เวลาจะทำ SEO ให้เว็บไซต์ การปรับแต่งแค่บนเว็บไซต์ของเราไม่เพียงพอ เว็บไซต์จะแข็งแแกร่ง น่าเชื่อถือได้ก็ด้วยการบอกต่อ ซึ่งก็คือ มีเว็บไซต์อื่นๆ ลิงก์เข้ามานั่นเอง เราเรียกเทคนิคนี้ว่าการทำ  “Link Building” 

Link Building คือ

Link Building คือ กลยุทธ์การทำให้เว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ซึ่งจะส่งผลให้เว็บไซต์ของเราได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะสามารถเป็นแหล่งอ้างอิงให้เว็บไซต์อื่นได้ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO

การทำ Link Building นี้ ยังเรียกกันอีกอย่างด้วย คือ การทำ Off-page SEO หมายความว่า การทำ SEO นอกเว็บไซต์ของเราเอง ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์-ศิลป์ เป็นเรื่องเทคนิค แต่ก็ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และความประณีตด้วยเช่นกัน จึงจะสามารถได้ลิงก์อ้างอิงกลับหรือ “Backlink” มาให้เว็บของเราได้

การทำ Off-page SEO

การทำ Link Building และ Backlink สำคัญอย่างไรกับ SEO 

Backlink คืออะไร

Backlink คือ ลิงก์อ้างอิงกลับ หมายถึง ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้มาที่เว็บไซต์ของเรา ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ B มีลิงก์ชี้ไปที่เว็บไซต์ A เราจะเรียกว่า “เว็บไซต์ A ได้ Backlink จากเว็บไซต์ B”

การสร้าง Backlink จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ Google และ Search Engine ตัวอื่นๆ พิจารณา 

การได้รับ Backlink จะบ่งบอกถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และชื่อเสียงเว็บไซต์ของคุณ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Search Engine Guideline ของ Google ที่นี่) และแน่นอนว่ามันส่งผลต่ออันดับบน Google และโอกาสที่คนจะเจอเว็บไซต์ของคุณจากการ Search

ตัวอย่างเช่น ถ้าเว็บด้านการตลาดชื่อดังของประเทศไทยอย่าง Thumbsup หรือ Marketing Oops ส่ง Backlink กลับเข้ามาหา Content Shifu เพราะเห็นว่า Content Shifu มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดที่น่าสนใจ Google ก็จะมองว่า Content Shifu เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพในสายการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้อันดับบน Google ของ Content Shifu ดีขึ้น 

วิธีหา Backlink คุณภาพ เพื่อสร้าง Link Building ที่แข็งแกร่ง

ถ้าเว็บไซต์ได้ Backlink กลับมาเยอะๆ ก็น่าจะช่วยให้เว็บไซต์ทำอันดับได้ดีขึ้น แต่ก็ใช่ว่ เราจะทำ Backlink จากเว็บไหนก็ได่ เพราะไม่ใช่ทุกลิงก์ที่มีคุณภาพและส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อเว็บไซต์ของเรา

แล้ว Backlink คุณภาพมีลักษณะอย่างไร

Backlink ที่มีคุณภาพ จะหมายถึงเว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามาแล้ว Google เข้าใจเว็บไซต์ของเราดีขึ้นและมองว่าน่าเชื่อถือ และต้องเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานเว็บไซต์ด้วย

เรามีเกณฑ์ง่ายๆ วัดคุณภาพของ Backlink 3 ข้อด้วยกัน

  • Backlink จากเว็บไซต์ Authority สูง – ยิ่งเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรามีพลัง Domain Authority สูง เว็บไซต์ของเราก็จะยิ่งน่าเชื่อถือในสายตาของ Google (ลองเช็ค Authority เว็บไซต์)
  • Backlink มีความเกี่ยวข้อง (Relevant) – เว็บที่ลิงก์มาควรจะเป็นเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเรา ไม่ใช่เว็บอะไรก็ได้ เช่นเดียวกับตัวอย่างที่ Marketingoops.com ให้ Backlink มาที่เว็บไซต์ Contentshifu.com (ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน) Google ก็จะเข้าใจว่า เว็บของ Content Shifu เกี่ยวข้องกับเรื่องการตลาด
  • เป็นลิงก์ที่มีคนใช้งานจริง – การที่เว็บไซต์ทีคนใช้จริงนั้น แน่นอนว่า เว็บนั้นจะต้องมี Authority ที่ดีด้วยแน่ๆ และในอีกทางหนึ่ง ก็เพิ่ม Traffic คนเข้าเว็บไซต์ของเรา จาก Backlink ที่ส่งมาด้วย

DoFollow vs NoFollow links คืออะไร

ไม่ใช่ทุกลิงก์ที่ช่วยส่งเสริม SEO ให้กับเว็บไซต์ของเรา 

การทำ Link Building หรือ Off-page SEO เป็นเรื่องของการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการทำให้เว็บไซต์ของเราได้ลิงก์กลับมา (Backlink) จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ซึ่ง Backlink นั้นจะแบ่งได้ง่ายๆ ออกเป็น 2 ชนิด คือ DoFollow ที่ช่วยส่งเสริมพลัง SEO และ NoFollow ที่ไม่ส่งพลังใดๆ กับเว็บไซต์ที่ได้รับ Backlink

  1. DoFollow คือการที่เว็บนั้นๆ ส่ง Backlink หาเว็บของคุณ โดยที่เขาส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้คุณด้วย ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว ถ้าเว็บนั้นๆ พูดถึงคุณภาพในบทความของเขา คุณก็น่าจะได้ DoFollow Link กลับมา
  2. NoFollow คือการที่เว็บนั้นๆ ส่ง Backlink หาเว็บของคุณ โดยที่เขาไม่ได้ส่งต่อประโยชน์จาก SEO มาให้คุณด้วย โดยปกติแล้วลิงก์ที่เป็น NoFollow จะเป็น Link ในส่วนของคอมเมนต์ ลิงก์จากเว็บไซต์ Social Media ต่างๆ และลิงก์ที่เป็น Affiliate 

ถึงแม้ว่า Backlink แบบ NoFollow จะไม่ได้ส่งผลต่อ SEO โดยตรง แต่มันก็มีประโยชน์ทางอ้อมเหมือนกัน เช่น ทำให้คนเห็นคอนเทนต์ของเรามากขึ้น นำ Traffic มาให้ได้เช่นกัน

วิธีเช็คว่าลิงก์เป็น DoFollow หรือ NoFollow

เราทำได้ง่ายๆ โดยการคลิกขวาที่ลิงก์และเลือก “Inspect” ดูโค้ด

ชนิดของ Backlink

พอกด Inspect เรียบร้อย เราก็จะพบกับโค้ดยึกยือที่อาจจะชวนปวดหัวสำหรับบางคน แต่ที่จะให้สังเกตก็คือ หา ref=”nofollowด้านหลังลิงก์ดังรูป (ซึ่งถ้าเราไม่เจอ แสดงว่าลิงก์นั้น คือ DoFollow)

ทำ Link SEO แบบ DoFollow หรือ NoFollow

7 เทคนิคการทำ Link Building กับศิลปะการหา Backlink คุณภาพ

1. ทำคอนเทนต์คุณภาพ

ก่อนที่จะไปพูดถึงเคล็ดลับ เคล็ดวิชา หรือเทคนิคอะไรก็แล้วแต่ที่ช่วยในการสร้าง Backlink สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย 

คอนเทนต์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์ทุกๆ คน หากแต่ว่าช่วยให้คนบางคน คนบางกลุ่ม แก้ไขปัญหาในสิ่งที่เขา หรือเธอกำลังเผชิญอยู่ หรือช่วยเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่เขา หรือเธอกำลังทำ

และคอนเทนต์จะอยู่ในรูปแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบทความ วีดีโอ อินโฟกราฟฟิก หนังสือเสียง และอื่นๆ ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้

ถ้ารากฐาน (คอนเทนต์) ของเราแน่นแล้ว การจะต่อยอดมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก

2. ทำ On-page SEO ให้ดี

On-page SEO เป็นสิ่งที่เราควรทำตั้งแต่ตอนสร้างเว็บไซต์ ทำ Keyword Research ก่อนเขียนบทความหรือคอนเทนต์บนหน้าเว็บ

เลือกใส่ Focus Keyword ในตำแหน่ง และปริมาณที่เหมาะสมในบทความ, ใส่ Alt Tag ที่เหมาะสมลงไปในรูปทุกรูป รับรองว่า Google จะหาคุณง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะ

ทีนี้พอ Google หาคุณเจอจากการที่คุณทำ On-page SEO ได้ดีแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำต่อไปก็คือการทำให้ Google รู้ว่าคอนเทนต์ และเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพผ่านการทำ Off-page SEO

3. ใช้ Infographic หรือ Slide แชร์

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Off-page SEO แล้วละก็ ไม่ว่าจะเป็นบทความ วีดีโอ หนังสือเสียง หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่มีคอนเทนต์รูปแบบไหนที่จะสร้าง Backlink ได้ดีเท่ากับอินโฟกราฟฟิก

เพราะเมื่อเทียบ อินโฟกราฟฟิก กับ บทความ – จะเห็นได้ว่าการดูข้อมูลเป็นอินโฟกราฟฟิกนั้นย่อยง่ายและเข้าใจได้ง่ายกว่าการอ่านตัวหนังสือ

เมื่อเทียบ อินโฟกราฟฟิก กับ วีดีโอ – ถึงแม้ว่ากระแสวีดีโอกำลังมาแรง แต่การทำ Off-page SEO บนวีดีโอนั้น ไม่ได้ทำกันง่ายๆ เลย สาเหตุก็เพราะวีดีโอใช้เวลา และใช้เงินในการทำค่อนข้างสูง

อีกเหตุผลที่สำคัญมากๆ ก็คือโดยปกติแล้ว วีดีโอจะไม่ถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของเราเอง แต่มักจะถูกอัปโหลดลงบน YouTube หรือ Vimeo แทน และหลายๆ ครั้งที่วีดีโอมักจะไม่ค่อยได้ Backlink กลับมา

แต่ลำพังแค่การสร้างอินโฟกราฟฟิกอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ มันจะต้องมีสิ่งที่กระตุ้นหรือเชิญชวนให้คนที่แชร์ให้  Backlink กลับมาด้วย

Slide แชร์ ช่วยสร้าง backlink

ยกตัวอย่างที่เราทำ กับ Inbound Marketing Report ที่เรา Generate โค้ดที่ใครก็สามารถก็อปปี้และนำไปแปะบนเว็บไซต์ได้ง่ายๆ ซึ่งในโค้ดนี้ก็จะมี Backlink ส่งกลับมาที่เว็บไซต์ Contentshifu.com

ยิ่งแชร์ง่ายเท่าไหร่ โอกาสที่คนจะแชร์ก็มากขึ้นเท่านั้น (แต่จะการแชร์จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะเราตั้งต้นที่การทำคอนเทนต์คุณภาพในข้อ 1)

Tip

วิธีการทำ Generate โค้ดสำหรับ “Share This Image on Your Site” แบบง่ายๆ ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ siegemedia ซึ่งตัวเว็บจะเตรียมโค้ดให้คุณพร้อมแล้ว 

สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ และลิงก์อินโฟกราฟฟิกหรือสไลด์ของคุณเอง จากนั้นก็เอาโค้ด (ตรงคำว่า Use This Code) ที่ได้ไปแปะไว้บนเว็บไซต์ของคุณ

4. ใช้ Social Media ช่วยด้วยสูตร 70 / 20 / 10

ถึงแม้ว่า Backlink ที่ได้กลับมาจาก Social Media จะเป็น NoFollow Backlink แต่ถ้า Social Signal เช่นจำนวน Like, Comment, Share และ Click มันมีจำนวนมากพอ Google ก็จะถือว่าเว็บของคุณมีคุณภาพ และจะส่งผลดีต่อ Off-page SEO ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าวิธีการทำให้คน Like, Comment, Share หรือ Click มันคงจะไม่ได้เกิดจากการขาย ขาย และก็ขาย เพียงแค่นั้น เพราะโดยปกติแล้วคนไม่ได้อยากฟังสิ่งที่แบรนด์อยากจะสื่อสาร แต่เขาฟังสิ่งที่เขาอยากจะรับรู้

มีสูตรการทำคอนเทนต์บน Social Media สูตรหนึ่งจาก Social Media Examiner แนะนำให้ทำคอนเทนต์แบบ 70 / 20 / 10 คือ

  • 70% ของคอนเทนต์ทั้งหมดบน Social Media ของคุณจะต้องเป็นคอนเทนต์ที่สร้างคุณค่า และเป็นคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายของคุณอยากฟัง
  • 20% ของคอนเทนต์ทั้งหมดบน Social Media ที่เป็นคอนเทนต์ของคนอื่น
  • 10% ของคอนเทนต์ทั้งหมดบน Social Media ที่เน้นไปในเรื่องของการขาย การจัดโปรโมชั่น หรือแคมเปญต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมกิจกรรมการขาย

และสำหรับประเทศไทย Social Media ที่มีคนเล่นมากที่สุดน่าจะเป็น Facebook, LINE และ Instagram ซึ่งแนะนำว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ตัว แต่ควรจะเลือกใช้เฉพาะตัวที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ

5. ให้คนตัวใหญ่ หรือ Influencer ช่วย

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นธุรกิจทางด้านไอที, Startup, Marketing หรืออะไรก็ตาม ในธุรกิจต่างๆ นั้นจะมี Influencer (ผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนส่วนใหญ่) อยู่

สิ่งที่เราต้องทำก็แค่บอกให้พวกเขารู้เกี่ยวกับคอนเทนต์ดีๆ ของเราเท่านั้นเอง เช่น การเขียนอีเมลแชร์บทความหรือคอนเทนต์ที่เราคิดว่ามีประโยชน์กับเขา ถ้าเขาเห็นว่ามีประโยชน์เขาก็อาจจะแชร์ให้เราก็ได้ ซึ่งจากความน่าเชื่อถืหรืออิทธิพลที่มีต่อคนในวงหาร/อุตสาหกรรม คอนเทนต์ของเราก็อาจจะเข้าถึงคนได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เราอาจนำคอนเทนต์ดีๆ ทั้งบทความ อินโฟกราฟฟิก ไปแชร์ใน Facebook Group ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของคอนเทนต์ ก็คือการเอาคอนเทนต์ไปเผยแพร่ต่อ Community ที่มีคนที่สนใจในเรื่องนั้นๆ ได้ เพิ่มโอกาสที่คนจะแชร์ และโอกาสที่ ‘คนตัวใหญ่’ จะเห็น

6. อาสาเขียนบทความให้แบบฟรีๆ

การที่จะรอให้เว็บใหญ่ๆ ดังๆ พูดถึง และส่ง Backlink มาหาเรานั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจจะใช้เวลานาน ถ้าคุณไม่อยากรอ วิธีการอาสาเขียนบทความ (Guest Blogging) แล้วส่ง Backlink กลับมาหาเว็บของเราผ่านตรงประวัติผู้เขียน ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่น่าสนใจ

ในช่วงแรก เราอาจจะต้องเริ่มสร้างชื่อเสียงจากการเขียนบล็อกของตัวเองก่อน รวมไปถึงการหาโอกาสในการอาสาเขียนบทความให้กับเว็บที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก

สำหรับประเทศไทย เว็บที่จะรับคนเขียนบทความให้อาจหาได้ไม่ง่ายนัก เพราะเว็บส่วนใหญ่จะไม่ได้ประกาศหานักเขียนอาสา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมแนะนำให้ทำก็คือสิ่งที่อยากแนะนำ คือ

  • ลองเช็คดูก่อนว่าเว็บนั้นๆ มีชื่อเสียงจริงรึเปล่า วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเช็คด้วย Open Site Explorer ของ Moz ครับ พอใส่ลิงก์เว็บที่คุณอยากจะเช็คลงไปแล้ว Moz จะประมวลผลออกมาเป็นค่า DA (Domain Authority) และ PA (Page Authority) ซึ่งผมแนะนำว่าให้คุณเขียนให้เว็บที่มีค่า DA / PA อย่างน้อยอย่างละ 15 
  • ลองทำการบ้านดูว่ามีนักเขียนคนอื่นที่เคยมาเขียนให้เว็บนั้นๆ มาแล้วบ้างรึเปล่า และถ้าเช็คแล้วปรากฏว่ามี ลองพยายามติดต่อเว็บที่คุณอยากจะเขียนให้โดยตรงเลย ส่งลิงก์บล็อกของคุณ พร้อมผลงานในการเขียนอื่นๆ ไปให้เขาดู พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมถึงอยากเขียน
  • ลองอาศัย Connection หรือพันธมิตรเว็บไซต์ ที่เราขอเข้าไปเขียนบทความและ Backlink กลับมาเว็บไซต์ของคุณได้ หรือวิธีการทำ Press Release ให้กับสำนักข่าวหรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำแล้วได้ผลดีเช่นกัน

7. ทำ Resource แจกฟรีให้คนแชร์

ของฟรีและดี คือ สิ่งที่คนอยากจะแชร์มากที่สุด

Content Shifu เองก็ทำ Resource และ Materials ต่างๆ ไว้มากมาย ทั้ง E-book, Presentation หรือ Calcula’te โปรแกรมคำนวณราคาทำเว็บไซต์ 

ถ้าของของเรา ‘พรีเมี่ยม’ จริง คนก็อยากจะขอบคุณและอ้างอิงส่ง Backlink กลับมาหา ยกตัวอย่างเช่น Inbound Marketing Report ที่เราจัดทำขึ้น ก็มีคนแชร์ไปกว่า 2,000 แชร์ 

อ่านต่อ