search engine คืออะไร,การทำงานของ search engine

ทำไมคุณถึงควรเข้าใจการทำงานของ Search Engine แล้วมันทำงานอย่างไร

Think

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตรู้จัก Google

สุดยอดเว็บไซต์สุดแสนสะดวกสบายที่ค้นหาอะไรก็มักจะเจอได้แทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของกิน ของใช้ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเอกสารทางวิชาการระดับโลก เรียกได้ว่าอยากรู้อะไรก็ถาม Google

ในหนึ่งปีจะมีคนค้นหาข้อมูลจาก Google กว่า 2 ล้านล้านครั้ง และกินส่วนแบ่ง Search Engine กว่า 74.52% คงสามารถพูดได้เต็มปากว่า Google คือหนึ่งในเว็บไซต์ที่มีผู้คนเข้ามากที่สุดในโลก และบ่อยที่สุดในโลกด้วย

อย่างไรก็ตาม Google ไม่ใช่ Search Engine เพียงตัวเดียวในโลก ยังมี Search Engine อื่นๆ อีกมากมาย แล้ว Search Engine จริงๆ คืออะไร ทำไมเราต้องรู้เกี่ยวกับมัน…ลองมาหาคำตอบกันครับ

Search Engine คืออะไร

คำตอบแบบตรงตัวที่สุดเห็นจะเป็น ‘โปรแกรมค้นหา’ โดยส่วนมากแล้ว Search Engine จะทำหน้าที่ค้นหาข้อมูลภายในคลังข้อมูลของมัน (หรือคลังข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต) แล้วนำเสนอให้ผู้ใช้ในรูปแบบต่างกันออกไป เช่น เว็บไซต์ รูปภาพ วิดีโอ ไปจนถึงหน้าจอพยากรณ์อากาศ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกค้นหาอะไร

เดิมที Search Engine จะใช้การค้นหาด้วยคำสั้นๆเป็นหลักที่เรียกกันว่า Keyword หรือ ‘คำสำคัญ’ แต่ในปัจจุบันมันก็ได้รับการพัฒนาจนสามารถทำได้เหนือกว่าเดิมมาก รวมไปถึงการรับคำสั่งเสียงจากอุปกรณ์ต่างๆเพื่อค้นหาข้อมูลด้วย

นอกจากการให้คำตอบแล้ว Search Engine ยังมีการเก็บสถิติ โปรแกรมให้คำตอบนี้จะสังเกตว่ามีผลลัพธ์ใดบ้างที่ถูกเลือก หรือไม่ถูกเลือกจากคีย์เวิร์ดนั้นๆ และใช้ข้อมูลสถิติการค้นหาเพื่อเลือกผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับการค้นหาครั้งต่อไป เพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ที่ว่าสิ่งที่มันนำเสนอจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือมีประโยชน์ที่สุดสำหรับผู้ค้นหานั่นเอง (เทคนิคเหล่านี้เรียกกว้างๆ ว่า Machine Learning)

Search Engine มีอะไรบ้างนอกจาก Google

ดังที่กล่าวไปข้างต้น Google ไม่ใช่ Search Engine ตัวเดียวที่มีบนโลก ลองมาดูรายชื่อกันดีกว่าว่าในปัจจุบันนั้น มี Search Engine ตัวไหนบ้าง ที่คนใช้กันนอกจาก Google

Duck Duck Go : Search Engine ที่เน้นนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการปกปิดประวัติการค้นหาของผู้ใช้งาน และไม่มีการเก็บข้อมูลเพื่อการโฆษณา

Bing : Search Engine จาก Microsoft ที่เคยมีกระแสอยู่พักหนึ่งในช่วงหลายปีก่อนว่าอาจแซง Google ได้ ด้วยความไวในการค้นหาทั้งเว็บไซต์และรูปภาพ ทำให้ยังมีคนนิยมอยู่พอสมควร

Baidu : Search Engine สัญชาติจีนที่ได้รับความนิยมในประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่ง Baidu จะเน้นการค้นหาด้วยภาษาจีนและผลการค้นหายภายในจีนแผ่นดินใหญ่เป็นหลัก

Yahoo : Search Engine ที่มีชื่อมายาวนานและยังมีผู้ใช้งานอยู่เรื่อยๆ แม้ความนิยมของเว็บไซต์จะไม่เท่าสมัยก่อนแต่ก็ยังมีการอัปเดตสิ่งต่างๆ ในเว็บไซต์อยู่เสมอ

 

การทำงานของ Search Engine

ไม่ว่า Search Engine จะมีกี่เจ้า และจะแบ่งประเภทได้ยิบย่อยแค่ไหนอย่างไร แต่สุดท้ายหลักการทำงานของ Search Engine จะมีแค่ 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ

  1. การเก็บข้อมูลเว็บ (Crawling)
  2. ทำดัชนี (Indexing)
  3. ค้นหาและจัดอันดับ (Retrieval & Ranking)

คุณสามารถดูวิดีโอนี้ (บรรยายเป็นภาษาอังกฤษโดยคนจาก Google) รวมถึงเลื่อนอ่านคำอธิบายภาษาไทยต่อได้เลย

1.การเก็บข้อมูลเว็บ (Crawling)

อินเทอร์เน็ตเป็นโครงข่ายข้อมูลขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงติดต่อกันอย่างทั่วถึง ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ Search Engine จะดำเนินการค้นหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ในทันทีที่คุณกดปุ่ม ‘ค้นหา’ ดังนั้น Search Engine จะมีการ ‘Crawl’ หรือการตระเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้า

กรรมวิธีของ Search Engine คือการส่ง Bot ที่ถูกเรียกว่า Crawler (หรือ Spider) ไปตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ มันจะรวบรวมข้อมูลทุกส่วนของเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้ ทั้ง URL รูปภาพ หัวเรื่อง เนื้อหา ตั้งแต่หน้าแรกไปจนถึงหน้าสุดท้าย เมื่อเสร็จเว็บไซต์หนึ่ง เหล่า Crawler ก็จะมุ่งออกไปที่อื่นตามลิงก์ที่อยู่ในหน้าเพจ หรือหน้าเว็บนั้นๆ เพื่อทำการค้นหาเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ Search Engine แต่ละตัวจะได้คือคลังข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการอัปเดตเรื่อยๆ รวมไปถึงรูปภาพ วิดีโอ และอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถเข้าถึงได้

ครับ นี่เป็นแค่ขั้นแรก ขั้นต่อไปเหล่า Search Engine จะเริ่มแสดงความสุดยอดของมันให้เห็น

2.ทำดัชนี (Indexing)

ว่ากันง่ายๆ ก็คือการจัดการข้อมูลมหาศาลที่ได้มาให้เป็นหมวดหมู่นั่นล่ะครับ และไม่ใช่หมวดหมู่แบบธรรมดา มันเป็นการจำแนกหมวดหมู่ยิบย่อยชนิดคำต่อคำไม่ว่าจะละเอียดขนาดไหนก็ตาม ทาง Google ได้ระบุว่าเอาแค่ตัวดัชนีการค้นหาก็มีปริมาณมากกว่าร้อยล้านกิกะไบต์เข้าไปแล้ว และมันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันๆ อีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่สามารถสังเกตได้ง่ายๆ เลยคือเวลาพิมพ์อะไรซักอย่างลงใน google มันจะขึ้น Keyword มากมายมาให้อัตโนมัติ (หากคุณไม่ได้พิมพ์ผิดหรือแปลกจนเกินไปนัก)

 

แล้วทำไมต้องลำบากจัดหมวดหมู่มากมายขนาดนี้ แค่เอาข้อมูลกองๆ แล้วค้นหาเลยไม่ได้หรืออย่างไร คำถามนี้คือประเด็นที่จะโยงไปหาข้อที่สามครับ ข้อที่สำคัญที่สุด

3.ค้นหาและจัดลำดับ (Retrieval and Ranking)

ลองนึกสภาพเราค้นหาคำว่า ‘สุนัข’ ในอินเทอร์เน็ตครับ

ถ้าเราไม่มีการจัดหมวดหมู่ เราก็จะเจอข้อมูลของ ‘สุนัข’ เป็นล้านๆ ที่อาจจะทั้งเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวเลยก็ได้ เพราะตอนรวบรวมข้อมูล ตัว Search Engine จะเก็บข้อมูลมาทุกหน้า มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของย่อหน้าสุดท้ายนิยาย หรืออาจเป็นแค่คำบ่นของบล็อกเกอร์ซักคน ซึ่งต่อให้จัดหมวดหมู่แล้ว มันก็ยังคงไม่ดีพอ

แล้วอะไรล่ะที่มันจะเวิร์ค ข้อมูลอะไรล่ะที่จะโผล่มาในหน้าแรกของ Search Engine มันรู้ได้ยังไงว่าเราต้องการอะไรมากที่สุดในขณะที่เรากำลังค้นหา

มีหลายปัจจัยสำหรับเรื่องนี้ ในตอนที่ค้นหาข้อมูล Search Engine จะทำการตรวจสอบสิ่งที่ได้มาไปในตัวเลยว่ามันสำคัญขนาดไหนครับ เช่น

  • มี Keyword อยู่ใน URL หรือไม่
  • Keyword เป็นหัวเรื่องหรือไม่
  • Keyword มีปริมาณมากขนาดไหน
  • มีคำอธิบายหรือคำเหมือนของ Keyword ในหน้าเพจนั้นหรือไม่
  • เพจที่ได้มาน่าเชื่อถือมากแค่ไหน

ครับ เมื่อประมวลผลทุกอย่างเสร็จ ผลลัพธ์ก็จะปรากฏขึ้นมาเรียงตามสิ่งที่ Search Engine คิดว่าสำคัญ และตรงกับใจเรามากที่สุด และตัดผลลัพธ์ที่ไม่น่าเกี่ยวข้องออกไป

หากใครเคยอ่านบทความของ Content Shifu เรื่อง “4 เทคนิคการเขียนบทความให้ติด Google” จะเห็นได้ว่าเทคนิคต่างๆ ที่ผู้เขียนได้แนะนำไป  ก็อ้างอิงจากการทำงานของ Google ที่ต้องมีการตรวจสอบปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เพื่อทำการจัดอันดับ Ranking นั่นเองครับ

หลังจากเราคลิกเข้าไปในลิงก์ที่มันให้มา ตัว Search Engine ก็มีการบันทึกสถิติไว้นะครับ ว่าหากคนค้นหาสิ่งนี้ จะเลือกเข้าเว็บไซต์นี้มากกว่า มันตรงใจคนมากกว่า การจัดลำดับเว็บไซต์ก็จะเริ่มทำงาน ทำให้เว็บไซต์ที่ถูกคลิกมากครั้งเด่นขึ้นไปกว่าเดิม ซึ่งในบางครั้งรวมถึงคำผิดด้วยนะครับ เช่นถ้าเราค้นหา ‘ดฟแนนา’ ลงใน google หรือ bing แม้แต่ duckduckgo มันก็จะระบุข้อมูลทันทีว่าเราค้นหา ‘Facebook’ แล้วเด้งผลลัพธ์มาให้เลย

นี่คือหลักการทำงานของ Search Engine แบบไม่ต้องอิงวิชาการมากนัก

 

ทำไมเราจึงต้องสนใจการทำงานของ Search Engine

การรู้ว่า Search Engine ทำงานอย่างไรคือก้าวแรกของการทำความรู้จักกับ SEO หรือ Search Engine Optimization หรือการดันหน้าเว็บไซต์ไม่ก็เพจของตัวเองขึ้นไปอยู่หน้าแรกของการค้นหา มันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง แม้ว่าจะไม่ได้ค้นหาตัวเว็บของเราตรงๆ

การประยุกต์ความรู้ในด้านนี้เคียงคู่ไปกับการคำนึงถึงผู้ใช้คือสิ่งสำคัญในการทำเว็บไซต์ เพราะสุดท้ายต่อให้เราทำทุกอย่างดีมากแค่ไหนสำหรับ Search Engine แต่อย่าลืมว่าคนคลิกเข้ามาอ่านคือผู้ใช้งาน เราต้องทำให้ผู้ใช้พึงพอใจในเว็บหรือเพจของเรามากพอที่จะเข้ามาเป็นครั้งที่สองหรือสาม และเพิ่มปริมาณผู้ใช้ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เน้นด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว

Shifu แนะนำ
ภายในแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีข้อมูลเก็บอยู่ จะมีระบบการ Search และเปรียบเสมือนการมี Search Engine ย่อมๆ ภายในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น Lazada ที่มีสินค้าอยู่มากมาย AppStore และ Playstore ที่มีแอปอยู่ในระบบมากมาย เวลาคนเสิร์ชหาแอป แพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ต้องมีการทำ Ranking และแสดงผลออกมา นั่นทำให้มีศาสตร์ SEO ที่เป็น Niche ย่อมๆ ภายในแพลตฟอร์มเหล่านั้น อย่างการทำแอปให้ติดอันดับบน AppStore ก็จะมีศัพท์ที่เรียกกันว่า ASO (AppStore Optimization) ซึ่งเป็น SEO สำหรับ AppStore โดยเฉพาะนั่นเอง
ผลลัพธ์การค้นหาใน Lazada
ตัวอย่างผลลัพธ์การค้นหาใน Lazada

สรุป

หากคุณเป็นคนธรรมดาที่แค่ใช้ Search Engine ในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่ตัวเองสนใจ บทความนี้ก็คงเป็นการขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ให้มากขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นระบบการค้นหาแบบเข้าใจง่ายๆ หรือ Search Engine ตัวอื่นที่น่าสนใจ

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่กำลังโปรโมทเว็บไซต์ตัวเอง อยากทำการตลาดออนไลน์ นี่คือพื้นฐานสำหรับการต่อยอดระยะยาวเลยล่ะครับ เพราะการรู้ว่า ‘มันทำงานอย่างไร’ นี่ละ จะเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘การใช้งาน’ อย่างแท้จริง

ตาคุณแล้ว

การค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine นั้นใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่การค้นหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมไปถึงการใช้ Search Engine ให้เป็นประโยชน์สำหรับการโปรโมทเว็บไซต์หรือสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีเพียงคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่สามารถทำได้

ตอนนี้ถึงตาคุณแล้วครับ ว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จาก Search Engine ให้มากขึ้นได้ขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล หรือทำให้ตัวเองอยู่หน้าแรกของการค้นหาก็ตาม

Avatar
Pond

ปอนด์ เป็นนักเขียนที่ชอบการหาข่าวและศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นชีวิตจิตใจ โดยคิดเสมอว่าต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็สามารถนำมันมาเป็นไอเดียทางการตลาดและเทคโนโลยีได้

More From Me

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

2 Comments

ความเห็น
  1. […] คือ รูปแบบการทำการตลาดบนระบบ Search Engine ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ เช่น Google, […]

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณค่ะ ข้อความจะถูกแสดงผลเมื่อได้รับการตรวจสอบจากผู้ดูแลเว็บไซต์แล้ว