การปรับเปลี่ยนจาก LINE@ สู่ LINE Official Account น่าจะเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปีนี้สำหรับเจ้าของธุรกิจ นักขาย และนักการตลาด

ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่คุณควรทำต่อไปคงไม่ใช่การตัดพ้อต่อว่าหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของ LINE แต่เป็นการพยายามศึกษาสิ่งใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ LINE Official Account และหาวิธีการใช้ประโยชน์จากมันอย่างสูงสุด รวมไปถึงการเตรียมตัวสำหรับอนาคตเมื่อ LINE มีการเปลี่ยนแปลงอีก

หลังจากที่อ่านบทความนี้จบแล้ว ผมรับรองว่าคุณจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของ LINE ได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน

Shifu แนะนำ
เท่าที่ผมเข้าใจ จริงๆ แล้ว LINE เปลี่ยนจาก LINE@ ไปเป็น LINE For Business แต่เหมือนเว็บข่าวต่างๆ จะบอกกันว่า LINE@ เปลี่ยนไ ปเป็น LINE Official Account เพราะฉะนั้นผมขอใช้คำว่า LINE Official Account แทน LINE For Business เพื่อป้องกันความสับสนนะครับ (อีกเหตุผลสำคัญคือคีย์เวิร์ดคำว่า LINE Official มี Search Volume มากกว่าคำว่า LINE For Business เพราะฉะนั้นมันน่าจะทำให้คนค้นหาบทความนี้ผ่าน Search Engine เจอได้มากกว่าครับ ฮา)

จาก LINE@ สู่ LINE Official Account มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

คุณสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของ LINE@ และ LINE Official Account เพื่อไปดูความแตกต่างของของเก่าและของใหม่ได้ สำหรับในบทความนี้ผมขอสรุปสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมาให้ได้อ่านกันนะครับ

ราคา

สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราคา

จากเดิมที่ราคาแพ็กเกจรายเดือนของ LINE@ จะอยู่ช่วง 0 – 6,888 บาทต่อเดือน ซึ่งจะจำกัดหรือคิดราคาเฉพาะจำนวน Reach หรือยอดคนที่ได้รับข้อความ ส่วนจำนวนข้อความนั้น ส่งได้ไม่จำกัด 

แต่สำหรับ LINE Official Account แม้มองดูเผินๆ ราคาแพ็กเกจอาจจะถูกกว่า คือ 0 – 1,500 บาท เท่านั้น แต่จะจำกัดจำนวนข้อความสูงสุดเพียง 35,000 ข้อความเท่านั้น ส่วนข้อความที่เกินมาจะคิดตาม จำนวนข้อความ x Reach ที่ส่งไปจริง และคิดเงินตามราคาต่อข้อความที่เกินมาจริง

เปรียบเทียบราคาแพ็กเกจ LINE@ - LINE Official

แล้วผมลองคำนวณเล่นๆ ออกมาเป็นตัวอย่างในรูปข้างต้น โดยเลือกซื้อแพ็กเกจระดับเดียวกัน คือ ระดับโปร ตัวเลขที่ออกมาก็ค่อนข้างน่าตกใจทีเดียวครับ

อย่างตัวอย่างสมมติ ถ้ามี Target Reach อยู่ 50,000 รายชื่อ และจะส่งข้อความสัปดาห์ละครั้ง หรือ 200,000 ข้อความต่อเดือน แพ็กเกจของ LINE@ ก็จ่ายเพียง 1,998 บาท แต่หากเป็น LINE Official Account จะต้องจ่ายค่าแพ็กเกจ 1,500 บาท + จำนวนข้อความที่ส่งเกินแพ็กเกจ อีกถึง 6,600 บาท สรุป LINE Official Account ต้องจ่าย 8,100 บาท (ดูราคาแพ็กเกจใหม่ของ LINE OA ได้ที่นี่)

หรือราคาต่างกันกว่า 4 เท่าตัว!

จริงๆ ในส่วนนี้ ผมคิดว่าสำหรับบริษัทใหญ่ๆ ที่ใช้ LINE Business Connect อยู่แล้วคงจะไม่ตกอกตกใจสักเท่าไหร่ (เพราะบริษัทใหญ่ๆ จ่ายเป็นล้านอยู่แล้ว) แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ใช้ LINE@ ในการ Broadcast หาผู้ติดตามหลักหมื่นหลักแสนทุกวัน วันละหลายครั้ง อาจจะมีกระอัก เพราะถ้าอิงตามวิธีการ Broadcast แบบเดิม ราคาใหม่ที่ต้องจ่ายอาจจะขึ้นไปถึงหลักหลายหมื่นต่อเดือน

ฟีเจอร์

LINE@-LINE-Official-Features-compare

 

ถ้าคุณลองไปไล่ดูฟีเจอร์ลิสต์ของ LINE@ คุณจะเห็นได้ว่าฟีเจอร์หลักของ LINE@ นั้นคือการสื่อสาร จะเน้นหลักๆ ที่บริการ Chat & Broadcast เท่านั้น

แต่สำหรับ LINE Official Account นั้น คือ เครื่องมือสำหรับการทำการตลาดและการขาย เพราะนอกจากเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารอย่าง LINE Account Connect แล้ว ยังมีบริการอีกหลายอย่างงอกมาด้วย ได้แก่ LINE Ads Platform, LINE Display Ads, LINE Points, LINE MAN และ LINE IDOL (ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปดูกันในหัวข้อสุดท้าย ว่าบริการต่างๆ เหล่านี้ ทำอะไรได้บ้าง แล้วเป็นโอกาสให้กับธุรกิจอย่างไร)

ราคาที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับความสามารถที่มากขึ้นเช่นเดียวกันครับ

วิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลง (ระยะสั้น)

สิ่งแรกที่น่าจะเห็นแน่ๆ คือการต่อต้านของคน (โดยปกติคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว)

Shifu แนะนำ

คำแนะนำของผมสำหรับคน/ธุรกิจที่ต่อต้านกับการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือต้องรีบยอมรับมันโดยเร็ว เมื่อยอมรับแล้วก็พยายามหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้

คำแนะนำของผมสำหรับ LINE ก็คือสื่อสาร สื่อสาร สื่อสาร พยายามบอกให้คนรู้ถึงสิ่งดีๆ ของการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะผ่านช่องทางของคนอื่นหรือช่องทางของตัวเอง (ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ ผมยังเห็นการสื่อสารจาก LINE น้อยอยู่ อาจจะเป็นเพราะเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น)

สิ่งถัดมาที่จะเห็นคือปริมาณของคอนเทนต์จากธุรกิจต่างๆ ที่ส่งผ่านไลน์ที่น้อยลง เพราะการส่งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่าย

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่จะเห็นอีกก็คือจะมีธุรกิจที่โบกมือจากไป ซึ่งผมคิดว่าธุรกิจกลุ่มแรกที่จะไม่ไปต่อกับ LINE Official Account แน่ๆ คือสื่อเพราะโดยธรรมชาติแล้วสื่อจะต้องมีการสื่อสาร (Broadcast) ที่บ่อย และการสื่อสารต่างๆ นั้นไม่ได้นำมาซึ่งรายได้โดยตรง

วิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลง (ระยะยาว)

ส่วนตัวผมเอง ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าจะส่งผลดีกับทุกปาร์ตี้ในระยะยาวนะครับ

มองในมุม LINE

แน่นอนอยู่แล้วว่าการเปลี่ยนมาคิดราคาแบบนี้จะทำให้ LINE ทำเงินได้มากขึ้น

นอกเหนือจากเรื่องเงินแล้ว การที่คนต้องคิดมากขึ้นก่อน Broadcast ก็จะทำให้ LINE ยังคงความน่าใช้และทำให้ยอดผู้ใช้ไม่ตกลง ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกับ LINE มากๆ เพราะผู้ใช้งาน = สินค้า (เช่นเดียวกับ Social Media ตัวอื่นๆ)

Shifu แนะนำ
เผื่อมีคนของ LINE มาเห็น ผมว่า Package ราคาไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไหร่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ถ้าปรับวิธีการคิดเงินได้น่าจะดี ผมคิดว่าการคิดราคาแบบ Email Marketing Software หรือ Transactional Email Software น่าจะน่ารักและทำให้คนยอมควักมากกว่า Package ปัจจุบันมาก

มองในมุมคนใช้งาน

ผมปิด Notification LINE และแทบจะไม่ได้ติดตาม Official Account หรือ Business Account ใดๆ มานานแล้วเพราะว่าลำพังแค่ข้อความจากครอบครัว พี่น้อง เพื่อน และลูกค้าก็เยอะมากๆ แล้ว แต่ในอนาคตก็อาจจะมีสิทธิ์ที่จะกด Follow ธุรกิจต่างๆ มากขึ้นเพราะข้อความที่ผมจะได้รับน่าจะมีคุณภาพมากขึ้น

ผมคิดว่าคนอื่นก็น่าจะคล้ายๆ กัน การที่ข้อความต่างๆ ที่ได้รับผ่าน LINE มีคุณภาพขึ้น มันก็จะทำให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นเช่นกัน

มองในมุมธุรกิจ

การที่ LINE ปรับวิธีการคิดเงินใหม่จะทำให้ทุกธุรกิจ จะต้องคิดมากขึ้นก่อน Broadcast การส่งข้อความทุกวัน วันละ 3 เวลามันก็คงจะไม่คุ้มอีกต่อไปแล้ว เมื่อแบรนด์ต้องคิดมากขึ้น แผนของแบรนด์จะดีขึ้น เมื่อแผนดีขึ้น การทำการตลาดผ่าน LINE ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

แล้วธุรกิจควรจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของ LINE อย่างไร?

ก่อนอื่นเลยผมต้องขอบอกว่าคำแนะนำของผมเหล่านี้เป็นคำแนะนำแบบกลางๆ นะครับ คุณไม่ควรจะเชื่อทุกสิ่งที่ผมเขียน แต่ควรจะเอาสิ่งที่ผมเขียนไปคิดและวิเคราะห์ต่อดูว่าสิ่งไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณนะครับ

เอาล่ะ ถ้าเข้าใจตรงกันแล้ว มาดูคำแนะนำกันเลยครับ

1. ปรับมุมมองที่มีต่อ LINE ใหม่

อย่างที่บอกไปว่าเครื่องมือใหม่อย่าง LINE Official Account ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือสื่อสารเหมือนกับ LINE@ อีกต่อไปแล้ว

สิ่งที่คุณควรจะจำไว้ก็คือการทำการตลาดผ่าน LINE ไม่ใช่แค่การ Broadcast ย้ำอีกครั้งว่า การทำการตลาดผ่าน LINE ไม่ใช่แค่การ Broadcast

เครื่องมืออื่นๆ ของ LINE ที่เพิ่มขึ้นมาหลังจากการเปลี่ยนจาก LINE@ มาเป็น LINE Official Account น่าจะช่วยทำอะไรต่างๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งถ้าให้ผมมาอธิบายว่าเครื่องมือต่างๆ ทำอะไรได้บ้างโดยละเอียดในบทความนี้ก็อาจจะยาวเกินไป แต่ผมคงพอที่จะเปรียบเทียบเครื่องมือต่างๆ ของ LINE คร่าวๆ กับ Platform ที่มีอยู่แล้วให้คุณได้ เพื่อที่ว่าคุณจะได้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น

LINE for Business Service

  • LINE Ads Platform & LINE Display Ads – การยิงโฆษณาไปยัง LINE Timeline และ LINE Today โดยสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ (เทียบง่ายๆ ก็คล้ายกับ Facebook Ads และ Google Display Network)
  • LINE Points – การกระตุ้นให้ User ทำอะไรบางอย่าง (เช่น ดูวีดีโอ) เพื่อแลกกับ Points ซึ่ง User สามารถเอา Points ไปใช้แลกสิ่งอื่นๆ ที่เขาสนใจได้ ถือเป็น Reward Marketing (เทียบง่ายๆ ก็จะคล้ายกับ Samsung Galaxy Gift และ AIS Privilage)
  • LINE MAN – แอปพลิเคชันส่งอาหาร ซึ่งคุณสามารถซื้อลิสต์เพื่อให้ร้านค้าของคุณเข้าไปอยู่ในแอปพลิเคชัน (Listing) และยังลงโฆษณาได้เช่นเดียวกัน ในความเห็นของผม LINE MAN นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อธุรกิจอาหารโดยเฉพาะ (เทียบง่ายๆ ก็จะคล้ายกับ Grab Food และ Uber Eats ในอดีต)
  • LINE IDOL – การใช้ Influencer ที่อยู่ใน Platform ของ LINE ช่วยทำการตลาดให้กับคุณ (คือการทำ Influencer Marketing ที่เทียบง่ายๆ ก็คล้ายกับการซื้อบริการ Advertorial ของ Influencer ต่างๆ บน Facebook, Instagram หรือ YouTube)
  • LINE Pay – ระบบการชำระเงิน (เทียบง่ายๆ ก็จะคล้ายกับการ TrueMoney และ Alipay)

2. อย่าวางไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว

คำพูดนี้เป็นคำพูดติดปากที่ผมมักจะพูดบ่อยๆ (มีพูดถึงเรื่องนี้ในหนังสือ Inbound Marketing เช่นเดียวกัน – ขออนุญาตขายของสักเล็กน้อย ฮา)

ถึงแม้ว่าไลน์จะออกฟีเจอร์ที่น่าสนใจเพียงใด แต่คุณก็ต้องอย่าลืมว่าคนที่เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบน LINE ก็คือ LINE ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อผู้ติดตาม ข้อมูลต่างๆ ของ User หรือ Points ต่างๆ คุณไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรใดๆ บน Platform ทั้งนั้น (จริงๆ แอบขัดใจ Copywriting ของ LINE เล็กๆ ที่เขียนว่า LINE Account Connect คือสร้าง Owned Media เพื่อให้เข้าถึง กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ)

เพราะฉะนั้นนอกจาก LINE แล้ว คุณควรที่จะกระจายธุรกิจของคุณไปอยู่ในที่อื่นๆ (ที่มีคนอยู่) ด้วย ซึ่งช่องทางที่ผมคิดว่าคุณควรจะพิจารณาไว้ก็คือ

  1. Social Media – Facebook, Instagram, YouTube, Twitter และ LinkedIn ลองเลือกใช้ดูตามความเหมาะสมและเหมาะกับทรัพยากรที่คุณมี
  2. Marketplace – Lazada, Shopee, Fastwork และ FreelanceBay ที่ช่วยให้คุณเพิ่มเติมช่องทางการขายของคุณ
  3. Search Engine – เว็บไซต์ซึ่งคืออสังหาริมทรัพย์บนโลกออนไลน์ของคุณ เป็นสิ่งจำเป็นในการทำการตลาดผ่าน Search Engine
  4. Offline – โลกออฟไลน์ยังไม่ตายและสามารถใช้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการทำการตลาดและการขายของคุณได้

3. เป็นเจ้าของข้อมูล (First Party Data)

ข้อมูลคือพลัง ข้อมูลคืออำนาจ ใครที่เป็นเจ้าของข้อมูลจะเป็นเจ้าของพลังและอำนาจ

ถ้าคุณเน้นการสร้างผู้ติดตามผ่าน LINE เป็นหลัก พลังและอำนาจ (ที่คุณควรจะมี) ก็จะไปอยู่กับ LINE เมื่อใดก็ตามที่ LINE ปรับเปลี่ยนกฎใหม่ คุณเองก็ทำอะไรไม่ได้

เพราะฉะนั้นคำแนะนำของผมคือ นอกจากที่คุณจะสร้างผู้ติดตามผ่าน LINE แล้ว การเป็นเจ้าของข้อมูลการติดต่อกับลูกค้าของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ อีเมล เบอร์โทร ความชอบ หรือประวัติการซื้อขาย เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้คุณไปต่อได้ในระยะยาว

คำแนะนำสำหรับธุรกิจแต่ละรูปแบบ

ผมขอให้คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ 3 แบบในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของ LINE นะครับ (และแน่นอนว่าคำแนะนำนี้ก็ยังคงเป็นคำแนะนำแบบกลางๆ อยู่ ลองอ่านแล้วพิจารณาดูนะครับ)

1. ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง งบประมาณในการทำการตลาดและการขายอาจจะมีจำกัด คำแนะนำของผมคืออย่างน้อยๆ ลองพิจารณา Social Media ตัวอื่นๆ ไปด้วย (เช่นนอกจากให้คนทักหรือติดตามผ่าน LINE แล้ว อาจจะกระจายความเสี่ยงโดยการเปิดช่องทางอย่าง Facebook Messenger ให้คนติดต่อหรือติดตามด้วย)

นอกจากนั้นแล้ว Marketplace ต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่คุณควรจะต้องพิจารณา ผมมีลูกค้าและคนรู้จักหลายเจ้าเหมือนกันที่ขายของทั้งบนโลก Offline ผ่าน Modern Trade ในเว็บของตัวเอง และขายผ่าน Marketplace อย่าง Lazada และ Shopee (ซึ่งหลายๆ เจ้ามียอดขายจาก Marketplace ที่สูงกว่าช่องทางของตัวเองซะอีก)

และถ้าเป็นไปได้ สร้างเว็บไซต์ของตัวเองไว้ด้วย เพราะเว็บไซต์คืออสังหาริมทรัพย์บนโลกออนไลน์เพียงสิ่งเดียวของคุณ การเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์จะช้ากว่า Social Media หรือ Marketplace มากนัก

2. ธุรกิจขนาดใหญ่

สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ผมคิดว่าคงจะต้องเน้นแล้วก็พิจารณาช่องทางที่ผมพูดถึงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Social Media, Marketplace, Search Engine และช่องทาง Offline

สิ่งที่ผมคิดว่าธุรกิจขนาดใหญ่ควรจะเน้นเป็นพิเศษคือการเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าของตัวเอง

การเก็บข้อมูลของตัวเองนั้นใช้แรงงานและแรงเงินค่อนข้างเยอะ ซึ่งผมคิดว่าถ้าผู้ที่รับผิดชอบเห็นความสำคัญ พวกเขาจะสามารถจัดสรรงบที่ใช้ในเรื่องของการขาย การตลาด และเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาลงทุนในส่วนของการนี้ได้

ในความเห็นของผม ในระยะยาวแล้ว ค่าใช้จ่ายของการที่ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่จะมากขึ้นอย่างมหาศาลแน่ๆ เพราะการที่ไม่มีข้อมูลเป็นของตัวเอง หมายความว่าธุรกิจนั้นๆ จะต้องไปเช่าข้อมูลของคนอื่นอยู่ร่ำไป

คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลได้ที่บทความ Lead Generation สร้างรายชื่อ ‘ว่าที่’ ลูกค้า ให้อยู่ในมือคุณ

3. ธุรกิจสื่อ

ธุรกิจสื่อเป็นธุรกิจที่ผมไม่เขียนถึงก็คงไม่ได้เพราะว่าพวกเขาได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากการเปลี่ยนแปลงของ LINE ซึ่งนอกจาก LINE แล้ว ในช่วงที่ผ่านมาก็โดน Facebook กด Reach จนต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นเดียวกัน และอนาคตอาจจะโดนกดดันจากสิ่งอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ในความเห็นของผม สื่อจะต้องมีจุดยืน มี Niche เป็นของตัวเอง และจำเป็นมากๆ ที่สื่อจะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง จากนั้นก็ใช้ Social Media เป็นแขนขาเพื่อดึงคนเข้ามาเสพคอนเทนต์ในเว็บไซต์ของตัวเอง (มูลค่าในมือที่สื่อมีคือคอนเทนต์ เพราะฉะนั้นคอนเทนต์ของสื่อไม่ควรจะถูกฝากไว้กับ Social Media ต่างๆ)

นอกจากนั้นแล้วผมคิดว่าการเก็บ Email List ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะเป็นช่องทางสื่อสารที่สื่อสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง

สุดท้ายสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆ ที่เห็นสื่อหลายเจ้าในเมืองนอกเริ่มทำ แต่ในเมืองไทยยังไม่เห็นใครทำก็คือการจ่ายค่าเสพคอนเทนต์ (Subscription)

สรุป

และนี่ก็คือแนวคิดและวิธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของ LINE ในความคิดเห็นของผมนะครับ

จำไว้ว่าสิ่งที่แน่นอนบนโลกใบนี้คือความเปลี่ยนแปลงครับ เพราะฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และอยู่กับมันไปให้ได้ด้วยกันนะครับ 🙂

ตาคุณแล้ว

ผมเองไม่ได้ทำการตลาดผ่าน LINE สำหรับธุรกิจของตัวเองและสำหรับธุรกิจของลูกค้าเป็นหลัก เพราะฉะนั้นประสบการณ์และ Use Case ที่เคยเจอมาอาจจะยังมีไม่เยอะมาก

ถ้าคุณมีมีประสบการณ์ในการทำการตลาดผ่าน LINE หรือมีวิธีอื่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แบบอื่น สามารถแนะนำผมและมาพูดคุยกันต่อได้ในคอมเมนต์เลยครับ!