Google (Search Engine อันดับหนึ่งของโลก) มีการอัปเดตตัวเองมากกว่าปีละ 3,000 ครั้ง หรือเฉลี่ยมากถึงวันละ 8 ครั้ง และนอกจากนั้นพฤติกรรมของผู้คนในการเสิร์ชหาสิ่งที่ต้องการบน Google ก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ นั่นเท่ากับว่า เทรนด์ SEO เองก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเช่นเดียวกัน

การคอยติดตามข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายใหม่ๆ ของ Google และอัปเดตเทรนด์ SEO จึงเป็นอีกหน้าที่ที่คนดูแลเว็บไซต์ คนทำ SEO ต้องคอยติดตามอยู่ตลอด

ในปี 2021 นี้ก็เช่นเดียวกัน ผมก็ได้รวบรวม SEO Trends 2021 หลักๆ ที่คิดว่า อย่างไรก็ควรรู้ ควรทำไว้ ซึ่งก็มีทั้งของปีก่อนๆ ที่ยังต้องให้ความสำคัญและเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องเริ่มศึกษาเตรียมพร้อม

ปีนี้ เราจะต้องทำอะไรกันบ้าง? มาดู 9 เทรนด์ SEO ปี 2021 เหล่านั้นกันเลยครับ

New call-to-action

ยาวไปอยากเลือกอ่าน

1. Core Web Vitals ปัจจัยจัดอันดับตัวใหม่ของ Google เพิ่มประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์

เริ่มต้นกันที่..  “Core Web Vitals” ที่เป็นอีกเรื่องที่คนทำเว็บและดูแลเรื่อง SEO พูดถึงกันมากตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 ที่ผ่านมา นั่นก็เพราะว่า Google ได้ออกประกาศว่าจะเอา Core Web Vital เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ (Ranking Factor) ในเดือนพฤษภาคม 2021 นี้

Core Web Vitals คือหนึ่งในปัจจัยจัดอันดับในหมวด Page Experience

Core Web Vital หมายถึงอะไร? มีอะไรบ้าง?

โดยเจ้า Core Web Vital นั้นก็หมายถึง ปัจจัยที่ Google ให้ความสำคัญและมองว่าส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์ของผู้คน (User) เป็นปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ที่เพิ่มมาอีก 3 ตัวในหมวด Page Experience ซึ่งได้แก่ เว็บไซต์โหลดเร็ว การ ปลอดภัย ฯลฯ หรือคะแนนต่อไปนี้

  • Largest Contentful Paint (LCP)
  • First Input Delay (FID)
  • Cumulative Layout Shift (CLS)
Core Web Vital มีอะไรบ้าง?

Largest Contentful Paint (LCP) คือ

Largest Contentful Paint (LCP) คือ คะแนนของคอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดของหน้าเพจว่าใช้เวลาดาวน์โหลดเพื่อแสดงผลนานแค่ไหน เช่น รูปภาพ วิดีโอ หรือ Pop-up ต่างๆ ถ้ายิ่งโหลดนาน คะแนนส่วนนี้ของเว็บไซต์ก็จะลดลง โดย LCP ที่ Google มองว่าดี คือ ไม่เกิน 2.5 วินาที เมื่อหน้าเพจกำลังโหลด

First Input Delay (FID) คือ

First Input Delay (FID) คือ การวัดความเร็วในการตอบสนอง เช่น เมื่อ User คลิกปุ่มอะไรไป แล้วหน้าเพจตอบสนองเร็วแค่ไหน ถ้ายิ่งตอบสนองเร็วก็หมายความว่าให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าพึงพอใจแก่ User และหน้าเพจก็จะได้คะแนนส่วนนี้สูง โดยค่า FID ควรได้น้อยกว่า 100 มิลลิวินาที

Cumulative Layout Shift (CLS) คือ

Cumulative Layout Shift (CLS) คือ คะแนนที่วัดความเสถียรของหน้าเพจ กล่าวคือ ไม่กระตุก ภาพและฟีเจอร์ต่างๆ ไม่สั่น คลิกแล้วไม่โดนปุ่ม เป็นต้น ถ้าค่า CLS ยิ่งมากแสดงว่าเว็บของเราอาจโหลดช้าและกระตุก แน่นอนว่า เป็นประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดี Google มองว่า ค่า CLS ที่ดีควรน้อยกว่า 0.1

วิธีเช็คคะแนน Core Web Vital

เราสามารถเช็คคะแนน Core Web Vital เว็บไซต์ของเราได้ โดยเข้าไปทดสอบที่เว็บไซต์นี้ https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/ ซึ่งเป็นเว็บเดียวกับที่ใช้เช็คความเร็วของเว็บไซต์เรา

วิธีใช้ก็แค่ 

  1. กรอกโดเมนเว็บไซต์
  2. แล้วอ่านค่าต่างๆ เพื่อการ Optimize เว็บไซต์ให้ดีขึ้นต่อไป

และนอกจากคะแนนที่ Google ประเมินเว็บไซต์เราแล้ว เขาก็ยังมีคำแนะนำให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น 

  • Remove unused JavaScript
  • Reduce the impact of third-party code 
  • Eliminate render-blocking resources

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องทางเทคนิคเว็บไซต์ที่เราอาจจะต้องปรึกษาทีม Website Developer หรือ Programmer เพื่อหาทางปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป

Quick Solve สำหรับ Core Web Vital

โดยสรุปแล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การเพิ่มคะแนน Core Web Vital ทำเว็บไซต์ของเราให้ใช้งานได้ลื่น ใช้งานได้คล่อง และมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับ User และ ความเร็ว คือ เรื่องสำคัญ สิ่งที่ทำได้ก่อนหากคะแนนไม่ดี ก็คือ 

  • ลด Pop-up, Banner, Slide in ที่เป็นภาระให้เว็บไซต์ต้องโหลดหนักขึ้น
  • ลดขนาดไฟล์รูปภาพ หรือใช้ไฟล์รูป Webp 👉 แปลงไฟล์รูปภาพเป็น webp 
  • ใช้การ Embed วิดีโอจากภายนอก แทนการอัปโหลดตรงๆ ลงในเว็บไซต์
  • นำโค้ดต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออกจากเว็บไซต์
  • ติดตั้งปลั๊กอิน จดจำ Cache เพื่อให้ User ที่เข้ามาใช้งานซ้ำ ไม่ต้องโหลดหน้าเว็บใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์

อ่านเพิ่มเติม: 11 วิธีเพิ่มความเร็วเว็บไซต์

2. Mobile First Indexing: Google จะ Index เว็บไซต์ที่แสดงผลบนมือถือขึ้นมาก่อน

เราคงจะได้ยินเรื่อง “Mobile First” กันมากอย่างหนาหูแล้วนะครับ นั่นก็เพราะว่า ผู้คนพึ่งพาการใช้ Mobile Device หรือสมาร์ทโฟนในการเสิร์ชมากขึ้นกว่าการใช้งานบน Desktop

สถิติ เทรนด์ SEO - Mobile Search
กราฟเปรียบเทียบระยะเวลา (นาที) การใช้งานบน Desktop กับ Mobile ต่อวัน
วัดจากการเข้าชมเว็บไซต์ผ่านการเสิร์ชแบบ Organic ที่สหรัฐอเมริกา
ที่มารูปภาพ: broadbandsearch.net

นอกจากนี้ Google เองก็ประกาศว่าจะจัดอันดับเว็บไซต์จาก Mobile Indexing (แต่ก่อนผลลัพธ์การเสิร์ชบน Mobile กับบน Desktop แตกต่างกัน) ในเดือนกันยายน ปี 2020 ที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม Google ได้ขยายเวลาในการทำ Mobile-first Indexing อย่างจริงจังในเดือนมีนาคม 2021 นี้ ซึ่งจะส่งผลให้เว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ Optimize ตัวเองให้ “Mobile Friendly” หน้าเพจที่เคยเสิร์ชหาเจอบน Desktop ก็อาจหายไปจากหน้าผลการค้นหาเลย!

แล้วเราจะเช็ค Mobile Friendly เว็บไซต์ของเราอย่างไร?

เว็บไซต์ของคุณในสายตา Google นั้น Mobile-friendly แล้วหรือยัง 📱👈 คลิกเพื่อตรวจสอบ

ตัวอย่างเว็บไซต์ Mobile-friendly
ตัวอย่างหน้าตาเว็บไซต์ที่แสดงผลบน Mobile ที่ดี
ตาม Webmaster Mobile Guide ของ Google

ถ้าหากเว็บไซต์ของเราสามารถแสดงผลได้ดีบนอุปกรณ์ Mobile หรือที่เรียกว่า “Mobile Responsive” แล้ว แสดงว่าเว็บไซต์ของคุณน่าจะรอด แต่หาก Responsive ไม่ได้ แสดงผลเหมือนกับบน Desktop แล้วคนเห็นรูปเห็นคอนเทนต์ไม่ครบ ตรงเลื่อนข้างเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ปุ่มเล็กกดไม่โดน หรือตัวหนังสือเล็กเสียจนต้องขยายหลายๆ ที ก็มีแนวโน้มว่าเว็บไซต์ของคุณมีสิทธิ์ “ปลิว” ในเดือนมีนาคมนี้

ซึ่งถ้าเราทดสอบความเร็วและ Mobile Responsive ตามลิงก์ด้านบนแล้ว Google เขาก็จะให้คำแนะนำมาด้วยว่าเว็บไซต์ของเราควร Improve เรื่องอะไร (ทั้งนี้ เว็บไซต์ต้องเชื่อมกับ Google Search Console)

แนะนำ Basic mobile-friendly website ที่ต้องมีได้แล้ว

  1. ฟอนต์ใหญ่ขึ้น อ่านง่ายขึ้น
  2. CTA หรือปุ่มควรใหญ่ขึ้น กดง่าย และไม่อยู่ใกล้กันเกินไป
  3. เมนูหรือ Navigator ต้องไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย
  4. ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น Banner ด้านข้าง ฟอร์มกรอก ต้องไม่มารบกวน
  5. Layout และหน้าตาเว็บไซต์บน Mobile ควรจะเรียบง่าย (เว็บไซต์ที่เรียบง่ายให้ผลลัพธ์ดีกว่า)
  6. ไฟล์ภาพ วิดีโอ และมีเดียอื่นๆ ต้องแสดงผลได้ และโหลดเร็ว
  7. คอนเทนต์ต้องไม่ใหญ่เกินหน้าจอเครื่องมือ (Wider than screen)
  8. เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว โหลดไว (สำคัญมาก เพราะถ้าใช้เวลาโหลดเกิน 3 วินาที 53% ของคนก็จะไม่รอต่อแล้ว)

อ่าน: คำแนะนำเพิ่มเติมและ Mobile First Indexing Checklist จาก Google

3. Search Intent Optimization แค่ “Keyword” ทั่วไปไม่พอ ต้อง ‘เดาใจ’ คนให้ได้

จากแต่ก่อน เวลาทำ SEO เราจะแคร์เรื่อง Keyword เป็นสำคัญ เราทำ Keyword Research เพื่อดูว่า Search Volume สูงไหม คนจะเสิร์ชแล้วเข้ามายังเว็บไซต์หรือเปล่า

แต่ตอนนี้ เท่านั้นอาจจะไม่พอ

เป้าหมายหลักของ Google คือ การส่งมอบคำตอบที่ตรงกับสิ่งที่ผู้เสิร์ชต้องการมากที่สุด และตอนนี้ Google ก็พัฒนาขึ้นมาจนสามารถเข้าใจความต้องการจริงๆ ของผู้เสิร์ชได้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณ BERT หรือระบบประมวลผลทางภาษาที่ Google อัปเดตไปเมื่อปลายปี 2019

ที่มารูปภาพ: blog.google

จากตัวอย่างผลลัพธ์การเสิร์ชหลังอัปเดต BERT จะเห็นได้ว่า จากคำถาม “Can you get medicine for someone pharmacy” น่าจะหมายถึง “คุณสามารถไปรับยาแทนคนไข้ได้ไหม” ซึ่งคำตอบที่ตรงกว่า คือ เว็บไซต์ทางด้านขวา 

สังเกตว่า บน Title ของเว็บเพจ แทบจะไม่ปรากฏ Keyword ที่อยู่ใน Search Query เลย

ดังนั้น แค่เรื่อง “Keyword” เสิร์ชน้อย-เสิร์ชมาก แข่งขันยาก-แข่งขันง่าย อาจไม่เพียงพอ และการสแปมคีย์เวิร์ดลงไปเยอะๆ ก็ไม่ได้ผล หากคอนเทนต์ของเราไม่สามารถตอบ “Intent” ของคนเสิร์ชได้

อย่างไรก็ตาม Google ก็ยัง “อ่าน” เว็บไซต์จากคำหรือ Keyword อยู่ดี การทำคอนเทนต์โดยคิดจาก Keyword ยังคงใช้ได้ เพียงแต่ต้องเดาความต้องการของผู้เสิร์ช/ลูกค้ามากขึ้นและมีกลยุทธ์มากขึ้น 

ตัวอย่างการทำ Search Intent Optimization ง่ายๆ 

  1. ใช้ Keyword ประเภท Commercial Intent เช่น “ซื้อ” “จอง” “ขาย” “ร้าน”
  2. ใช้ Keyword ที่เกี่ยวกับ Product เช่น ชื่อสินค้า ชื่อยี่ห้อ ชื่อรุ่น 
  3. แทรกพวกคำถามพื้นฐานที่คิดว่าคนจะสงสัย แล้วทำคอนเทนต์ตอบ เช่น สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนี้ทำอย่างไร สิ่งนี้ดีไหม เป็นต้น
  4. ใช้ Niche long-tail keyword มากขึ้น หรือคำค้นที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “โฟมล้างหน้าผู้ชาย” “อาหารลดน้ำตาลในเลือด
  5. วางแผนทำคอนเทนต์ตาม Buyer Journey หรือขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ เช่น “กำลังสนใจ/หาทางแก้ไขความสงสัยหรือปัญหา” “กำลังพิจารณาทางแก้ปัญหา/เลือกซื้อ” “ต้องการสุดๆ อยากซื้อแล้ว/อยากรู้แล้ว” เป็นต้น

หนึ่งในวิธีที่ใช้หา Search Intent ของคนเสิร์ชง่ายๆ ก็คือ การดู Google Search Suggestion เวลาที่เราเสิร์ชอะไรลงในบาร์ แล้ว Google แนะนำคำต่อมา หรือส่วน “Search related” ด้านล่างของหน้าเสิร์ช คือ สิ่งที่ Google เก็บข้อมูลว่าคนอยากรู้

ตัวอย่าง Google search suggestion
ตัวอย่าง Search related to ด้านล่างหน้าแสดงผลการค้นหา

ถึงแม้ตัวอย่างข้างบนจะตั้งต้นจาก Keyword เหมือนวิธีที่ใช้กันอยู่แล้ว แต่เราได้เพิ่มเรื่อง “ความต้องการ” หรือ “Intent” เข้าไป คนที่เสิร์ชด้วย Keyword ข้างต้น คือ คนที่มีความต้องการจะซื้ออยู่แล้ว และถ้าเราวางแผนคอนเทนต์ตาม Buyer Journey อย่างดี สามารถตอบความสงสัยความต้องการของคนได้จริง อย่างไร เว็บไซต์ของเราก็จะไม่ตกอันดับ แถมน่าจะเพิ่มผลลัพธ์หรือ Conversion rate ได้จาก Traffic คุณภาพอีกด้วย

4. LSI Keyword: เพิ่มบริบทแวดล้อมให้คอนเทนต์ด้วยคำค้นที่เกี่ยวข้อง

ต่อเนื่องจากเทรนด์การทำคอนเทนต์ให้ตรงและตอบโจทย์ Search Intent ก็คือ การบอก Google ว่า คอนเทนต์ของเรานั้นเหมาะเจาะและตรงกับสิ่งที่คนค้นหาจริงๆ ด้วยการเพิ่ม “บริบท” (Context) ให้กับบทความหรือหน้าเพจ ด้วยการแทรก LSI Keyword หรือคำค้นที่เกี่ยวข้อง Related Keyword 

LSI Keyword คืออะไร?

LSI Keyword ย่อมาจาก Latent Semantic Indexing คือ สิ่งที่ Google ใช้ทำความเข้าใจบริบทและสิ่งที่คอนเทนต์บนหน้าเพจนั้นๆ ต้องการสื่อสารจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น Google จะทำความเข้าใจ “Jagour” ที่คนค้นหามาว่าต้องการหายี่ห้อรถยนต์ Jagour หรือหมายถึงเสือสายพันธุ์จากัวร์ หรือว่าจะดึงข้อมูล “Apple” ที่เป็นผลไม้หรือแบรนด์โทรศัพท์ โน้ตบุ๊คอย่าง Apple

ตัวอย่าง LSI Keyword
ที่มารูปภาพ blog.rankreveal.com

ยกตัวอย่าง LSI Keyword ของคำว่า “Apple” 

ถ้าคนต้องการหา Apple ที่หมายถึงแบรนด์ Apple …Google ก็จะทำความเข้าใจเนื้อหาจากคำที่เกี่ยวข้อง เช่น “repairs” “best buy” “tim cook” เป็นต้น

แล้ว LSI Keyword ช่วยเราทำ SEO ได้อย่างไร?

LSI Keyword คือ คำช่วยให้ Google เข้าใจบริบทของคอนเทนต์บนหน้าเว็บเพจได้ดีขึ้น ซึ่งยิ่งคอนเทนต์ของเรามีคำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามากเท่าไหร่ Google ก็จะเข้าใจคอนเทนต์ของเราได้ง่ายมากเท่านั้น แล้วถ้ายิ่งบยริบทของบทความชัดเจนและตรงกับ Search Intent ด้วยแล้ว หน้าเพจของเราก็จะยิ่งมีแนวโม้นถูกจัดอันดับดีๆ ยิ่งขึ้นเช่นกัน

คำแนะนำก็คือ ให้เรานำคำที่คิดว่าคนน่าจะเสิร์ช (ซึ่งอาจหมายถึงการทำ Keyword Research) และเราตั้งใจจะทำคอนเทนต์ถึง ยกตัวอย่างเช่น ตั้งใจทำคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับคำว่า “โควิด” เราก็อาจจะลองดู Google Search Intent, Search related to หรือ Suggested Keyword จาก Keyword Research Tool มาแทรกและกระจายตัวอยู่ในหน้าเพจได้ ซึ่งก็ได้แก่ “โควิด อาการ” “โควิดกรุงเทพ” “โควิด เชียงใหม่” “พื้นที่เสี่ยง”

เท่านี้ Google คอนเทนต์ของเราก็จะมีบริบทและมีน้ำหนักมากขึ้น ตรงกับ Search Intent ของคนมากขึ้นด้วยเทคนิค LSI Keyword แล้ว

5. Voice Search คนเสิร์ชด้วยเสียงมากขึ้น วิธีการเขียนต้องมุ่ง “ถาม-ตอบ”

ในปี 2020 นี้ ประชากรในสหรัฐฯ กว่า 50% จะใช้การเสิร์ชด้วยเสียง (Voice Search) เป็นหลัก และกว่า 41% ของผู้ใหญ่จะใช้ Voice Search อย่างน้อยวันละครั้ง ซึ่งสถิตินี้ก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นๆ รวมทั้งที่ประเทศไทยเอง Google ก็ค่อนข้างที่จะเข้าใจภาษาไทยมากขึ้นแล้ว และผลักดัน Google Assistant ให้คอยถามว่าจะช่วยเราอย่างไรได้อีกด้วย 

และอย่างไรๆ แนวโน้มการใช้ Voice Search ก็น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันไม่ใช่แค่จาก Google Assistant แต่ยังรวมถึงการมาเยือนของ IoT (Internet of Things) และอุปกรณ์อัจริยะที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียง

SEO Trends เทรนด์ SEO - Voice Search
ตัวอย่าง Assistant ที่คอยช่วยตอบคำถามจาก Voice Search
ที่มารูปภาพ suntecindia.com

นอกจากนี้ การเข้ามาของ Assistants ต่างๆ อย่าง Google Assistant, Alexa, Siri รวมทั้ง การมาเยือนของ IoT (Internet of Things) ที่สิ่งของภายในบ้านก็จะเป็นหนึ่งในผู้ช่วยที่เราถามได้ เช่น Google Home, HomePod เป็นต้น ก็เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่จะผลักให้ Voice Search เติบโตอย่างรวดเร็ว

อยากปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับ Voice Search ต้องทำอย่างไร?

จะทำอย่างไร คงต้องลองนึกไปถึงธรรมชาติของเราว่า เวลาที่เราพิมพ์และเราถามด้วยการพูดมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไป “การพูด” จะมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า และการเสิร์ชด้วยเสียงก็มักจะเป็นคำถามจริงๆ จังๆ ต้องการรู้เดี๋ยวนี้ จึงไม่ใช่ แค่พูด Keyword ขึ้นมาตรงๆ 

Search query จึงอาจประกอบไปด้วยคำต่างๆ เช่น “คืออะไร” “ทำไม” “ที่ไหน” “ดีไหม” “วิธีทำ” “ใกล้ฉัน” “xxx + สถานที่” เป็นต้น

สรุปแนวทางง่ายๆ ในการปรับเว็บไซต์เพื่อ Voice Search

  • คอนเทนต์มีลักษณะถาม-ตอบ
  • คอนเทนต์ต้องตอบคำถามให้กระชับ ชัดเจน
  • ใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ/เป็นประโยคสนทนามากขึ้น (คนพิมพ์กับคนพูดถามไม่เหมือนกัน)
  • ใช้ Niche longtail keyword ซึ่งสอดคล้องกับคำถามของคนที่สุด
  • ใช้ Bullet หรือ Listing (เป็นอีกวิธีที่ให้คำตอบแบบชัดเจน มีสิทธ์ลุ้น Google Assistant เลือกหยิบไปตอบผู้คน) 
  • ปรับ Heading 2, 3, 4 ให้เป็นคำถาม 
  • ทำ Mobile-Friendly ด้วย เพราะคนเสิร์ชด้วยเสียงจากโทรศัพท์เป็นหลัก

6. Video Content อีกเทรนด์ SEO ที่มาแรงและดูจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

วิดีโอเป็นคอนเทนต์ที่มากแรงและเติบโตขึ้นมากๆ จนไม่จำเป็นต้องยกสถิติอะไรมากพูดให้มาก เราก็รู้สึกกัน ทั้ง การเติบโตของ Short Video อย่าง TikTok, Facebook & IG Stories, รวมไปถึง Stories บน YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโออย่างจริงจังก็บังเอาด้วย

และในมุมของการทำ SEO เอง ตัว Google ที่เป็น Search Engine ที่คนใช้งานมากที่สุด ก็ยังผลักดันให้เราเสิร์ชเจอวิดีโอมากขึ้น โดยในหลายๆ คำค้นที่เสิร์ช Google ก็มักจะแนะนำคอนเทนต์ประเภทวิดีโอเป็นหนึ่งในตัวเลือกนอกจากเว็บเพจอย่างที่คุ้นเคย

ตัวอย่าง Video Content ในหน้า SERPs ที่ Google แนะนำ

เท่านี้ ก็เห็นโอกาสแล้วว่า คอนเทนต์ประเภทวิดีโอสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น หากใครที่ยังไม่ได้ทำคอนเทนต์ประเภทนี้ดู (ซึ่งเดี๋ยวนี้ ถ้าคอนเทนต์เอาอยู่ ให้ประโยชน์คนได้จริงๆ โปรดักชั่นก็ไม่ต้องเนี้ยบมากก็ได้) อยากหาลองเริ่มหาทางทำมากขึ้นครับ เพราะอย่างไรๆ กระแสนี้ เติบโตยาวๆ แน่ๆ 

และนอกจาก Videos Suggestion บนหน้าเสิร์ชแล้ว การนำคอนเทนต์วิดีโอมาแปะหรือ Embed ในหน้าบทความ หน้าเพจของเรา ก็ยังทำให้หน้าเพจ “Rich” ดูสมบูรณ์ขึ้น คนชอบ และชวนให้คนใช้เวลาอยู่บนหน้าเพจนานขึ้น ก็ส่งผลดีต่อคะแนน Authority ของหน้าเพจได้เช่นเดียวกัน

7. E-A-T ยังคงเป็นสิ่งที่ Google ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

E-A-T หรือ Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness คือ ปัจจัยที่ Google สนับสนุนให้คนทำคอนเทนต์บนเว็บไซต์ทำอยู่เสมอ นั่นคือ คอนเทนต์ควรจะมีความเชี่ยวชาญ ส่งอิทธิพล และมีความน่าเชื่อถือ รู้ลึก รู้จริงในเรื่องที่คอนเทนต์กำลังเล่า

ถึงปี 2021 นี้ Google ก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่

แล้วเราต้องทำยังไงบ้าง ให้คอนเทนต์ของเราถูกหลัก E-A-T

Expertise หรือ ความเชี่ยวชาญ 

เราสามารถเพิ่มความเชี่ยวชาญของเว็บไซต์ของเราได้ ด้วยคอนเทนต์คุณภาพที่ลงลึก ให้ประโยชน์กับผู้เสพ ทั้งนี้ เพื่อที่จะเชี่ยวชาญในสายตา Google เราก็ต้องใช้เวลาสะสมความเชี่ยวชาญ ทำคอนเทนต์คุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และทำคอนเทนต์ที่มีความเฉพาะ (Niche) 

ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Content Shifu เราโฟกัสทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ Digital Marketing มาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะดูมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ กลับกัน ถ้าวันหนึ่งเราเขียนคอนเทนต์ด้านการเงินขึ้นมา แน่นอนว่า เราก็จะยังไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ (ทั้งในสายตา Google และผู้อ่านด้วย)

Authoritativeness หรือ ความมีอิทธิพล

ข้อนี้ เราสามารถเสริม “ความมีอิทธิพล” ได้ ก็เมื่อได้รับความไว้วางใจ มีคนเชื่อถือ ซึ่งน่าจะมาจากการที่เว็บไซต์ของเราได้รับ Backlink คุณภาพ มีคนอ้างอิงถึง หรือจะเป็นการ Mention ถึงเกี่ยวกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราก็ได้

Trustworthiness หรือ ความน่าเชื่อถือ

“ความน่าเชื่อถือ” Google จะพิจารณาจากการอ้างอิงของเรา เมื่อคอนเทนต์บนเว็บของเรากำลังพูดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งอยู่ ถ้าเราให้เครดิตหรืออ้างอิงเว็บไซต์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เว็บไซต์ของเราก็จะน่าเชื่อถือ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึงเรื่องดาราศาสตร์และอวกาศ การอ้างอิง Nasa ก็จะยิ่งน่าเชื่อถือ หรือถ้าเราอ้างอิงเว็บไซต์ที่เป็นทางการอย่าง .edu , .ac.th , .gov เหล่านี้ ก็จะเป็นหางโดเมนที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ อีกเทคนิคหนึ่งเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ก็คือการใส่ประวัติหรือ About ของผู้เขียนบทความ ถ้าผู้เขียนบทความเป็นนายแพทย์/แพทย์หญิง มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขียน และมีผลงานในด้านนั้นๆ ประจำ “Author” ก็ช่วยเพิ่ม Trustworthiness ให้เว็บไซต์ได้ ทั้งนี้ ก็รวมถึง About ของเว็บไซต์ด้วย ถ้ามีที่อยู่ มีอีเมลที่ติดต่อได้ชัดเจน ก็ย่อมน่าเชื่อถือกว่าเว็บไซต์โล่งๆ ที่ไม่บอกว่าใครเป็นเจ้าของครับ

8. Zero Position ที่หนึ่งไม่ไหวก็ขอเป็นที่ ‘ศูนย์’ กับ Featured Snippet

อันดับหนึ่งคงไม่พออีกต่อไป ตอนนี้ เทรนด์ SEO หันมาแข่งขันอันดับที่ศูนย์หรือตำแหน่ง Featured Snippet กันแล้ว

Featured Snippet คือ การ์ดตัวอย่างข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมาก่อนรายชื่อเว็บไซต์อันดับแรก เป็นตำแหน่งที่ Google คัดเลือกขึ้นมาเองเพื่อให้คำตอบแบบเร็วๆ กับผู้ใช้งาน ซึ่งไม่จำเป็นต้องไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกเว็บไซต์มีโอกาสได้ตำแหน่ง Zero Postion นี้ ถ้า Google มองว่าตอบคำถามได้ดี

Featured Snippet คือ
ตัวอย่าง Featured Snippet บนหน้าเสิร์ช (SERPs)

แล้วประสิทธิภาพของ Zero Position หรือ Featured Snippet นี้ล่ะ?

Featured Snippet คืออะไร ทำยังไง
ที่มารูปภาพ ahrefs.com

จากสถิติของ Ahrefs อาจจะดูว่า Zero position ให้ประสิทธิภาพน้อยกว่า 1# Position ใช่ไหมครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยจุดเด่นและประโยชน์ต่อไปนี้ ก็ทำให้ Featured Snippet ได้รับความสำคัญขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ SEO ที่ห้ามพลาด

  1. ไม่จำเป็นต้องไต่อันดับมาเรื่อยๆ ก็มีโอกาสขึ้นหน้าแรกเป็น Featured Snippet ได้ (จากสถิติ กว่า 95% ของคนเสิร์ชคลิกเว็บไซต์ที่อยู่บนหน้าแรก) เพิ่มโอกาสได้ Traffic
  2. เว็บไซต์ได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะคนจะมองว่า Google คัดเลือก ‘ที่สุด’ มาให้แล้ว
  3. การ์ด Featured Snippet ดึงดูดสายตา หากตัวอย่างข้อมูลบนเว็บไซต์สามารถตอบคำถามได้ดี และมีสิ่งที่ผู้ใช้งานอยากอ่านเพิ่ม เว็บไซต์ก็จะได้ Traffic (รวมทั้งแย่ง Traffic ไปจากอันดับหนึ่งด้วย)

แล้วเราจะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับที่ศูนย์ ถูกเลือกเป็น Featured Snippet ได้อย่างไร

จริงๆ แล้วยังไม่มีคำตอบ และ Google บอกแค่ว่า ที่เลือกมาจะเป็นคำตอบหรือข้อมูลสั้นๆ มักจะปรากฏเมื่อการค้นหาอยู่ในรูปคำถาม ดังนั้น คอนเทนต์บนเว็บไซต์จึงควรเป็นแนวทางการถาม-ตอบ ตัวอย่างในการปรับปรุงคอนเทนต์เพื่อ Featured Snippet ตามข้อสันนิษฐานง่ายๆ ก็เช่น

  • วลีหลักหรือ Keyphrase อยู่ในรูปคำถามและเนื้อหาเป็นคำตอบ (ลองดู Keyword ที่มักปราฏใน Search Query ในภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าเอามาเป็นไอเดียทำ Keyword ในภาษาไทยได้นะครับ)
  • มีโครงสร้างบทความ/เนื้อหาชัดเจนด้วย Heading 
  • บอกขั้นตอนหรือให้คำตอบแบบ Listing
Rich Snippet

ถ้าหากว่าลอง Optimize แล้ว ก็ยังไม่ได้เป็น Featured Snippet เสียที Google เขาก็มีรางวัลปลอบใจให้สำหรับหน้าเพจที่มีโครงสร้างเนื้อหาดีด้วย นั่นคือ “Rich Snippet”

จะเห็นได้ว่า นอกจาก Title แล้ว Google ยังแสดง Site link อื่นๆ ซึ่งหยิบมาจาก Heading ในบทความอีกด้วย ก็ช่วยให้เว็บไซต์สะดุดตา น่าคลิกขึ้นมา และยังเป็นการเกริ่นให้คนเสิร์ชรู้ด้วยว่าข้างในยังมีเนื้อหาเจ๋งๆ อยู่อีก

ตัวอย่าง Rich Snippet

เจ็บใจที่ทำ Featured Snippet ไม่ได้ Google ก็ยังใจดีให้ Site link มานะครับ

9. AI และ Personalization จะเปลี่ยนโฉมการทำ SEO (ซึ่งน่าจะดีกับผู้ใช้)

Algorithm ที่คอยทำหน้าที่จัดอันดับเว็บไซต์ต่างๆ บน Google นั้น มีชื่อว่า “RankBrain” ซึ่งน้องได้กำเนิดขึ้นมาเมื่อ เดือนตุลาคม ปี 2015 และเรียนรู้เติบโตขึ้นด้วย Machine Learning และ AI

นับจากขวบปีแรกที่ RankBrain เกิดขึ้นที่เคยเข้าใจคำสั่งเสิร์ชของเราบ้างไม่เข้าใจบ้าง อ่าน Keyword เป็นคำๆ ไป ไม่เข้าใจความนัยความแฝง จนตอนนี้อายุได้ 5 ขวบ ซึ่งสำหรับ AI หรือ ML ที่ใช้เวลาเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าคนเป็นล้านเท่า 5 ปี ไม่ใช่อายุน้อยๆ เลย 

ความสามารถที่พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะ BERT เครื่องมือประมวลภาษาที่กล่าวไป ทำให้การทำงานของ Search Engine ไม่ได้มองหาแค่ “Keyword” อย่างเดียว Google สามารถอ่านระหว่างบรรทัดเข้าใจเนื้อหาของคอนเทนต์จริงๆ ได้ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ตัวเป็นๆ เข้าใจ

และนอกจากนี้ AI + ML ยังทำให้ Search Engine ค้นหาสิ่งที่เหมาะสมกับผู้เสิร์ชได้มากขึ้น และแน่นอนว่า การทำ SEO แบบที่เราเข้าใจกันอาจทำให้ได้ผลลำบากขึ้น

ประสิทธิภาพของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการทำ SEO

  • Insight: Machine Learning สามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) ได้ทั้งจากฝั่งผู้เสิร์ชและฝั่งเว็บไซต์ ตัวชี้วัดต่างๆ ที่เก็บมา เช่น พฤติกรรมการเสิร์ช, Traffic, Time on site, Bounce rate, Session Duration ฯลฯ เหล่านี้ AI จะนำมาประมวลผลเชิงสถิติต่อ เพื่อหาความเป็นไปได้สูงสุดของสิ่งที่ User ต้องการ และสิ่งที่เว็บไซต์นำเสนอจริงๆ (เรื่องของ Search Intent จึงสำคัญมากๆ)
  • Personalization: ผลลัพธ์บนหน้าเสิร์ชของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน นอกจาก User Signal จำพวกพฤติกรรมการเสิร์ชและการใช้งานเว็บไซต์แล้ว ปัจจัยอื่นๆ ก็ถูกนำมาเป็นเกณฑ์คัดเลือกหน้าเพจมาแสดง ตัวอย่างง่ายๆ ที่ชัดเจน คือ Location หรือตำแหน่งที่เราอยู่ส่งผลต่อผลลัพธ์บนหน้าเสิร์ช เช่น “ร้านขายเครื่องเขียน” หากเราเสิร์ชต่างกันเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก็อาจได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เป็นต้น และในอนาคต AI ก็คงเก่งขึ้นและเข้าใจบริบททั้งภายนอก-ภายในของเรามากขึ้นอีกแน่ๆ

เมื่อการทำ SEO แบบที่ทำกันอยู่อาจไม่ได้ผลดีเช่นเคย… 

แล้วจะทำอย่างไรกันดีล่ะ?  

คำตอบคงวนกลับมาที่จุดประสงค์ของ Search Engine คือ การเสิร์ฟคอนเทนต์/คำตอบที่ตรงกับสิ่งที่ผู้เสิร์ชต้องการมากที่สุด ดังนั้น การทำ SEO ที่ดีที่สุดจึงเป็นเรื่องของการส่งมอบคุณค่าให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ตรงใจอย่างเรื่อง User Intent และประสบการณ์การใช้งานที่น่าพึงพอใจ เช่น Mobile-friendly, Website speed เป็นเรื่องที่เราคงต้องให้ความสำคัญกันตั้งแต่วันนี้และน่าจะเป็น 2 เรื่องที่จะยังไม่เปลี่ยนง่ายๆ สำหรับเทรนด์การทำ SEO ในอนาคต

สรุป เทรนด์ SEO ปี 2021

เทรนด์การทำ SEO ในปี 2021 นี้ ไม่ได้เข้าใจยากเลยใช่ไหมครับ มันก็เป็นเรื่อง “เก่าๆ” ที่ต่อยอดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ เพียงแต่ว่าในปีนี้ เทรนด์ที่บทความนี้นำเสนอจะเป็นจุดเหนี่ยวไกแข่งขันทำ SEO กัน ในช่วงนี้ แต่สำหรับ 2 – 3 ปี ข้างหน้า ก็คงมีเรื่องใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นปรับตัวกันอีก

สำหรับปีนี้ ฝากไว้ 9 ข้อ ดังนี้นะครับCore Web Vitals ปัจจัยจัดอันดับตัวใหม่ของ Google ในปีนี้

  1. Core Web Vitals ปัจจัยจัดอันดับตัวใหม่ของ Google
  2. Mobile First Indexing Google จะ Index เว็บไซต์ที่แสดงผลบนมือถือขึ้นมาก่อน
  3. Search Intent Optimization แค่ Keyword ไม่พอแล้ว เว็บไซต์ต้องเดาใจคนให้ได้
  4. LSI Keyword เพิ่มบริบทแวดล้อม หนุนคอนเทนต์ด้วยคำค้นที่เกี่ยวข้อง ตรง Search Intent
  5. Voice Search คนเสิร์ชด้วยเสียงมากขึ้น วิธีการเขียนควรมุ่ง “ถาม-ตอบ”
  6. Video Content อีกเทรนด์ SEO ที่มาแรงและดูจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
  7. E-A-T ยังคงเป็นสิ่งที่ Google ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
  8. Zero Position หรือ Featured Snippet คือ สมรภูมิใหม่ของการแข่งขันทำอันดับ
  9. AI และ Personalization จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการทำ SEO แบบเดิมๆ

ทิ้งท้ายว่า จาก 9 เทรนด์ SEO ข้างต้น จริงๆ แล้วมันก็คือเรื่องของ “ความต้องการ” และ “ความพึงพอใจ” ของผู้ใช้งาน มีคำกล่าวว่า

“ถ้าอยากให้ Google รัก ก็ต้องทำให้ ‘คน’ รักเราก่อน เดี๋ยว Google จะมารักเราเอง” 

เห็นด้วยไหมครับ?

ตาคุณแล้ว

อ่านจบแล้ว อย่าลืมนำเทรนด์และคำแนะนำต่างๆ ในบทความนี้ไปปรับใช้นะครับ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำอันดับได้ดีขึ้นๆ คนเข้าเยอะขึ้นๆ และนำผลลัพธ์ที่น่าพอใจมาให้คุณได้ครับ

..เชื่อว่า ยังมีเทรนด์อื่นๆ ที่ผมน่าจะพลาดไป ใครรู้ฝากเติมในคอมเมนต์ด้วยนะครับ

อ่านต่อ

อ่านบทความชุด SEO ที่รวบรวมทุกเรื่องที่คุณต้องรู้กว่า 7 บท

New call-to-action hbspt.cta.load(3944609, ‘4d1e2a6b-6fa0-4421-beaf-813d82ed9541', {});