Blog

Creativity กับความได้เปรียบใหม่ เมื่อกำแพงทักษะถูกทำลายด้วย Generative AI

• 20 มกราคม 2026

Creativity กับความได้เปรียบใหม่ เมื่อกำแพงทักษะถูกทำลายด้วย Generative AI

Share on

Share on

การมาของ Generative AI ได้ทลาย “กำแพงทักษะทางเครื่องมือ” ลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถสร้างผลงานได้ง่ายขึ้น ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงย้ายจากสกิลการใช้โปรแกรม ไปสู่ “ความคิดสร้างสรรค์” บวก “Domain Expertise” จึงเป็นที่มาว่าคนทำงานต้องปรับตัวให้กลายเป็นผู้กำกับ AI ที่มีภาพและการเล่าเรื่องในหัวชัดเจนว่าอยากเล่าเรื่องอย่างไรและอยากเห็นภาพอะไร เพื่อสร้างงานที่มีความหมายและคุณค่าเหนือกว่างาน Average ทั่วไปและตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง

ในขณะที่ทุกท่านกำลังอ่านบทความนี้ โมเดล AI ตัวใหม่ ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาไม่เว้นแต่ละวันก็เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในสปีดความเร็วแสง จาก AI ที่เคยสร้างนิ้วเกิน ตาเบี้ยว (แซว) มาวันนี้มันเจนภาพได้สมจริงจนแยกไม่ออก แถมงานวิดีโอก็พัฒนาแบบก้าวกระโดดชนิดที่ว่าฟีเจอร์ใหม่ที่ทำได้ในเดือนที่แล้ว กลายเป็นเรื่องเด็กเล่นไปเลยเมื่อเทียบกับอัปเดตในวันนี้

คำถามที่ผมมักจะได้รับบ่อย ๆ คือ “เมื่อ AI เก่งขนาดนี้แล้ว คนทำงานสายครีเอทีฟและเอเจนซียังจำเป็นอยู่ไหมนะ?” 

บทความนี้ ผมจึงอยากชวนทุกคนมาวิเคราะห์ทิศทางและความสำคัญของ Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) ในวันที่สกิลการใช้เครื่องมือไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปครับ

ยุคสิ้นสุดของ “Tool Skill Barrier” (กำแพงทักษะทางเครื่องมือ)

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน ถ้าเราอยากจะได้ภาพกราฟิกสวย ๆ หรือ Key Visual ปัง ๆ สักชิ้น กำแพงด่านแรกที่เราต้องเจอคือ “กำแพงเครื่องมือ” ครับ เราต้องใช้ Adobe Photoshop เป็น ต้องดราฟต์ Illustrator ได้ หรือต้องมีความคุ้นเคยกับโปรแกรมตัดต่อที่ซับซ้อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาฝึกฝนนานพอตัว จึงจะใช้เครื่องมือสร้างสรรค์งานออกมาได้ในระดับมืออาชีพ

แต่การมาของ Generative AI ได้ทลายกำแพงนี้ลงอย่างสิ้นเชิง ต่อไปมันจะไม่เกี่ยวกับว่าใครใช้เครื่องมือเก่งกว่ากันแล้ว เพราะ AI ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถสร้างภาพและวิดีโอได้ เพียงแค่พิมพ์ Prompt สั่งลงไป และนับวันมันจะยิ่งทวีคูณใช้ง่ายขึ้นไปอีก

บทเรียนจาก Canva

ลองมองย้อนไปดูความสำเร็จของ Canva ครับ เหตุผลที่ Canva ได้รับความนิยมไปทั่วโลก แม้แต่ภรรยาผมซึ่งปกติไม่สามารถขึ้นงานออกแบบใด ๆ ได้เลย ยังชื่นชอบใช้ Canva กับธุรกิจส่วนตัวล่าสุดที่หุ้นทำกับเพื่อน ๆ ไม่ใช่แค่เพราะมันใช้งานง่ายกว่า Photoshop แต่เพราะมันแก้ Pain Point ใหญ่ของคนทั่วไปคือ “ความกลัวหน้ากระดาษเปล่า”

นักการตลาดหรือเจ้าของกิจการส่วนใหญ่รู้ว่าตัวเองอยากขายอะไรหรืออยากจะเล่าเรื่องอะไร แต่ไม่รู้ว่าควรจะจัดวางองค์ประกอบอย่างไรให้สวยและน่าสนใจ ซึ่ง Canva ได้เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ด้วยการมี Template หรือ Design ที่พร้อมใช้ ให้คนเอาไปปรับต่อได้เลย

Generative AI ก็กำลังเดินตามรอยนั้น แต่เหนือชั้นกว่าตรงที่ มันไม่ได้มีแค่ Template แต่มันสร้างใหม่ให้ได้เลยตามสั่ง (ยิ่งตอนนี้มี Canva AI ที่สามารถ Generate ภาพกราฟิกหรือพื้นหลังสวย ๆ ได้แล้ว ก็ยิ่งตอกย้ำว่า Canva เป็นเครื่องมือที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ให้ออกมาเป็นผลงานได้ง่ายและเร็วขึ้นไปอีก)

เมื่อความยากเปลี่ยนจาก “สกิลการใช้เครื่องมือ” ไปเป็น “การคิดอย่างสร้างสรรค์

เมื่อเครื่องมือไม่ใช่ปัญหา ความท้าทายต่อไปของการสร้างชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็น Key Visual หรือ Video Ad จะไม่ได้อยู่ที่วิธีการทำผ่านเครื่องมืออีกต่อไป แต่มันจะไปวัดกันที่ “ไอเดีย” ครับ

โจทย์คือ… เจ้าของงานอยากให้ AI สร้างภาพและวิดีโอแบบไหนออกมา?

ตรงนี้แหละครับที่ “คนที่มีภาพในหัว” จะได้เปรียบที่สุด

คนที่เสพงานมาเยอะ มีคลังภาพ Art Direction ในหัว และที่สำคัญคือเก่งเรื่อง Storytelling จะกลายเป็นคนที่ทรงพลังมาก ๆ ในยุคนี้ เพราะพวกเขาสามารถสั่งงาน AI ได้แม่นยำกว่า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนกว่า

เหมือนที่ผมเคยแชร์ไว้ในหลาย ๆ โอกาสว่า ถ้าเราทำงานแล้วผลิตงานได้เท่ากับหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย งานของเราจะไม่โดดเด่นไปกว่างานของคนอื่น ๆ เลย แต่ถ้าเรานำ Domain Expertise (ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)  ใส่เข้าไป งานที่เราทำย่อมออกมาดีกว่างานกลาง ๆ ทั่วไปแน่นอน

มี Generative AI แล้ว Agency และ Production House จะตกงานไหม?

หลายคนกังวลว่า ต่อไปนักการตลาดและเจ้าของกิจการคงเลิกจ้าง Agency แล้วไปทำเองหมด? คำตอบของผมคือ “คงจะไม่ทั้งหมดครับ” แม้จะมีหลายเจ้าที่จะโดนกระทบไปบ้าง

เหตุผลเพราะ “เวลา” เป็นต้นทุนที่แพงที่สุดของคนทำธุรกิจ แม้ AI จะช่วยให้ทำภาพง่ายขึ้น แต่เจ้าของกิจการและนักการตลาดก็ไม่อยากมาเสียเวลานั่งคิด Prompt นั่ง Gen ภาพ หรือมานั่งตัดต่อวิดีโอเองทั้งวัน พวกเขายังคงต้องการ “มืออาชีพ” ที่เชี่ยวชาญในการสร้างภาพสร้างวิดีโอ มาช่วยจัดการให้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ข้อยกเว้นเดียวคือ งานสเกลเล็ก ๆ หรืองานง่าย ๆ งานประเภทนี้ลูกค้าอาจจะเลือกใช้ AI ทำเองเพื่อลดต้นทุนและประหยัดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่งานระดับ “Average” จะถูกแทนที่ด้วย AI ได้ง่ายที่สุด

ความน่าเป็นห่วงและโอกาสใหม่ในอนาคตของคนทำงานยุค AI

กลุ่มคนทำงานที่น่าห่วงที่สุดในยุคนี้คือ “คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์มากพอ” ครับ

เมื่อก่อนเด็กจบใหม่ หรือ Junior มักจะได้ฝึกฝีมือจากงานง่าย ๆ ก่อน เพื่อสะสมประสบการณ์ แต่ในเมื่อตอนนี้งานพวกนี้ AI ทำได้หมดแล้ว และอาจจะทำได้ดีกว่าด้วย โอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อสะสม Domain Expertise จึงยากขึ้นกว่าเดิมมาก คนที่ไม่มีของโดดเด่น หรือไม่มีความรู้ลึกในสายงานมากพอ จะหางานยากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่… ก็อย่าเพิ่งตระหนกจนเกินไปครับ

โลกหมุนไปข้างหน้าเสมอ ผมเชื่อว่าต่อไปจะมีอาชีพใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เกิดขึ้นอีกเยอะในแบบที่เราคาดไม่ถึง

ถ้าเราย้อนเวลากลับไปถามคนเมื่อ 500 ปีที่แล้วว่า “เชื่อไหมว่าในอนาคตจะมีคนทำงานด้านการตลาด หรือคนทำโฆษณาที่นั่งทำงานกันผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์?” คนยุคนั้นคงนึกภาพไม่ออกและคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ งานคือต้องออกไปปลูกข้าว ล่าสัตว์ จับปลา ตีเหล็ก หรืองานอะไรก็ได้ที่สามารถเอามาแลกเป็นอาหารได้สิ

เช่นเดียวกันกับพวกเราในวันนี้ ที่อาจจะยังมองไม่เห็นว่า AI จะพามนุษย์เราไปสู่อาชีพรูปแบบไหนบ้างในอนาคต

สรุป

การมาของ Generative AI ได้ทำลาย “กำแพงทักษะทางเครื่องมือ” ลงอย่างสิ้นเชิง วันนี้ใคร ๆ ก็สามารถเสกภาพสวยและวิดีโอได้เพียงแค่พิมพ์ Prompt ดังนั้นเมื่อเครื่องมือไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป จุดชี้วัดความสามารถจึงย้ายไปสู่การพัฒนาและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างงานที่มี Impact โดดเด่นกว่างาน Average ทั่วไป และตอบโจทย์การตลาดสร้างชิ้นงานที่ทรงพลังด้วยไอเดียของมนุษย์ได้จริง

FAQs

Q: คนทำงานสายครีเอทีฟควรปรับตัวอย่างไรในวันที่ Tool Skill ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป?
A: เปลี่ยนโฟกัสจากการใช้เครื่องมือให้เก่ง ไปสู่การเป็น AI Director / Creative Director มากขึ้น นั่นคือต้องฝึกคิด Concept และ Story ให้คม ไปพร้อมกับเสพงานคุณภาพเพื่อสร้างคลังภาพในหัว (Art Direction) และที่สำคัญคือต้องเข้าใจธุรกิจและผู้บริโภคจริง ๆ เพราะคนที่สั่ง AI ได้ดี ไม่ใช่คนที่พิมพ์ Prompt เก่งที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าควรสั่งให้ AI ทำอะไรและทำไปเพื่ออะไร

Q: เจ้าของธุรกิจควรเลิกจ้างเอเจนซี แล้วมาทำเองด้วยการใช้ AI ให้หมดเลยดีมั้ย?
A: ถ้างานสเกลเล็ก ๆ ทั่วไป ต้องทำเยอะและถี่ ๆ ทำเองคุ้มกว่า แต่ถ้าเป็นงานใหญ่ที่ต้องการกลยุทธ์หรือคุณภาพสูง การจ้างมืออาชีพยังคุ้มค่ากว่าเอาเวลาอันมีค่ามานั่ง Prompt เอง

Q: คุณค่าของ Agency หรือ Production House ในยุค AI คืออะไร?
A: ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินแค่เพื่อให้ได้ภาพหรือวิดีโอ แต่จ่ายเพื่อความมั่นใจว่างานจะตอบโจทย์กลยุทธ์ ที่สำคัญคือสื่อสารแบรนด์ถูกต้อง และประหยัดเวลา รวมถึงลดความเสี่ยง เพราะแม้ว่า AI จะลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ไม่สามารถแทนบทบาทของมืออาชีพอย่าง Agency หรือ Production House ที่เข้าใจภาพรวมและรับผิดชอบผลลัพธ์ได้ทั้งหมด

Q: สำหรับคนรุ่นใหม่หรือ Junior ควรเริ่มต้นสร้างความได้เปรียบอย่างไร ในเมื่อ “งานง่าย ๆ” ถูก AI แทนที่ไปแล้ว?
A: ทางรอดไม่ใช่การแข่งทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือสร้างความรู้ลึกให้ตัวเองเร็วขึ้น ซึ่งมีข้อแนะนำ เช่น เลือก Domain ที่สนใจจริงแล้วเรียนรู้ให้ลึกกว่าคนอื่น, ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ผู้ช่วยทำงาน, ฝึกคิด วิเคราะห์ และอธิบายเหตุผลเบื้องหลังงานให้เป็น เพราะในระยะยาว คนที่มีมุมมอง ความเข้าใจ และการเล่าเรื่องที่ชัดจะเติบโตได้ไกลกว่าคนที่แค่ “ใช้ AI เป็น”

Share on

Ble Narongyod

Writer

Ble Narongyod

งานประจำบริหาร Performance Creative TWF Agency ในฐานะ Head of Growth และผู้ร่วมก่อตั้ง งานหลวงดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกฝ่ายนวัตกรรมและเทคโนโลยี่ของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 กองทุน สสส. งานพิเศษเป็นวิทยากรรับเชิญ งานอดิเรกคือทำ podcast และเขียนบทความ

More From Me