่า “ผู้บริโภคเกือบ 70% มองว่าฟังก์ชันด้านสุขภาพในเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นของที่ต้องมี” โดยในจีนกำลัง Shift ไปสู่การขาย Scenario หรือสภาพแวดล้อมรวม แทนที่เราจะซื้ออุปกรณ์แยกชิ้นมาใช้ในบ้าน
จากที่ผมเดินดูในงานพบว่าสิ่งที่คนสนใจและนิยมมากคือเทคโนโลยีการนอนนะครับ เพราะคนในเมืองใหญ่มีปัญหาการนอนกันทั้งนั้น ลองดูตัวอย่างครับ
เตียงนอนอัจฉริยะแบบ AI+Life ในบูธของ CHANGHONG มีการนำเตียงอัจฉริยะจำนวนมากมาให้คนทดลองนอนจริง เตียงนี้มีจอมอนิเตอร์ส่วนตัวสำหรับปรับองศาให้เข้ากับสรีระ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนแบบที่เราพยายามจะปรับปรุงเมื่อเราเห็นจากอุปกรณ์ติดตามสุขภาพอย่าง Whoop หรือ Smart Ring แต่เราสามารถเพิ่มคุณภาพการนอนได้ง่าย ๆ แค่นอนบนเตียงนี้!!! ใครที่นอนหลับยาก ต้องลองซื้อไปนอนกันสักหลัง
ใครเข้าตลาดได้ก่อนก็ได้เปรียบ
เทคโนโลยีไร้การสัมผัส (Contactless Monitoring): เครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ของ Haier (ซีรีส์ Seeker) ล้ำกว่าการวัดอุณหภูมิห้องทั่วไปด้วยการฝังเซ็นเซอร์ “เรดาร์จับการหายใจระดับ UWB” (UWB breathing-level radar) ที่สามารถตรวจจับตำแหน่งคนได้ไกลถึง 8 เมตร โดยแอร์สามารถปรับทิศทางลมให้เบาลงได้เมื่อเราเข้าใกล้ หรือหลบเลี่ยงตัวเราขณะนอนหลับเพื่อป้องกันการเป็นหวัดได้เอง นี่คือภาพสะท้อนว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังมีบทบาทเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ประจำบ้านด้วยเลย
3. Robot มีไว้ใช้หรือเอาไว้โชว์ : บทวิเคราะห์และไทม์ไลน์สู่ปี 2030
จีนทำทั้งโลกช็อคไปแล้วกับหุ่นยนต์ในงานฉลองตรุษจีน ในงานนี้ก็มีหุ่นยนต์ดึงดูดสายตามากมาย ทั้งหุ่นยนต์เล่นดนตรีตีกลองจาก WUTSI, หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Unitree G1, และหุ่นยนต์นักมวยที่ชกกันบนเวที รวมถึง หุ่นยนต์กึ่งสวมใส่ (Semi-Robot/Exoskeleton) จากแบรนด์ HYPERSHELL ที่เป็นระดับ Consumer-grade ช่วยผ่อนแรงการเต้นของหัวใจและการใช้พลังงานสำหรับคนชอบเดินป่า
แต่ว่า… แม้ภาพในงานจะดูล้ำ แต่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ GGII ระบุชัดเจนว่า สินค้าจากบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ยังอยู่ในแค่ช่วงเริ่มต้นเปิดตัวเท่านั้นครับ และการนำหุ่นยนต์บริการมาใช้ในบ้านเรือนอย่างแพร่หลาย จะยังไม่เกิดขึ้นจริงจนกว่าจะถึงหลังปี 2030 เพราะปัจจัยที่ท้าทายไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ แต่รวมถึงชิ้นส่วนกลไก แบตเตอรี่ และต้นทุนการผลิต ดังนั้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ถือมีดทำกับข้าวในบ้าน (ถ้าคุณกล้าให้มันทำนะครับ) อาจจะยังเป็นเพียง Hype ที่ต้องใช้เวลาพัฒนาอีกเกือบสิบปีกว่าจะถึงวันที่มีให้ใช้งานในบ้านจริง ๆ
4. ดีไซน์ที่ต้องซ่อนความล้ำของเทคโนโลยี เพราะความท้าทายเรื่อง Privacy ในบ้าน
พอเทคโนโลยีฉลาดขึ้น อุปกรณ์ก็ยิ่งต้องการเซ็นเซอร์มากขึ้น แบรนด์ต่างๆ จึงต้องพยายามซ่อนความน่ากลัวของเทคโนโลยีไว้ใต้ดีไซน์ที่อบอุ่น เช่น
แบรนด์ JAH ที่นำเสนอรูปลักษณ์การออกแบบถังขยะและที่เก็บของอัจฉริยะให้มีขาตั้งไม้ ดูเป็นเฟอร์นิเจอร์มินิมอล
แบรนด์ Skyworth จับมือกับดีไซเนอร์จาก Hermès ออกแบบทีวีให้แนบเนียนไปกับผนังเหมือนวอลเปเปอร์ระดับไฮเอนด์
แบรนด์ Vatti เปิดตัวเครื่องดูดควันแบบ “ล่องหน” (Invisible Range Hood) เพื่อรักษาความสุนทรีย์ของห้องครัว
นอกจากนี้ยังรวมถึงการดีไซน์ที่สวยงาม เพื่อซ่อนดวงตาและสมองกลที่มีอยู่ทั่วบ้าน เช่น ระบบ “AI Eye 2.0” ของ Haier ที่อัปเกรดกล้องในตู้เย็นให้สามารถมองเห็น แยกแยะ และวิเคราะห์วัตถุดิบได้แทบทุกชนิดบนโลก หรือแม้แต่หุ่นยนต์ทำความสะอาดที่จำแนกสิ่งของได้เป็นพันๆ ชิ้น
คำถามสำคัญที่น่าคิดคือ ในเมื่อเทคโนโลยีมันทำได้ขนาดนี้ ใครจะกล้าอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ที่จับพฤติกรรมเราตลอดเวลา? แม้แบรนด์จะอ้างว่านี่คือการก้าวสู่ “การทำงานบ้านแบบไร้คน” (Unmanned Housework) แต่เส้นแบ่งระหว่างความสะดวกสบายกับการสูญเสียความเป็นส่วนตัวในขั้น “แอบมองเธอทุกลมหายใจ” ก็น่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่แบรนด์จีนต้องพิสูจน์ความโปร่งใสให้โลกยอมรับให้ได้ในอนาคตครับ
สรุป
งาน AWE 2026 ไม่ได้เป็นแค่งานโชว์ของเล่นเทคโนโลยี แต่ผมมองว่าเป็น Statement ที่จีนกำลังปักธงสร้าง Ecosystem ของตัวเอง ทั้งในมิติของการเชื่อมต่อข้อมูล (Data Interconnectivity) และการหลอมรวม AI เข้ากับวิถีชีวิต
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพอนาคต และเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันในทศวรรษหน้าได้ชัดเจนขึ้นนะครับ