วิธีการทำ SEO เว็บไซต์ให้ทำอันดับได้ไม่แพ้เว็บยักษ์ใหญ่

Act

ในการทำ SEO ขั้นตอนหนึ่งที่ต้องทำทุกครั้งคือ หาคีย์เวิร์ดที่ต้องการทำอันดับ

ซึ่งคีย์เวิร์ดยอดฮิตที่คนทำ SEO อยากทำอันดับ คือ High Commercial Intent Keyword เพราะเป็นคำที่ใช้โดยคนที่ต้องการสินค้าอยู่แล้ว จึงมีโอกาสสูงที่ผู้เข้าเว็บไซต์จะจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าบางชนิด เว็บไซต์ที่อยู่ในผลการค้นหาหน้า 1 ของคีย์เวิร์ดดังกล่าว คืออีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada , Shopee , Priceza และอื่นๆ ทำให้คีย์เวิร์ดเหล่านี้มีการแข่งขันสูงและยากต่อการทำอันดับ

คำถามคือ หากเราเป็นเว็บไซต์ขายของซึ่งไม่ได้มีทุนมหาศาลแบบคู่แข่ง จะมี วิธีการทำ SEO เพื่อสู้กับคู่แข่งอย่างไร?

บทความนี้ ผมจะแชร์เทคนิคการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่แข่งขันสูง ซึ่งผมใช้จนประสบความสำเร็จมาแล้ว ซึ่งหลังจากอ่านจบ เชื่อว่าคุณจะเข้าใจหลักการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่แข่งขันสูง และสามารถไปปรับใช้เพื่อพัฒนาผลลัพธ์การทำ SEO ของคุณได้อย่างแน่นอนครับ

กรณีศึกษา เว็บเล็กๆ ก็สู้เว็บยักษ์ใหญ่ได้

ก่อนเข้าเรื่อง ผมขอเล่าประวัติและผลลัพธ์การทำ SEO ของผมก่อน

ในอดีต เมื่อตอนที่ผมจะทำเว็บไซต์ขายชุดคลุมเบาะรถยนต์ ผมเริ่มจากการวิเคราะห์คู่แข่ง ซึ่งสิ่งที่พบคือ คีย์เวิร์ดที่ต้องการทำอันดับ มีแต่คู่แข่งระดับบิ๊กเบิ้มอย่าง Lazada , Shopee และอื่นๆ จึงไม่ง่ายที่จะทำอันดับในคีย์เวิร์ดเหล่านี้

แต่ถึงจะไม่ง่าย ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสำเร็จเลย

หลังจากที่ทำ SEO ประมาณ 4 เดือน เว็บไซต์ของผมก็ปรากฏในผลการค้นหาหน้า 1 ของ High Commercial Intent Keyword ได้สำเร็จ และยังคงติดอยู่ถึงปัจจุบัน

ผลลัพธ์การทำ SEO

ผลลัพธ์การทำ SEO

 

หลังจากนั้น ผมได้ลองนำหลักการที่ใช้ ไปประยุกต์ทำ SEO กับเว็บไซต์อื่น ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจเช่นกัน

หลักวิธีการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่แข่งขันสูง

หลักการที่ผมใช้คือ ทำเว็บไซต์ให้ “แตกต่างและดีกว่า” คู่แข่ง หรือพูดอีกอย่างคือ คู่แข่งมีจุดอ่อนตรงไหน เราทำตรงนั้นให้ดีกว่า

คุณอาจมีคำถามว่า เว็บไซต์อย่าง Lazada , Shopee จะมีจุดอ่อนได้อย่างไร

คำตอบคือ ส่วนตัวคิดว่า ไม่มีอะไรในโลกสมบูรณ์ 100% เพราะเว็บไซต์ใหญ่แม้จะแข็งแกร่งในการทำ SEO ด้วยคีย์เวิร์ดที่เป็นคำหลัก แต่ก็มักจะไม่โฟกัส Niche Longtail Keyword

โดยสิ่งที่ผมทำ มีรายละเอียดดังนี้

1. เลือกคีย์เวิร์ดให้เป็น

สิ่งแรกที่ผมทำคือ เน้นทำอันดับในคีย์เวิร์ดที่เป็น Niche Longtail Keyword ซึ่งเป็นวลีซึ่งมีความหมายเฉพาะเจาะจง มีคำย่อยที่ขยายคำหลัก

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ผมมีคำหลักคือ ชุดหุ้มเบาะรถยนต์ ชุดคลุมเบาะรถยนต์

โดยมีคำที่เป็น Niche Longtail Keyword คือ

  • ชุดหุ้มเบาะรถยนต์ ลายการ์ตูน ราคาถูก
  • ผ้าหุ้มเบาะรถยนต์ ลายการ์ตูน ราคาถูก
  • ชุดคลุมเบาะรถยนต์ แมนยู

ซี่งข้อดีของการเน้นทำอันดับใน Niche Longtail Keyword มีอยู่ 2 ข้อ

ปรับแต่งเว็บให้ “เกี่ยวข้อง” ง่ายกว่า

โดยปกติ อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ จะมุ่งทำอันดับในคำหลัก แต่มักไม่ทำอันดับแบบเฉพาะเจาะจงใน Niche Longtail Keyword บางคำ ซึ่งหากเราปรับแต่งเว็บไซต์ให้เน้นเฉพาะไปที่ Niche Longtail Keyword ผลลัพธ์คือ Google จะมองว่า เว็บไซต์เราดีกว่าในแง่ “ความเกี่ยวข้อง” กับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ

มีลักษณะเป็น High Commercial Intent

เนื่องด้วย Niche Longtail Keyword มักเป็นวลีที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นัยยะคือ มันถูกใช้โดยคนที่สนใจสิ่งนั้นอยู่แล้ว จึงเป็นคีย์เวิร์ดที่เปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าได้ง่าย

2. หนึ่งเว็บเพจ หลายคีย์เวิร์ด

เรื่องต่อมาที่ผมทำคือ ปรับแต่งให้หนึ่งเว็บเพจ ปรากฏในผลการค้นหาของหลายคีย์เวิร์ด

ตัวอย่างเช่น สมมุติผมต้องการทำอันดับ 3 คีย์เวิร์ด คือ คีย์เวิร์ด A , B และ C สิ่งที่ผมทำคือ ปรับแต่งให้เมื่อคนค้นหาคีย์เวิร์ด A หรือ B หรือ C คนจะเห็นเว็บเพจเดียวกัน ปรากฏในผลการค้นหาของ Google

คำถามคือ ทำไมต้องทำแบบนั้น

คำตอบคือ ผมพยายามเพิ่มปริมาณคนเข้าชมเว็บเพจ (Page Views) ให้มากที่สุด เพราะปริมาณคนเข้าชม คือหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ตัดสินว่าเว็บเพจนั้นเป็นที่ต้องการของผู้ค้นหาข้อมูลหรือไม่

เพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง ด้วย วิธีการทำ SEO ของ 2 เว็บไซต์ที่มีกลยุทธ์แตกต่างกัน ซึ่งทั้ง 2 เว็บไซต์ต้องการทำอันดับใน 3 คีย์เวิร์ดที่เหมือนกัน สมมุติมีรายละเอียดดังนี้

เว็บไซต์ A ใช้กลยุทธ์ “หนึ่งเว็บเพจ หลายคีย์เวิร์ด” ทำให้เกิดผลตามรูปด้านล่าง

แต่เว็บไซต์ B ใช้กลยุทธ์ “หนึ่งเว็บเพจ หนึ่งคีย์เวิร์ด” เกิดผลลัพธ์ตามรูปด้านล่าง

จะเห็นได้ว่า เว็บเพจมุ่งหวังของเว็บไซต์ A จะมีคนเข้าชมมากกว่า เพราะคนเข้าชมของทุกคีย์เวิร์ดจะไหลไปรวมที่เว็บเพจเดียว ขณะที่เว็บไซต์ B จะกระจายออกไป

ซึ่งจากประสบการณ์ ผมพบว่า ยิ่งเว็บเพจไหนมีคนเข้าชมมากเท่าไหร่ โอกาสขึ้นหน้า 1 ยิ่งสูงเท่านั้น

3. ทำ User Signal ให้ดี

User Signal คือ ค่าที่สะท้อนประสบการณ์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ มี 3 ค่า ดังนี้

  1. Click Through Rate (CTR) คือ อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์
  2. Time On Site คือ เวลาที่คนใช้งานเว็บเพจ
  3. Bounce Rate คือ สัดส่วนของคนที่เข้ามายังหน้าใดหน้าหนึ่งของเว็บเพียงแค่หน้าเดียว แล้วไม่คลิกไปหน้าไหนต่อ (ยิ่งน้อยยิ่งดี)

โดยยิ่งทำให้เว็บไชต์เรามีค่าทั้ง 3 ข้างต้นดีเท่าไหร่ โอกาสที่จะขึ้นหน้า 1 ยิ่งมากเท่านั้น เพราะ Google มองว่า เว็บไซต์เราสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้เข้าชม สะท้อนว่าเป็นเว็บไซต์ดีมีคุณภาพ

ซึ่งจุดอ่อนอย่างหนึ่งของอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่คือ 99% ของเว็บเพจผู้ขายสินค้า มักจะมีลักษณะเป็น Template คือโครงสร้างเนื้อหาเหมือนกันหมด ไม่สามารถปรับแต่งได้แบบอิสระ

จุดนี้แหละคือข้อได้เปรียบของเรา เพราะเราสามารถใส่รายละเอียดและปรับแต่งหน้าเว็บเพจได้อย่างเต็มที่ เพื่อจะสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้ชมให้มากกว่าคู่แข่ง โดยเทคนิคการเพิ่ม User Signal ที่ผมใช้ประจำได้แก่

เขียนหัวข้อน่าสนใจและชวนคลิก

พยายามเขียนหัวข้อของเว็บเพจให้น่าสนใจและดึงดูดให้คลิกเข้าชม ซึ่งส่งผลให้ค่า CTR สูงขึ้น

โดยวิธีเขียนหัวข้อที่ดี คือ หัวข้อที่บอกว่าผู้อ่านกำลังจะได้อ่านเรื่องอะไร และให้คุณค่าอะไรแก่ผู้อ่านบ้าง เพราะเมื่อรู้ว่าดูแล้วได้ประโยชน์อะไร คนมักสนใจคลิกชมเว็บไซต์นั้น

ตัวอย่างการตั้งหัวข้อที่ดีต่อ seo

ตัวอย่างการตั้งชื่อบทความที่ดีต่อ SEO

Related Link

Related Link คือ การลิงค์ไปยังเว็บเพจที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและมีประโยชน์ต่อผู้ชม ซึ่งส่งผลให้ค่า Time On Site และ Bounce Rate ดีขึ้น

ซึ่งตัวอย่าง Related Link ที่ผมใช้ประจำคือ

  • วิดีโอ
  • บทความอื่นที่มีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับเนื้อหา

เพิ่ม Page Speed

Page Speed หรือความเร็วในการมองเห็นเนื้อหาของเว็บไซต์ คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่า User Signal เพราะหากปล่อยให้คนรอนานมากกว่าจะเห็นเนื้อหา ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะออกจากเว็บไซต์ทันที (Google พบว่า 53% ของผู้ใช้งานจะปิดเว็บบนมือถือทันที ถ้าเว็บนั้นใช้เวลาโหลดนานกว่า 3 วิ) หรือไม่เข้าดูหน้าเว็บเพจอื่นอีก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อค่า Bounce Rate และ Time On Site อย่างมาก

ดังนั้นการทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะส่งผลต่อเรื่อง SEO นั่นเอง

4. สร้าง Quality Backlink

Quality Backlink คือ Backlink ที่ได้รับมาจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและคุณภาพสูง

จากการเก็บข้อมูลแรมปี ผมพบว่า Quality Backlink คือสิ่งที่ผลต่ออันดับอย่างมีนัยยะสำคัญ หากเว็บไซต์เราได้รับ Quality Backlink อย่างต่อเนื่อง อันดับในผลการค้นหาจะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ดังรูปด้านล่าง

ผลลัพธ์ของ Backlink

โดยหลักการสร้าง Quality Backlink ที่ผมใช้มีดังนี้

คุณภาพมาก่อนปริมาณ

เนื่องด้วยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ มักมี Backlink จำนวนมหาศาล เราจึงไม่ควรแข่งเรื่องปริมาณ เพราะแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง ควรเน้นที่คุณภาพมากกว่า

เลือกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง (Relevance)

ควรติดตั้ง Backlink จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์เรา ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ผมขายชุดคลุมเบาะรถยนต์ หากได้รับ Backlink จากเว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์หรือประดับยนต์ แบบนี้ถือว่าเกี่ยวข้อง

ข้อดีของการสร้างลิงค์ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องคือ มีโอกาสสูงที่คนจะคลิกเข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเว็บไซต์เราเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ชมต้องการ

โดยจากการเก็บข้อมูลของผมพบว่า Backlink ที่ได้รับการคลิกอย่างเป็นธรรมชาตินี่แหละ คือทีเด็ด เพราะส่งผลดีต่ออันดับเป็นอย่างมาก

เลือกเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Authority)

Authority คือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ยิ่งได้ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ โอกาสที่เว็บไซต์เราจะขึ้นสู่หน้า 1 ยิ่งมากเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ ก็คือหลักการและวิธีการที่ผมใช้ทำ SEO ในคีย์เวิร์ดที่แข่งขันสูงครับ

Shifu แนะนำ
Disclaimer: เนื่องด้วย Google Algorithm มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ และวิธีการทำ SEO ของแต่ละเว็บไซต์มีข้อจำกัดแตกต่างกัน หากคุณทำตามวิธีที่ผมเสนอข้างต้นแล้ว ก็อาจจะไม่ถึงกับเอาชนะเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ได้ แต่ผมเชื่อว่าความรู้ข้างต้น จะช่วยให้ผลลัพธ์การทำ SEO ของคุณดีขึ้นไม่มากก็น้อยแน่นอน

สรุป

วิธีการทำ SEO ในคีย์เวิร์ดแข่งขันสูงของผมคือ วิเคราะห์คู่แข่งที่อยู่หน้าหนึ่ง แล้วพิจารณาว่า ประเด็นไหนจะทำให้ดีกว่าได้บ้าง

โดยจากประสบการณ์ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ขายชุดคลุมเบาะรถยนต์ ผมทำใน 4 ประเด็นดังนี้

1. เลือกคีย์เวิร์ดให้เน้นที่ Niche Longtail Keyword เพราะเป็นคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งไม่ได้ทำอันดับแบบเฉพาะเจาะจง เราจึงปรับแต่งให้ดีกว่าในแง่ “ความเกี่ยวข้อง” ได้

2. ใช้หลักการ “หนึ่งเว็บเพจ หลายคีย์เวิร์ด” เพื่อเพิ่ม Page Views ให้กับเว็บเพจมุ่งหวัง

3. ทำ User Signal ให้ดี เพราะ Google จะมองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพ ซึ่งส่งผลดีต่อเรื่อง SEO

4. สร้าง Quality Backlink เนื่องจากยิ่งมี Quality Backlink มากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่ออันดับผลการค้นหาเท่านั้น

Shifu แนะนำ
สำหรับใครที่กำลังสนใจเรียนรู้เรื่องการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับในหน้าแรกของการเสิร์ชอย่างมีคุณภาพ ผมและทีมงาน Content Shifu กำลังจะจัดคอร์สเรียนแบบสอนสด “Essential SEO Strategies” ในวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ ซึ่งเปิดรับในจำนวนจำกัด สามารถลองดูรายละเอียดคอร์สกันได้เลยครับ

Essential-SEO-Course-FBOG

ตาคุณแล้ว

ทั้งหมดข้างต้น คือเทคนิค การทำ SEO แบบของผม แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ อ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไร หรือมีวิธีการดีๆ เกี่ยวกับการทำ SEO มาแชร์กันบ้างหรือไม่ ถ้ามีก็รบกวนแชร์กันบ้างนะครับ ขอบคุณครับ

topcat
topcat

ชื่อจริง สุธี เผ้าอาจ เป็นนักเขียน นัก SEO วันยันค่ำ และเป็นนักลงทุนหุ้นแนว quantitative เจ้าของเว็บ thaitfstock.com

More From Me
  • การทำธุรกิจออนไลน์(อีคอมเมิร์ซ) ต่างจากธุรกิจออฟไลน์ ก็ตรงที่การทำการตลาด แค่นั้นเองครับ ผมขอบอก! คือธุรกิจไม่ว่าจะออนไลน์หรืออฟไลน์ จะทำยังไงให้ลูกค้ามาเจอสินค้า หรือ ร้านของเรา มันก็ต้องอาศัยสื่อหรือ การทำตลาดในช่องทางต่างๆนั้นเอง ทำยังไงคนถึงจะมาเจอเรา แล้วถึงจะมาเกิดการซื้อขายกันเกิดขึ้นนั่นเอง จะว่าแล้วขายบนออนไลน์มันง่ายไหม ก็คงบอกว่า มันก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเหมือนขายออฟไลน์ครับ เพราะมันเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายกว่า

  • >