Blog

10 Influencer Marketing Trends 2026: เทรนด์การทำการตลาดผ่าน Influencer

• 12 พฤศจิกายน 2025

10 Influencer Marketing Trends 2026

Share on

Share on

Influencer Marketing ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในท่าหลักของการทำ Digital Marketing ของทุก Brand

ยิ่งการเติบโตขึ้นของ AI มนุษย์จะยิ่งโหยหาความเป็นมนุษย์ (Authenticity) ของ Influencer ที่เขาติดตามมากกว่าเดิม

สำหรับ Digital Marketer และนักธุรกิจไทย การพยายามเข้าใจเทรนด์ของ Influencer Marketing จะเป็นเหมือนใบเบิกทางสู่การสร้าง Campaign ที่ประสบความสำเร็จ เข้าถึงใจลูกค้า และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้อย่างยั่งยืน

ในบทความนี้ ผมจะพาคุณมาอัปเดต Influencer Marketing Trends ประจำปี 2026 ที่กลั่นมาแล้วว่าเหมาะกับบริบทของประเทศไทย

มีอะไรบ้าง? มาทยอยอ่านไปด้วยกันครับ!

ป.ล. ผมใช้เวลาในการตกผลึก และหาข้อมูลเพิ่มเติมมาเขียนบทความนี้หลายสิบชั่วโมง และผมยินดี ถ้าคุณจะเอาเนื้อหาบางส่วนไปอ้างอิงต่อ ซึ่งผมจะขอบคุณมากๆ ถ้าคุณช่วยส่งลิงก์กลับมายัง https://contentshifu.com/blog/influencer-marketing-trends ด้วยนะครับ :)

ป.ป.ล. เนื้อหาในบทความนี้ อาจจะมีมุมที่ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและลบกับ Platforms หรือ Providers บ้าง ผมพยายามจะเรียบเรียงอย่างเต็มที่และเขียนด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อประโยชน์ในภาพรวม และไม่ให้ความสัมพันธ์ต่างๆ ที่ผมเองอาจจะมีกับ Platforms หรือ Providers มา Influence เนื้อหาในบทความนี้นะครับ

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

1. ภาพรวมตลาด Influencer: Category ยอดนิยม และดาวรุ่งพุ่งแรง

แม้ว่า Influencer Marketing จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แต่บาง Category ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย ในขณะเดียวกันก็มี Category ใหม่ๆ ที่น่าจับตามองเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความสนใจที่หลากหลายของผู้บริโภค

Category หลักที่ยังคงแข็งแกร่ง

จากข้อมูลของ iCreator Report 2025 พบว่า 4 Category หลักที่ยังคงครองใจผู้ชมและเป็นที่ต้องการของBrandอยู่เสมอ ได้แก่:

  1. Lifestyle: หมวดหมู่นี้มีความกว้างและยืดหยุ่นสูง สามารถสอดแทรกสินค้าและบริการได้หลากหลาย ตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน, Gadget, ไปจนถึงกิจกรรมต่างๆ Influencer สายนี้มักจะสร้างคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้ติดตาม ทำให้รู้สึกเข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง
  2. Beauty & Fashion: เป็นหนึ่งในหมวดหมู่ที่ทรงพลังที่สุดเสมอมา ผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นในการรีวิวและการแนะนำผลิตภัณฑ์จากเหล่า Beauty Blogger และ Fashionista ที่พวกเขามองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีรสนิยมที่น่าติดตาม
  3. Travel: คอนเทนต์ท่องเที่ยวสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นความต้องการเดินทางได้เสมอ Influencer สายท่องเที่ยวไม่เพียงแค่รีวิวที่พักหรือสายการบิน แต่พวกเขาสร้างเรื่องราวและประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ติดตามอยากจะไปสัมผัสด้วยตัวเอง
  4. Entertainment: ครอบคลุมตั้งแต่นักแคสต์เกม, นักวิจารณ์ภาพยนตร์, ไปจนถึงผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ตลกขบขัน หมวดหมู่นี้สามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้าง (Mass Awareness) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

Category ดาวรุ่งที่น่าจับตามองในปี 2026

นอกเหนือจาก Category หลักแล้ว iCreator Report 2025 ยังชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ของ Category ที่กำลังมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตสูงในปี 2026 ได้แก่

  1. Family & Senior: กลุ่มครอบครัวที่มีลูกเล็กและกลุ่มผู้สูงวัยกำลังกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและมีอิทธิพลในการตัดสินใจ Influencer ที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้สูงวัยที่ Active สามารถสร้างคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือและตรงใจกลุ่มเป้าหมายนี้ได้เป็นอย่างดี สินค้าอย่างผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก, ประกันชีวิต, หรือสินค้าเพื่อสุขภาพ จึงเหมาะกับ Influencer กลุ่มนี้มาก
  2. Athlete: นักกีฬาไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่มีความสามารถในสนามแข่งขันอีกต่อไป แต่พวกเขายังเป็น Role Model ในด้านการดูแลสุขภาพ, วินัย และไลฟ์สไตล์ Brandสินค้ากีฬา, อาหารเพื่อสุขภาพ, และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเอง จึงนิยมร่วมงานกับนักกีฬามากขึ้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและสร้างแรงบันดาลใจ
  3. Comedian: ในยุคที่ผู้คนต้องการคอนเทนต์ที่ผ่อนคลายและสร้างเสียงหัวเราะ Influencer สายตลก (Comedian) จึงกลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น พวกเขาสามารถสอดแทรกข้อมูลของBrandเข้าไปในคอนเทนต์ได้อย่างแนบเนียนและสนุกสนาน ทำให้ผู้บริโภคเปิดใจรับและจดจำBrandได้ง่ายขึ้น

2. Micro & Nano Influencers ยังคงมาแรง

ในขณะที่ Macro Influencer ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคนสามารถสร้าง Awareness ในวงกว้างได้ดี แต่เทรนด์ในปี 2026 จะยังคงให้ความสำคัญกับพลังของ Micro-influencers (ผู้ติดตาม 10,000 – 100,000 คน) และ Nano-influencers (ผู้ติดตาม 1,000 – 10,000 คน) มากขึ้นเรื่อยๆ

Influencer กลุ่มนี้อาจมีจำนวนผู้ติดตามไม่มากเท่า แต่สิ่งที่พวกเขามาทดแทนคืออัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ที่สูงกว่า

ทำไม Micro และ Nano Influencers ถึงสำคัญ?

  • ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด: พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้ติดตาม เปรียบเสมือนเพื่อนที่คอยแนะนำสิ่งดีๆ ทำให้คำแนะนำของพวกเขามีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ
  • เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche Audience): Influencer กลุ่มนี้มักจะมีความเชี่ยวชาญหรือความหลงใหลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น การปลูกต้นไม้, การทำกาแฟดริป, หรือการเล่นบอร์ดเกม ทำให้ Brand สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะทางได้แม่นยำขึ้น
  • ความคุ้มค่า: การทำงานกับ Micro และ Nano Influencers หลายๆ คน มักจะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมที่น้อยกว่าการจ้าง Macro Influencer เพียงคนเดียว แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตอบหลากหลายจุดประสงค์กว่า

ในความเห็นของผม ในหลายๆ กรณี การทำงานร่วมกับ Macro Influencer ยังคงมีความสำคัญอยู่ โดยเฉพาะ Campaign ที่เน้นเรื่อง Awareness และ Image

แต่ถ้า Brand อยากจะเน้น Funnel ที่ล่างลงไปอย่าง Consideration & Decision ผมคิดว่า Micro & Nano Influencer อาจจะทำหน้าที่ส่วนนี้ได้คุ้มค่ามากกว่า

Micro & Nano Influencer Marketing Platforms

ปัจจุบันมี Influencer Marketing Platform ที่ช่วยให้คุณสามารถทำงานร่วมกับ Micro & Nano Influencer ได้พร้อมๆ กันหลายคน เช่น Tellscore, Another Dot & Buddy Review

ข้อดีของ Platform เหล่านี้คือมีฐาน Influencer อยู่ค่อนข้างเยอะ และมีระบบที่ช่วยให้คุณสามารถทำ Influencer Marketing Automation ได้

ไม่ว่าคุณอยากจะทำ Campaign กับ Micro & Nano Influencer แค่ไม่กี่คน หรือเป็นหลักร้อยๆ คน พวกเขาช่วยได้ครับ

3. วิดีโอสั้นบน TikTok, Reels และ Shorts ยังครองเมือง

พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของคนได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

จาก ยาว ละเอียด ละเมียด ละไม หลายๆ คนเริ่มปันใจให้คอนเทนต์ที่ สั้น กระชับ ฉับไว ให้ความบันเทิงได้อย่างรวดเร็ว

ก็เลยทำให้วิดีโอสั้นบน TikTok, Instagram Reels, และ YouTube Shorts กลายเป็นสมรภูมิหลักของการทำ Influencer Influencer Marketing

จากรายงานของ iCreator Report 2025 คาดการณ์ว่า TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่มี Influencer อยากโดดเด่นมากที่สุด แซงหน้าแพลตฟอร์มรุ่นพี่อย่าง Facebook, Instagram และ YouTube

ซึ่งความอยากนี้น่าจะเป็นผลมาจากจำนวนระยะเวลาที่คนใช้งาน Platform, อัลกอริทึมที่เปิดโอกาสให้คอนเทนต์ของทุกคนสามารถกลายเป็นไวรัลได้ง่าย และเครื่องมือสร้างสรรค์ที่ใช้งานสะดวก

นอกจากนั้นแล้ว จาก Digital Marketing Trends Report 2025 ก็ได้มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า Lemon8 เป็น Platform ที่มีอัตราการเติบโตของการใช้งานของ Digital Marketers มากที่สุด (ถึงกว่า 500%)

คำแนะนำสำหรับBrandในยุคแห่งวิดีโอสั้น

  • ปรับคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม: แม้จะเป็นวิดีโอสั้นเหมือนกัน แต่พฤติกรรมของผู้ชมในแต่ละแพลตฟอร์มนั้นแตกต่างกัน TikTok อาจจะเน้นความบันเทิงและความคิดสร้างสรรค์แบบไม่ปรุงแต่ง, Instagram Reels อาจจะเน้นความสวยงามและไลฟ์สไตล์, ส่วน YouTube Shorts อาจจะเหมาะกับคอนเทนต์ที่ให้ความรู้หรือ How-to สั้นๆ
  • ทำงานร่วมกับ Influencer เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ที่ไม่ซ้ำใคร: ให้อิสระ Influencer ในการตีความและสร้างสรรค์คอนเทนต์ในสไตล์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำ Challenge, การใช้เพลงที่กำลังเป็นกระแส หรือการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน
  • เน้น Hook ผู้ชมให้ได้ในไม่กี่วินาทีแรก: Brandต้องสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ภายใน 3 วินาทีแรกของวิดีโอ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะเลื่อนผ่านไปทันที

โดยสรุปผมคิดว่าวิดีโอสั้น เป็น Content Format ที่ Brand ทุก Brand “ต้องทำ” (ไม่ว่าจะทำเองหรือทำกับ Influencer) ถ้ายังอยากจะ Stay Relevant ในสมรภูมิของการทำ Influencer Marketing ครับ

4. AI ช่วยยกระดับการทำ Influencer Marketing

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา AI เข้ามารันแทบจะทุกวงการ

วงการ Influencer Marketing ก็ไม่มีข้อยกเว้น

ซึ่งในปี 2026 AI จะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่จะเป็น “ผู้ช่วยคนสำคัญ” ทั้งสำหรับ Brand และตัว Influencer เอง

AI สำหรับ Brand

AI ช่วย Brand ได้หลายเรื่องเช่น

  • Influencer Discovery: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเพื่อค้นหา Influencer ที่เหมาะสมกับBrandได้อย่างแม่นยำ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ข้อมูลประชากรของผู้ติดตาม (Demographics), ความสนใจ, อัตราการมีส่วนร่วม, และแม้กระทั่งการวิเคราะห์โทนของคอนเทนต์เพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของBrand
  • ทำ Personalized Campaigns: AI ช่วยให้Brandสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้ติดตาม Influencer แต่ละคน เพื่อออกแบบ Content ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด นำไปสู่แคมเปญที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • นอกจากนั้นแล้ว AI ยังช่วย Brand และนักการตลาดได้อีกหลายอย่างเช่น คิดไอเดียใหม่ๆ เขียนคำโฆษณา ช่วยเหลือลูกค้า และทำงานซ้ำๆ แบบเป็นอัตโนมัติ

AI สำหรับ Influencer

ฝั่ง Influencer เองก็นำ AI มาใช้เพื่อยกระดับการทำงานเช่นกัน เช่น

  • ระดมสมองและหาไอเดียทำคอนเทนต์: ใช้ AI ช่วยคิดหัวข้อ เขียนสคริปต์ หรือหาข้อมูลที่กำลังเป็นกระแส
  • สร้างสรรค์ภาพและวิดีโอ: ใช้เครื่องมือ AI-powered Editor ในการตัดต่อวิดีโอ ปรับแต่งสี หรือแม้กระทั่งสร้าง Footage ที่ไม่ซ้ำใคร
  • วิเคราะห์ประสิทธิภาพคอนเทนต์: ใช้ AI วิเคราะห์ว่าคอนเทนต์รูปแบบไหน โพสต์เวลาไหน หรือใช้ Hashtag อะไร ถึงจะได้รับการตอบรับที่ดีที่สุดจากผู้ติดตาม

กรณีศึกษาที่น่าสนใจในช่วงปีที่ผ่านมาคือการเอา AI มาช่วยทำ Virtual Influencer อย่าง “หลวงตาบุญจริง” ที่ทำ Content เพื่อเทศนาคำสอนต่างๆ โดยใช้เวลาไม่นานในการสร้างผู้ติดตามถึงแสนคนบน TikTok

นอกจากแล้ว จากข้อมูลในงาน Thailand Influencer Awards โดย Tellscore ก็ได้บอกไว้ว่า ในอนาคต การเอา Agentic AI มาสร้างเป็น AI Creators ที่ช่วย Live ช่วยตอบคำถาม ก็เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ถ้ามีแค่ AI อย่างเดียว ผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาก็อาจจะยังไม่ Touch ใจคน Influencer เองก็ควรจะต้องรวมจุดเด่นของคน & AI เข้าด้วยกัน รูปทางด้านบนเป็นรูปที่บอกถึงข้อดีและข้อจำกัดของ Creator/Influencer ที่เป็นคน และเป็น AI ที่ผมคิดว่าน่าสนใจครับ

5. เปลี่ยนจาก “Control” เป็น “Co-creation”

ยุคที่ Brand ส่งบรีฟที่เข้มงวดและควบคุมทุกรายละเอียดของคอนเทนต์กำลังจะ Out

ทำไมถึงต้อง Co-creation?

Brand ที่ประสบความสำเร็จคือ Brand ที่มอง Influencer เป็น “Partner” หรือ “Co-creator” ไม่ใช่แค่ “Advertiser”

การให้อิสระ Influencer ในการสร้างคอนเทนต์ตามสไตล์และความถนัดของตัวเอง จะทำให้ผลงานที่ออกมามีความเป็นธรรมชาติ จริงใจ และสื่อสารกับผู้ติดตามของเขาได้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครรู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเองดีเท่ากับตัว Influencer

ผมคิดว่าหลายๆ Brand เริ่มจะรู้แล้วว่าการปล่อยมือให้ผู้เชี่ยวชาญสร้างสรรค์ผลงานเป็นวิธีที่เวิร์คกว่าการบอกให้ทำตามที่ผู้บริหารต้องการ

Co-creation จะพาไปสู่ Long-term Partnership

การร่วมงานกับ Influencer แบบแคมเปญต่อแคมเปญอาจสร้างผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่การสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว เช่น การเซ็นสัญญาเป็นรายปี หรือการร่วมกันผลิตสินค้า จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่ามาก

ถามว่าเพราะอะไร?

  • สร้างความน่าเชื่อถือที่มากกว่าแค่การโปรโมตสินค้า: เมื่อผู้ติดตามเห็น Influencer ที่พวกเขาชื่นชอบใช้และพูดถึง Brand อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานาน ความไว้วางใจที่มีต่อ Brand ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
  • ผลตอบแทนที่ดีกว่า: การลงทุนในความสัมพันธ์ระยะยาวมักจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สูงกว่าในท้ายที่สุด เพราะมันเปลี่ยนจากแค่การ Media Buying ไปสู่การสร้าง Brand Advocate ที่ทรงพลัง

ทั้งนี้ เวลาเลือกต้องเลือก Influencer ให้ถูกคน ถูกช่อง ด้วยนะครับ ผมแนะนำว่าเวลาเลือก ให้คุณมองหาคน/ช่องที่คุณเคยจ้างหลายๆ ครั้ง แล้วเวิร์คมาร่วมงานด้วย เพราะมันถูกพิสูจน์มาแล้วว่าคลื่นความถี่น่าจะตรงกันครับ

6. CEO Influencer: เมื่อ CEO กลายมาเป็น Influencer และเมื่อ Influencer กลายมาเป็น CEO

ผมคิดว่าเส้นแบ่งระหว่าง CEO & Influencer จะเริ่มเบลอขึ้นเรื่อยๆ เพราะ 2 ตำแหน่งนี้สามารถอยู่ในคนเดียวกันได้

CEO เริ่มอยากสร้าง Personal Branding ของตัวเอง เพราะ CEO รู้ว่านี่คือหนึ่งในช่องทางการทำการตลาดที่ทรงพลัง และเป็นหนึ่งในวิธีที่ประหยัดค่าโฆษณามากที่สุด ถ้า CEO คนนั้นๆ เริ่มดัง มันจะปลดล๊อกวิธีการทำการตลาดแบบใหม่ๆ ได้อีกหลายวิธีเลยล่ะ

ตัวอย่าง CEO Turned Influencer มีหลายคนเช่น คุณคมสันต์ ลี Flash Express ที่หันมาทำช่องอย่างจริงจัง คุณอูน Diamon Grain ที่ทำเรื่องนี้มานานและสานฝันการเป็นนักร้องได้ด้วย หรือคุณ Beer Baiyoke ที่เอาความตลกมาช่วยโปรโมตตึกใบหยก (และ Service ข้างเคียงอื่นๆ) ได้อย่างดีเยี่ยม

Influencer เองก็ไม่อยากจะแค่พึ่งพาการหารายได้จาก Brand และไม่อยากให้การหารายได้ผูกติดกับตัวพวกเขามากเกินไป พวกเขาก็เลยตัดสินใจสร้าง Brand ขึ้นมา และดำรงตำแหน่ง CEO ด้วยตัวเอง และใช้ Media ที่ตัวเองมีในการโปรโมตสินค้าของพวกเขา

ตัวอย่าง Influencer Turned CEO เช่น คุณซารต์และคุณกานต์ Bearhug ที่หันมาทำแบรนด์ Bearhouse (ชานมไข่มุก) และ Sunsu (เจลลี่บุก และบุกปรุงรสหม่าล่า) หรือคุณไอติม และคุณเฟรนฟรายที่เป็น Influencer ที่สร้าง La Glace ขึ้นมา

ไม่ว่าตอนนี้คุณจะดำรงตำแหน่งไหนอยู่ ลองเพิ่มอีกสักตำแหน่งให้กับตัวคุณเองดู สิ่งที่คุณทำอยู่อาจจะปังขึ้นก็ได้นะ :)

7. รูปแบบความร่วมมือยอดนิยม: Sponsored Content และ Affiliate Marketing

จากข้อมูลของ iCreator Report 2025 ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการทำงานร่วมกับ Influencer ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ 3 รูปแบบนี้

  1. From Platform (46.6%): รายได้หลักมาจาก Platform เช่นการได้เงินจาก Adsense
  2. Sponsored Content (37.8%): การที่ Brand จ่ายเงินให้ Influencer เพื่อสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของ Brand
  3. การปักตระกร้า Affiliate Marketing (25.6%): คือการที่ Brand ให้ Influencer โปรโมตสินค้าพร้อมกับลิงก์หรือโค้ดส่วนลดพิเศษ เมื่อมีคนคลิกซื้อผ่านลิงก์นั้น Influencer ก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย วิธีนี้เป็นที่นิยมเพราะเป็นกลยุทธ์ที่ win-win ทั้งสองฝ่าย Brand จ่ายเงินเมื่อเกิดยอดขายจริง (Performance-based) ส่วน Influencer ก็มีแรงจูงใจในการสร้างคอนเทนต์ที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด ตลาด Affiliate Marketing ทั่วโลกมีมูลค่ามหาศาล และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

8. B2B Influencer Marketing: เทรนด์ที่กำลังมาแรงในตลาดธุรกิจ

เมื่อพูดถึง Influencer Marketing คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสินค้าอุปโภคบริโภค (B2C) เช่นอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้าแฟชั่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ก็สามารถใช้ Influencer Marketing ได้เช่นเดียวกัน

ความแตกต่างของ B2B และ B2C Influencer Marketing

– เป้าหมาย: ในขณะที่ B2C เน้นการสร้างการรับรู้และยอดขายในวงกว้าง, B2B จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความน่าเชื่อถือ (Credibility), การให้ความรู้ (Education), และการสร้าง Leads ที่มีคุณภาพ

  • ตัว Influencer: Influencer ในสาย B2B ไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามจำนวนมหาศาล แต่พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ (Industry Experts), นักวิเคราะห์, หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีคนในวงการให้ความเคารพและเชื่อถือ
  • รูปแบบคอนเทนต์: คอนเทนต์ B2B มักจะอยู่ในรูปแบบที่เจาะลึกกว่า เช่น การรีวิวซอฟต์แวร์, การเขียนบทความเชิงวิเคราะห์, การจัด Webinar, หรือการพูดในงานสัมมนา

อย่าง Content Shifu เองก็ได้รับการว่าจ้างในรูปแบบนี้อยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน โดยที่ MarTech Providers จะมาจ้างให้เรารีวิว Software หรือทำ Campaign เพื่อทำ Lead Generation หรืออย่าง Digital Agency ที่จะมาจ้างให้เราเล่าเรื่องราวลูกค้าของพวกเขา (หรือบางครั้งก็โปรโมต Agency ของพวกเขาเอง)

ป.ล. รับอยู่เรื่อยๆ และมาได้อีกเรื่อยๆ นะครับ 😂 ถ้าคุณสนใจ เราช่วย Raise Awareness, Build Authority และ Generate Qualified Leads ให้ได้ครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้านี้เลย

9. จากหน้าจอสู่หน้าจริง: การสร้าง Community ผ่าน Fan Meet หรือ Events

ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็น Influencer หลายคนเปลี่ยนจากการเจอกันที่หน้าจอมาเจอกันแบบเปิดหน้าจริง โดยการจัด Fan Meet & Event

ตัวอย่างที่ผมว่าหลายๆ คนน่าจะต้องเคยไปหรืออย่างน้อยๆ เคยเห็นผ่านตา เช่น

[Image]

  • Fu Me Fest: งานที่รวบรวม Influencer สายอาหารมาออกบูธและพบปะกับแฟนคลับ ที่นำทีมโดยเทพลีลา
  • faraTALK: การจัดอีเวนต์พบปะแฟนคลับ ของ Farose
  • The Secret Sauce Summit: งานสัมมนาที่เชิญผู้เชี่ยวชาญและ Influencer ในโลกธุรกิจมาแบ่งปันความรู้ ของ The Secret Sauce

การที่ Brand เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์เหล่านี้ หรือร่วมมือกับ Influencer ในการจัดกิจกรรมขึ้นมา จะช่วยสร้างการจดจำและความรู้สึกเชิงบวกในใจของผู้เข้าร่วมได้เยอะเลย

10. IGC, UGC, และ EGC: สามประเภทคอนเทนต์เพิ่มการมองเห็นให้แบรนด์

เพื่อต่อสู้กับภาวะ Ad Blindness ของผู้บริโภค Brand ต่างๆ ในปี 2026 จะหันมาให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่ให้ความรู้สึกจริงใจและเข้าถึงง่ายมากขึ้น ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภทคือ

  1. Influencer-Generated Content (IGC): คือคอนเทนต์ที่สร้างโดย Influencer ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับสไตล์ของช่องนั้นๆ ดังที่ได้กล่าวไปในเรื่อง Co-creation
  2. User-Generated Content (UGC): คือคอนเทนต์ที่สร้างโดย “ผู้ใช้งานจริง” ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าหรือแฟนคลับของ Brand ซึ่ง Brand อาจจะสามารถกระตุ้นให้เกิด UGC ได้โดยการจัดแคมเปญประกวด สร้างแฮชแท็กเฉพาะ หรือการรีโพสต์คอนเทนต์ดีๆ จากลูกค้าก็ได้

3. Employee-Generated Content (EGC): คือคอนเทนต์ที่สร้างโดย “พนักงาน” ของบริษัทเอง การให้พนักงานออกมาเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร หรือความภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น

การผสมผสานคอนเทนต์ทั้งสามรูปแบบนี้ใน Campaign จะช่วยให้การทำ Influencer Marketing ของ Brand ดูน่าเชื่อถือและใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

บทสรุป: เทรนด์ของ Influencer Marketing ในปี 2026

และนี่คือเทรนด์ Influencer Marketing ในปี 2026 ทั้ง 10 ข้อนะครับ

โดยสรุปคือไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่อคน ของ Influencer กับผู้ติดตาม จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ มนุษย์ก็ยังคงอยากจะปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์

แต่เทคโนโลยีต่างๆ จะเข้ามามีบทบาทให้ทั้ง Influencer สร้างสรรค์ผลงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น และช่วยให้ Brand ทำ Influencer Marketing ได้ดียิ่งขึ้น

ไม่ว่าคุณจะเป็น Influencer หรือ Brand ผมหวังว่าเนื้อหาในบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ

ขอให้พลังแห่งการ Influence จงสถิตอยู่กับคุณ :)

Share on

Bank Sitthinunt

Writer

Bank Sitthinunt

เจ้าของเว็บไซต์ Content Shifu นอกจากเรื่อง Inbound Marketing, Digital Marketing และ MarTech แล้ว ยังสนใจเรื่อง Entrepreneurship, Productivity, Self-Development และ Talent Development รวมถึงเป็นแฟนตัวยงของทีม Manchester United อีกด้วย

More From Me