Blog

SEO vs AEO vs GEO คืออะไร? เจาะลึกความต่างและกลยุทธ์รับมือยุค AI Search

• 12 ธันวาคม 2025

SEO vs AEO vs GEO คืออะไร? เจาะลึกความต่างและกลยุทธ์รับมือยุค AI Search

Share on

Share on

อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าโลกของการทำ SEO นั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และในปี 2026 นี้เรียกได้ว่าเป็นการมาถึงของ Search Ecosystem รูปแบบใหม่ที่มี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างเต็มตัว และได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับคนทำ SEO และนักการตลาด เพราะการค้นหาผ่าน Google แบบเดิม ๆ อาจไม่ใช่พฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันอีกต่อไป แต่เรากำลังพูดถึงคำศัพท์ใหม่อย่าง AEO และ GEO ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่า SEO ในอนาคต

ในยุคของ AI Search บทความนี้จะพาไปไขข้อสงสัยว่า SEO vs AEO vs GEO แตกต่างกันอย่างไร และเราจะปรับตัวอย่างไรให้เว็บไซต์ยังคงได้ Traffic อย่างต่อเนื่องในโลกที่มีทั้ง Search Engine และ AI Engine เป็นผู้คุมเกม

ยาวไป อยากเลือกอ่าน?

รับมือยุค Zero-Click Search ด้วย SEO vs AEO vs GEO

ก่อนจะไปดูความแตกต่าง เราต้องเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันก่อน ว่าเราเดินทางมาถึงยุคของ “Zero-Click Search” ที่หากใครทำ SEO มาสักพัก อาจจะคุ้นเคยกับกราฟที่เรียกว่า “Crocodile Graph” หรือกราฟปากจระเข้ ซึ่งแสดงให้เห็นปรากฏการณ์ที่ Impression (การมองเห็น) พุ่งสูงขึ้น แต่ Clicks (การคลิกเข้าเว็บ) กลับลดต่ำลง หรือคงที่ 

Crocodile Graph in AI Search Era

ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ Google และ Search Engine ต่าง ๆ พยายามตอบคำถามผู้ใช้งานให้จบตั้งแต่หน้าแสดงผลการค้นหา (SERPs) ผ่านฟีเจอร์ใหม่อย่าง AI Overviews ที่กำลังเข้ามาแทนที่ Feature Snippet แบบเดิม ๆ 

และเมื่อ AI Overviews เข้ามา ปัญหานี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะผู้ใช้งานสามารถอ่านคำตอบที่สรุปมาให้อย่างครบถ้วนจาก AI Panel โดยไม่จำเป็นต้องกดคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ใด ๆ เลย นี่คือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดต้อง “ยอมรับความจริง” ว่า Traffic แบบเดิม ๆ อาจจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด 

แต่ไม่ได้หมายความว่าโอกาสจะหายไป เพียงแค่โอกาสนั้นเปลี่ยนรูปแบบไปอยู่ในกระบวนการที่เรียกว่าการทำ AI SEO และการปรับตัวเข้าหา Engine รูปแบบใหม่ ๆ

SEO vs AEO vs GEO คืออะไร? ใช้งานแตกต่างกันอย่างไร?

Difference of SEO vs AEO vs GEO in AI Search Era

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด เราต้องแยกแยะวัตถุประสงค์ของทั้ง 3 กลยุทธ์นี้ออกจากกัน แม้เป้าหมายสุดท้ายคือการดึง User เข้าสู่เว็บไซต์และธุรกิจของเรา แต่เส้นทางหรือ Journey นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

SEO (Search Engine Optimization) ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Google Search

SEO คือกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ Algorithm ของ Google เข้าใจและจัดอันดับเว็บไซต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด เป้าหมายหลักคือการดึง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ผ่านการค้นหาแบบดั้งเดิม โฟกัสไปที่การปรับแต่ง Technical Structure, On-Page Optimization และ Off-Page (Backlink) เพื่อให้ Bot เข้าใจว่าเว็บเราคืออะไร และตอบสนอง Search Intent ของผู้ใช้งานได้ดีกว่าคู่แข่ง

SEO Key Takeaway : เป้าหมายสูงสุดของการทำ SEO ต้องการให้ User “คลิก” เข้าสู่เว็บไซต์ ผ่านการค้นหาด้วย Keyword ไม่ว่าจะเป็น Short-tail หรือ Long-tail เพื่อพา User เข้ามาอ่านเนื้อหาเต็มในเว็บไซต์ของเรา และเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นลูกค้า (Conversion)

AEO (Answer Engine Optimization) : ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน Answer Engine (SERPs Snippet)

What is AEO (Answer Engine Optimization)

AEO คือการปรับแต่งเนื้อหาเพื่อให้ระบบสามารถดึงไปตอบคำถามได้ทันทีในหน้าแสดงผล (SERPs) โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าเว็บ (Zero-click answers) เช่น การติด AI Overviews, People Also Ask หรือ Featured Snippet โดยการทำ AEO จะเน้นการทำคอนเทนต์ที่มีความกระชับ ตรงประเด็น และโครงสร้างที่ AI ชอบ (Structured Data) อีกทั้งยังต้องมีการเขียนคอนเทนต์ในรูปแบบ Q&A หรือ Bullet Point ที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกดึงไปแสดงผลในตำแหน่ง Position Zero (Featured Snippet) หรือถูก AI หยิบไปสรุปเป็นคำตอบ

AEO Key Takeaway : หัวใจของ AEO คือความกระชับ ตรงประเด็น และโครงสร้างข้อมูลที่ AI อ่านเข้าใจง่าย เพื่อให้ถูกเลือกเป็น “คำตอบเดียว” ที่ผู้ใช้ต้องการ

GEO (Generative Engine Optimization) : ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Generative Engine และ AI ต่าง ๆ 

GEO คือสนามรบใหม่ล่าสุด เป็นการปรับแต่งเพื่อให้ Generative AI Models (LLMs) อย่าง ChatGPT, Claude, Gemini หรือ Perplexity “รู้จัก จำได้ และไว้วางใจ” แบรนด์ของเรา

ซึ่งการทำ GEO จะไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณ Keyword บนหน้าเว็บ แต่แข่งกันที่ Digital Footprint และ Citations บนโลกออนไลน์ ยิ่งแบรนด์ถูกพูดถึงในแง่บวกจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ AI ก็จะเรียนรู้ว่าแบรนด์นี้คือ “ตัวจริง” ในอุตสาหกรรมนั้น และเอาเว็บไซต์ของเรา ไปแสดงผลใน Citation Links ของ AI ตัวนั้น ๆ 

GEO Key Takeaway : ความท้าทายของ GEO คือเราไม่ได้แข่งกับ 10 อันดับบน Google แต่เรากำลังแข่งกันเป็น “Reference” ที่เครื่องมือ AI Search เลือกหยิบมาอ้างอิงในบทสนทนา

กลยุทธ์การทำงานร่วมกันระหว่าง SEO, AEO, GEO เขียนยังไงให้ติด AI Search ?

การทำงานร่วมกันระหว่าง SEO, AEO, GEO in AI Search Era

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้ว SEO, AEO, GEO ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” การทำ Digital Marketing ยุคใหม่ต้องมองภาพรวมแบบ Integration ดังนั้นถ้าคุณอยากให้เว็บไซต์ได้ Traffic จากทั้ง Search Engine และ AI ก็ต้องทำทั้ง 3 อย่างนี้ควบคู่กันไปเสมอ และนี่คือกลยุทธ์ในการเริ่มทำ SEO, AEO, GEO สำหรับเว็บไซต์ของคุณ

ขั้นตอนที่ 1 : ทำ SEO เพื่อเป็นรากฐานให้แข็งแรง

ต้องอธิบายก่อนว่าไม่ว่า AI จะฉลาดแค่ไหน พื้นฐานการเข้าถึงข้อมูลก็ยังต้องอาศัยการ Crawl ข้อมูลจากเว็บไซต์ หากโครงสร้างเว็บไม่ดี เนื้อหาไม่มีคุณภาพ หรือทำ SEO แย่ตั้งแต่ต้น โอกาสที่จะไปต่อใน AEO หรือ GEO ก็แทบจะเป็นศูนย์ ดังนั้น SEO ยังคงเป็นเหมือนการปูพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับเว็บไซต์ของเราเสมอ 

โดยสิ่งที่คุณต้องทำ ถ้าอยากเริ่มสร้างฐานการทำ SEO ให้แข็งแกร่ง มีดังต่อไปนี้

  • เริ่มจากการทำ SEO Site Audit: ต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์ “คลีน” ที่สุด แก้ปัญหา Broken Link, ทำ Redirect ให้ถูกต้อง, ปรับ Core Web Vitals ให้ผ่านเกณฑ์ และเช็ก Robots.txt ว่าไม่ได้เผลอบล็อก Bot ตัวสำคัญ
  • Structure & Navigation: ออกแบบ Site Structure ให้เป็นระเบียบ แบ่งหมวดหมู่สินค้าหรือบทความให้ชัดเจน (Silo Structure) เพื่อให้ Bot ไต่เก็บข้อมูลได้ง่ายและรู้ว่าหน้าไหนสำคัญที่สุด
  • Target Search Intent: เลิกยัด Keyword ให้ได้มากที่สุดแบบการทำ SEO เดิม ๆ แต่ให้วิเคราะห์ว่า User ค้นหาคำนี้เพราะต้องการอะไร (ซื้อของ, หาข้อมูล, หรือหาเว็บไซต์) แล้วผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการนั้นให้ตรงจุดที่สุด
  • On-Page Optimization: พื้นฐานต้องแน่น ตั้งแต่ Title Tag, Meta Description, H1-H6 ให้มี Keyword หลักและรองกระจายตัวอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงการทำ Internal Link เชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันเพื่อส่งพลังให้หน้านั้นๆ

ขั้นตอนที่ 2 : เขียนให้ติด Answer Engine ด้วย AEO (Answer Engine Optimization)

เมื่อรากฐาน SEO แข็งแกร่งจน Bot เข้าถึงข้อมูลได้แล้ว ความท้าทายถัดไปคือการ “ป้อน” ข้อมูลนั้นให้ AI นำไปใช้ได้ทันที หัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างเนื้อหาให้กระชับและตรงไปตรงมา เพื่อให้ระบบอัลกอริทึมเลือกเราเป็น “คำตอบที่ดีที่สุด” ในหน้าแสดงผล

โดยสิ่งที่คุณต้องทำในการทำ Answer Engine Optimization  มีดังต่อไปนี้ 

  • ใช้การเขียนแบบ Inverted Pyramid: ในทุกบทความ ให้สรุปคำตอบของหัวข้อนั้น ๆ ไว้ที่ย่อหน้าแรก (ภายใน 40-60 คำ) ก่อนจะลงรายละเอียด เพื่อให้ AI ดึงส่วนนี้ไปเป็น Snippet ได้ทันที
  • ใช้ Format ที่ AI ชอบ: AI รักโครงสร้างที่เป็นระเบียบ ให้ใช้ Bullet Points, Numbered Lists (1, 2, 3), ตารางเปรียบเทียบ (Table) หรือตัวหนา (Bold) ในจุดที่เป็นใจความสำคัญ
  • Optimize for conversational queries: เพิ่มส่วน FAQ ท้ายบทความ โดยใช้คำถามที่เป็นภาษาพูด (Natural Language) ที่คนมักจะถาม ซึ่งจะเน้นไปที่ภาษาพูดเช่น “ทำ SEO นานไหมกว่าจะเห็นผล” แล้วตอบให้กระชับ
  • Implement Structured Data (Schema): นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับ AEO ต้องฝัง Code Schema Markup ระบุประเภทเนื้อหาให้ชัดเจน โดยเฉพาะ FAQPage, HowTo, และ Article เพื่อบอก Robot ว่าตรงไหนคือคำถาม ตรงไหนคือคำตอบ

ขั้นตอนที่ 3 : สร้าง Authority ด้วย GEO เพื่อชนะใจ AI Search ทั้งหลาย 

เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ เราจะเข้าสู่การทำ GEO ที่จะไม่ใช่แค่การเอาใจ Google อีกต่อไป แต่จะเป็นการทำให้  Generative AI หรือ AI Search ทั้งหลายเลือกเว็บไซต์ของเราไปอ้างอิงแหล่งข้อมูล ซึ่งในการทำ GEO นั้น การมีแค่เว็บไซต์ที่ดีอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้าง “Authority” บนโลกออนไลน์ให้กว้างขวาง เพื่อให้ระบบเรียนรู้ว่าแบรนด์ของเราคือตัวจริงในอุตสาหกรรม และเกิดความเชื่อมั่นจนกล้าหยิบเว็บไซต์เราไปแนะนำแก่ผู้ใช้งาน

โดยสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อสร้าง Authority ให้ AI Search มีดังต่อไปนี้ 

  • Brand Mentions & Citations: พยายามกระจายชื่อแบรนด์ไปอยู่ในเว็บไซต์ที่มีคุณภาพอื่น ๆ (Digital PR) ไม่ใช่แค่การทำ Backlink แต่คือการให้เว็บข่าว เว็บความรู้ หรือ Influencer พูดถึงแบรนด์เราในบริบทของผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ จริง ๆ
  • Query Fan-Out (หรือการทำ Topic Clusters ฉบับ AI Search): ลองคิดภาพตามว่าเมื่อ AI ได้รับ Prompt จากผู้ใช้มา มันจะทำการ “แตกแขนง” (Fan-out) คำค้นหานั้นออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วผู้ใช้ต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าคุณสามารถรู้ได้ว่า AI เอาข้อมูลอะไรมาเป็นแหล่งที่มาของข้อมูลได้ แล้วเอา Topic นั้นมาทำคอนเทนต์ก็จะยิ่งช่วยให้เว็บไซต์ติด GEO ได้ง่ายมากขึ้น
  • E-E-A-T Signal: ระบุผู้เขียนบทความ (Author) ให้ชัดเจน สร้างหน้า About Us ที่โชว์ความเชี่ยวชาญ ใบรับรอง หรือผลงานที่ผ่านมา เพื่อยืนยันตัวตนและความน่าเชื่อถือ (Entity Verification) ดูตัวอย่างได้จากส่วนล่างของบทความนี้และบทความอื่น ๆ ของ Content Shifu
  • Community Engagement: เข้าไปตอบคำถามหรือแชร์ความรู้ในแพลตฟอร์มที่ User (และ AI) สิงสถิตอยู่ เช่น Pantip, Reddit, Quora หรือ Social Media Groups ข้อมูลจาก User-Generated Content เหล่านี้มักถูก AI ให้ค่าน้ำหนักสูงมากในการ Train Model
  • LLMs.txt: ให้ลองสร้างไฟล์ llms.txt (คล้าย robots.txt) เพื่อระบุเส้นทางให้ AI Crawler ของค่ายต่าง ๆ เข้ามาเก็บข้อมูลในส่วนที่เราต้องการนำเสนอได้สะดวกขึ้น

NOTE : สำหรับขั้นตอนในการทำ Query Fan Out  หากคุณยังมองภาพไม่ออกว่าจะแตกหัวข้ออย่างไรให้ครบถ้วน ผมมีเครื่องมือ Query Fan-Out ช่วยวิเคราะห์และวางโครงสร้างให้คุณฟรี ลองใช้ได้ที่ https://nerdoptimize.com/query-fan-out-tool/ 

เมื่อมี AEO และ GEO แล้ว SEO ยังสำคัญอยู่ไหมในปี 2026?

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่มักได้ยินบ่อย ๆ ขอยืนยันในฐานะคนทำงานสายนี้ว่า “SEO ยังสำคัญอยู่ และยิ่งสำคัญมากกว่าเดิม”

อยากให้มองว่า SEO คือ “แหล่งวัตถุดิบ” ส่วน AEO และ GEO คือ “เชฟปรุงอาหาร” (AI) หากเชฟไม่มีวัตถุดิบคุณภาพดี (ข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ทำ SEO มาดี) ก็ไม่สามารถปรุงอาหารให้อร่อยได้ Generative AI ในปัจจุบันและอนาคต ก็กำลังมีความพยายามในการลดปัญหาการมั่วข้อมูล (Hallucination) โดยการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ (Citation)

ดังนั้น หากเว็บไซต์ของคุณทำ SEO จนติดอันดับและมีความน่าเชื่อถือ AI ก็จะวิ่งมาหาข้อมูลจากคุณ และนำไปแสดงผล การทำ AEO และ GEO จึงเปรียบเหมือน Add-on ที่ช่วยเพิ่มโอกาสการมองเห็นในช่องทางใหม่ ๆ อย่าง AI Search นั่นเอง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SEO vs AEO vs GEO

หากคุณยังสับสนและแยกความแตกต่างของทั้ง 3 กลยุทธ์ไม่ออก ผมได้รวบรวมทุกข้อสงสัยที่คนทำเว็บอยากรู้ มาไขคำตอบให้เคลียร์ชัดเจนไว้ที่นี่แล้ว

Q : Metrics ที่สำคัญในการวัดผลการทำ AEO และ GEO คืออะไร?

A : นอกจากการดู Traffic แล้ว ต้องดูที่ AI Visibility (การปรากฏเว็บไซต์ในคำตอบที่ AI สรุปมา) และ Brand Mentions (การถูกพูดถึงของแบรนด์) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่า AI รู้จักและให้เครดิตเราหรือไม่

Q : AEO และ GEO ใช้ระยะเวลาเห็นผลเท่าไหร่?

A : AEO จะขึ้นอยู่กับ SEO หาก SEO ดี ก็มีโอกาสติด AEO ได้ทันที (หลักการเดียวกันกับการติด Feature Snippet) แต่สำหรับ GEO อาจใช้เวลานานกว่าและระบุได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับรอบการ Train Model ของ AI แต่ละเจ้า และจังหวะที่ AI เข้ามาเก็บข้อมูล (Crawl) ในเว็บ

Q : เราควรให้ความสำคัญกับ SEO, AEO หรือ GEO มากกว่ากัน?

A : ควรให้ความสำคัญทั้งสามอย่างร่วมกัน แต่สัดส่วนอาจต่างกันไปตามธุรกิจ หากเป็นธุรกิจ B2C หรือ B2B บางธุรกิจ อาจต้องเน้น SEO และ GEO ที่เป็นเหมือนการมอบความรู้ เพื่อทำให้ Users มาสร้าง Conversion ในขณะที่ธุรกิจให้ความรู้หรือข่าวสารอาจต้องเน้น AEO เป็นพิเศษ

Q : เครื่องมืออะไรบ้างที่ช่วยในการทำ GEO?

A : ในระดับ Global เครื่องมืออย่าง Ahrefs Brand Radar ถือเป็นตัวช่วยที่ดีเช็ก AI Visibility และในการ Monitor ว่าแบรนด์เราถูกพูดถึง (Mention) บนโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าใครกำลังมองหา Tool ฟรี ที่ใช้งานเป็นภาษาไทย และออกแบบมาเพื่อคนทำ SEO/GEO ยุคใหม่โดยเฉพาะ แนะนำให้เข้าไปลองเล่นที่หน้า “เครื่องมือฟรี” บนเว็บไซต์ของ NerdOptimize ได้เลย จะมีเครื่องมือซัพพอร์ตครบวงจรที่พัฒนาขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็น

  • AI Search Checker: เช็กว่าเว็บไซต์ของคุณถูก AI ดึงข้อมูลไปแสดงผลหรือไม่
  • จำลอง Query Fan-out: ช่วยแตกประเด็นคอนเทนต์ให้ครอบคลุมเพื่อดักจับทุกคำค้นหา
  • FAQ Finder: ช่วยหาไอเดียในการทำ FAQ ของบทความเพื่อทำ AEO
  • LLMs.txt Generator: สร้างไฟล์ LLMs.txt เพื่อเป็นกาารอนุญาตให้ AI เข้ามาเก็บข้อมูล

นอกจากนี้ยังมี Local SEO Checker และ Robots.txt Generator ให้ใช้งานได้ทันที ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจเริ่มทำ GEO ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Q : การทำ GEO มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า SEO ไหม?

A : ไม่เชิงว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน แต่เป็น “ค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรและความพยายาม” (Effort) ที่ต้องเน้นคุณภาพของเนื้อหา (Content Quality) และความเชี่ยวชาญ (E-E-A-T) มากกว่าแค่การปั่นคีย์เวิร์ด

สรุปแล้ว SEO vs AEO vs GEO ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ในยุค AI ครองเมือง

สรุปได้ว่าการทำเว็บไซต์ให้รอดในยุคต่อไป ไม่ใช่การเลือกว่าจะทำ SEO, AEO หรือ GEO อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการผสมผสานทั้ง 3 เทคนิคเข้าด้วยกัน โดยจะขอสรุปแบบไว ๆ ดังนี้

  • SEO ดึงคนค้นหา
  • AEO ดึงคนถาม
  • GEO สร้างความเชื่อถือให้ AI บอกต่อ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณเริ่มรู้สึกว่าโลกของ SEO, AEO, GEO มันเปลี่ยนไปไวมาก ไม่ต้องกังวลเลยเพราะทุกธุรกิจต่างก็ต้องเรียนรู้และค่อย ๆ ปรับตัวเหมือนกันหมด สิ่งสำคัญคือเริ่มจากพื้นฐานให้ดี แล้วค่อยอัปเดตวิธีทำงานให้เข้ากับรูปแบบการค้นหายุคใหม่ที่มี AI เข้ามาเป็นตัวกลางมากขึ้น
ไม่ว่าคุณจะทำเองภายในทีม หรือมองหาคนช่วยดูแลเพิ่ม การค่อย ๆ วางระบบให้เว็บไซต์พร้อมสำหรับ AI Search ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เรารับมืออนาคตได้ง่ายขึ้นเยอะมากครับ

Share on

Ice Siripong

Writer

Ice Siripong

คนทำโฆษณาที่สนุกกับการเล่นกับอัลกอริทึมและกำลังหมกมุ่นอยู่กับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของ AI ในโลกการตลาด เชี่ยวชาญทั้งการวางกลยุทธ์ Paid Media และการเจาะลึกเทคนิค SEO ปัจจุบันสวมหมวก Managing Director ที่ NerdOptimize (SEO Agency) ที่เชื่อว่าการตลาดดี ๆ ต้องวัดผลได้จริง

More From Me