SEO คืออะไร?

การทำเว็บไซต์เว็บไซต์หนึ่งขึ้นมานั้น แน่นอนว่าเราต้องการที่จะให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเยอะๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก มี Traffic ไหลเข้าเว็บไซต์ คือ การทำให้คนเสิร์ชเจอเว็บของเราบ่อยๆ หรือการทำ SEO นั่นเอง

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จัก SEO กันตั้งแต่ศูนย์ ไล่เรียงทุกหัวข้อหลักๆ ทุกประเด็นที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

มาเริ่มต้นกันที่  SEO หมายถึงอะไร?

SEO คือ

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง การปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับ Search Engine (อย่างเช่น Google, Bing, Yahoo หรือแม้แต่ YouTube) เพื่อทำอันดับเว็บไซต์บนหน้าเสิร์ช ยิ่งเว็บไซต์ได้อันดับดีเท่าไร ก็มีโอกาสที่คนจะเห็นเว็บไซต์และเข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้นเท่านั้น

การทำ SEO หรือการปรับแต่งเว็บไซต์นั้น หลักการหลักๆ คือ การทำให้เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้คนค้นหา ดังนั้น ความเข้าใจโดยทั่วไป จึงเป็นการทำคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องและแทรกคำค้นหรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ลงไปในคอนเทนต์ รวมทั้ง ปรับปรุงคุณภาพให้เว็บไซต์ ‘ตอบคำถาม’ ได้ตรงและเป็นประโยชน์ที่สุด

เกณฑ์การจัดอันดับเว็บไซต์ (Ranking) ของ Search Engine นั้น ก็จะคิดจากความพึงพอใจของผู้ค้นหาที่ได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งมาจากตัวชี้วัด (Metrics) หลายๆ ตัว ดังนั้น การทำ SEO ให้ได้ผลดี จึงมีหลายองค์ประกอบที่ต้องเข้าใจและทำให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น

แนะนำคอร์ส SEO เชิงกลยุทธ์

นอกจากซีรีส์บทความด้าน SEO ที่รวมเนื้อหาไว้ค่อนข้างครบแล้ว Content Shifu ยังมีคอร์สสอนทำ SEO เรียนจบใน 2 วัน สำหรับใครที่อยากเรียนอย่างเป็นกิจลักษณะ และต้องการเนื้อหาเชิงปฏิบัติอย่างลงลึก

คอร์สนี้เหมาะกับคนที่อยากเป็น SEO Specialist หรือต้องดูแลหรือตรวจงานจากทีมที่ทำ SEO ทั้งภายในและภายในค่ะ (เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับการวัดความคุ้มค่าหรือ ROI ด้วยค่ะ)

ดูรายละเอียดคอร์ส SEO

SEO สำคัญอย่างไร ทำไมเว็บไซต์ต้องทำ SEO

การทำ SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราขึ้นอันดับในหน้าค้นหา เพื่อที่ผู้คนจะได้มีโอกาสเห็นเว็บไซต์และเข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น ซึ่งมีที่มาที่ไปจากพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้คนในปัจจุบัน

3.5 Bn

ทุกวันนี้ ผู้คนพึ่งพาการเสิร์ช Google มากกว่าวันละ 3.5 พันล้านครั้ง หรือกว่า 40,000 ครั้งต่อวินาที (Internetlivestats, 2020)

90%

กว่า 90% ของผู้บริโภคที่ใช้อินเทอร์เน็ต จะยังไม่ติดสินใจซื้อหรือทำอะไรกับแบรนด์หากยังไม่ได้เสิร์ช
(Status Labs, 2018)

14.6%

การทำ SEO ให้อัตราผลลัพธ์ (Conversion rate) สูงถึง 14.6% ในขณะที่การตลาดแบบดั่งเดิมให้ผลลัพธ์เพียง 1.7% (serpwatch, 2020)

จากสถิติข้างต้น จะเห็นได้ว่า ผู้คนพึ่งพาการเสิร์ชมากแค่ไหน และการรีเสิร์ชบน Search Engine ส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากเพียงไร 

ยกตัวอย่างง่ายๆ จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเสิร์ชหาสถานที่ ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว เสิร์ชหาข้อมูลความรู้ต่างๆ เสิร์ชหาสิ่งบันเทิง หรือคอนเทนต์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาของเรา

ส่วนสาเหตุที่แต่ละเว็บไซต์มุ่งทำ SEO ทำอันดับแข่งขันกันในหน้าเสิร์ชก็เพราะว่า ผลลัพธ์ที่เว็บไซต์ในแต่ละอันดับได้นั้นแตกต่างกันมาก

ผลลัพธ์ SEO
ที่มา: backlinko.com

จากข้อมูลอัตราการคลิก (CTR: Click Through Rate) บน Google จาก Backlinko ข้างต้น จะเห็นได้ว่า เว็บไซต์อันดับหนึ่งนั้นมีคนคลิกเข้าไปเยี่ยมชมสูงโดดจากอันดับอื่นๆ ซึ่งวัดได้ 31.7% ส่วนเว็บไซต์อันดับอื่นๆ ที่มีคนเข้าเยี่ยมชมหนาแน่นจะอยู่ที่อันดับที่ 1 – 10 และ 95% ของผู้ที่ค้นหาทั้งหมดจะคลิกเข้าชมเว็บไซต์ที่ปรากฏในหน้าแรก 

นั่นทำให้ ‘อันดับ’ หรือ Rank ของเว็บไซต์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่คนจะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือมาเห็นหน้าร้าน ธุรกิจและแบรนด์จึงต้องทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกหรือหน้าแรกของ Google ให้ได้

SEO & Marketing: การทำ SEO ให้ผลลัพธ์อย่างไรกับการทำการตลาด 

จริงๆ แล้วการทำ SEO ของธุรกิจ หมายถึง การทำการตลาดบนหน้าเสิร์ชหรือ Search Marketing ซึ่งมีคำจำกัดความที่ตรงกว่า คือ SEM (Search Engine Marketing) 

SEM ถือเป็นรูปแบบการทำการตลาดใดๆ ก็ตามบนหน้าเสิร์ช ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าคำว่า SEO ที่เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์เท่านั้น แต่โดยเป้าหมายหลักแล้ว ก็เพื่อให้เว็บไซต์ไปปรากฏบนหน้าค้นหาของ Google เพราะถือว่า เว็บไซต์เป็นปากกรวยที่จะนำผู้คนเข้ามาสู่กระบวนการซื้อ-ขาย (Sales Funnel) ซึ่งจะนำไปสู่การขายและผลลัพธ์ทางธุรกิจในที่สุด

ทั้งนี้ SEM และ SEO เป็นคำที่มักจะใช้ในความหมายที่แยกออกจากกัน กล่าวคือ 

  • SEM มักถูกใช้ในความหมายของการซื้อโฆษณาบนหน้าเสิร์ช (Search Ad) หรือเรียกว่า “Paid Search / PPC”
  • SEO จะเข้าใจกันว่าเป็นการทำอันดับเว็บไซต์ด้วยการปรับแต่งเว็บไซต์โดยไม่เสียเงินค่าโฆษณาหรือให้ได้ “Organic Search”

Paid Search หมายถึง การที่เราจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาของ Search Engine อย่าง Google ซึ่งอาจหมายถึงการซื้ออันดับบนหน้าเสิร์ช ซึ่งจะอยู่สูงกว่าเว็บไซต์อันดับแรกที่เป็น Organic Search และมีเครื่องหมาย “Ad” อยู่หน้า URL เว็บไซต์ เพื่อแสดงว่าเป็นเว็บไซต์ที่จ่ายเงินให้กับ Search Engine

โดยข้อดีของ Paid Search นั้น ก็คือ เว็บไซต์ของเราสามารถไปปรากฏในตำแหน่งที่คนจะเห็นได้มากได้ทันที แต่ก็มาพร้อมงบประมาณในการประมูลพื้นที่ (Bidding) ซึ่งอาจคำนวณจากจำนวนครั้งที่มีคนเห็นชื่อเว็บไซต์ จำนวนคลิก หรือตัวชี้วัดอื่นๆ เป็นต้น และข้อเสียของการซื้อโฆษณาก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณเช่นกัน เมื่อไม่ลงเงินเพิ่ม เว็บไซต์ก็จะหายไปจากอันดับหรือหน้าเสิร์ช

Organic Search นั้นก็คือเว็บไซต์ที่ปรากฏบนหน้าเสิร์ชและทำอันดับด้วยการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตอบโจทย์คนค้นหาหรือการทำ SEO ซึ่งมีความยากมากกว่าการซื้อโฆษณาที่เสียเงิน เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการจัดอันดับ เช่น Keyword โครงสร้างเว็บไซต์ การปรับปรุงหน้าเพจ การสร้าง Backlink ฯลฯ (เราจะไปทำความรู้จักกันใน Chapter อื่นๆ ต่อไป) อีกทั้ง ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการสะสมความน่าเชื่อถือและไต่อันดับด้วย

จุดแข็งของการทำ SEO และสร้าง Organic Search นั้นจะสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า (เพราะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ) และน่าพึ่งพอใจกว่า เพราะในสายตาคนทั่วไป Organic Search จะน่าเชื่อถือ น่าคลิกมากกว่า สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่า 70 – 80% ของคนที่ค้นหา (Searchers) จะไม่สนใจ Search Ad (Highervisibility, 2019)

ประโยชน์ของ SEO
นักการตลาดตอบว่า การทำ SEO หรือ Organic Search ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ที่มา databox.com

อย่างไรก็ตาม นักการตลาดหรือคนดูแลเว็บไซต์อาจใช้ Search Ad หรือ Organic Search ร่วมกันได้หรือใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นคนละจุดประสงค์ เช่น ใช้ Search Ad เพื่อเร่งดึงดูด Traffic เขามาหน้าเว็บให้ภาพรวมการทำ SEO ได้ผลเร็วขึ้น หรือใช้ Search Ad โปรโมตหน้าเว็บที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ในทันที่ อย่างหน้าสินค้าหรืออีเวนต์ ในขณะที่ SEO อาจเป็นแผนการทำเว็บไซต์และคอนเทนต์ในระยะยาว เพื่อหวังผลที่ยั่งยืน 

ประโยชน์ของการทำ SEO ต่อการทำเว็บไซต์และการทำการตลาด

นอกจากความสำคัญของการทำ SEO ที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว จริงๆ SEO ยังมีประโยชน์ต่อเว็บไซต์และธูรกิจ/แบรนด์อีกหลายประการ ซึ่งอาจสรุปคร่าวๆ ให้คุณเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น ดังนี้

  1. ช่วยให้ธุรกิจหรือแบรนด์เป็นที่รู้จัก (Brand Awareness) ตลอดจนสินค้าและบริการ
  2. ช่วยเพิ่มจำนวนเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Website Traffic) ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
  3. ช่วยให้แบรนด์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย (Visitor Targeting) ที่ตรงกับสินค้า/บริการ หรือคอนเทนต์ของเว็บไซต์ได้ด้วยการเลือกใช้ Keyword
  4. ช่วยเพิ่มอัตราผลลัพธ์มุ่งหวัง (Conversion Rate) ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ยอดกรอกฟอร์ม ยอดสมัครติดตาม ฯลฯ เพราะกลุ่มที่ค้นหามีความสนใจหรือความต้องการอยู่แล้ว (Quality Traffic)
  5. ช่วยประหยัดงบการตลาดและงบโฆษณา (Save Money) เพราะต้นทุนต่ำกว่าการทำการตลาดกลยุทธ์อื่นๆ มาก
  6. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ (Authority) ให้กับแบรนด์ พร้อมช่วยให้แบรนด์ดูมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำมากขึ้น
  7. ช่วยให้แบรนด์หรือธุรกิจเติบโต (Business Growth) มีกำไรมากขึ้นจากผลลัพธ์ที่สูงขึ้นและค่าใช้จ่ายลดต่ำลง

New call-to-action

Google SEO หลักการทำงานของ Search Engine 

Google Search Engine ทำงานอย่างไร

Google ที่เรารู้จักกัน อาจเรียกง่ายๆ ว่า “โปรแกรมสืบค้น” โดยหน้าที่ของ Google หรือ Search Engine เจ้าอื่นๆ ก็มีหน้าที่เหมือนกัน คือ จะคอยหาหน้าเว็บหรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้อง ตรงกับสิ่งที่มีคนค้นหาเข้ามา (เราเรียกว่า “Search Query”) 

และเพื่อที่ Search Engine จะทำหน้าที่ได้เช่นนั้น ก็มีกระบวนการเบื้องหลังเพื่อส่งมอบเนื้อหาหรือ ‘คำตอบ’ ที่น่าพึ่งพอใจให้กับเรา สรุปได้ 3 ขั้นตอนด้วยกัน

  1. การสืบค้นข้อมูลเว็บไซต์ (Crawling)
  2. การจัดทำดัชนี (Indexing)
  3. การจัดอันดับ (Ranking) และแสดงผล (Results)
กระบวนการ Search Engine
ที่มารูปภาพ: mangools.com

1. การเก็บข้อมูลเว็บไซต์ (Crawling)

เมื่อเราค้นหาเรื่องใดๆ ก็ตามบน Search bar ก่อนที่ Google หรือ Search Engine จะนำข้อมูลมาแสดงให้เรา ตัว Bot ของ Search Engine ก็ต้องดำเนินการค้นหาข้อมูลต่างๆ มาก่อนเช่นกัน ซึ่งเราเรียกว่าการ ‘Crawl’ โดย Bot หรือ Algorithm ของ Google เรียกกว่า “Spider” 

Crawler หรือ Spider นั้น จะมีหน้าที่คลานไปตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีในระบบเพื่อค้นหาคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งตัวหนังสือ คลิปวิดีโอ รูปภาพ ไฟล์ PDF หรืออื่นๆ ซึ่งเจ้าแมงมุมของ Google จะเข้าไปเก็บข้อมูลจากที่ประกอบอยู่ในโค้ด (Code) และลิงก์ (Link) เช่น Keyword, Meta Tag, URLs เป็นต้น

2. การจัดทำดัชนี (Indexing)

หลังจากการ Crawl หาข้อมูลแล้ว Google ก็จะจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์หน้าต่างๆ และจัดการทำดัชนี้ โดยเมื่อเว็บไซต์ไหนที่ถูกทำดัชนี (Indexing) แล้ว รายชื่อเว็บไซต์หรือ URLs ของเว็บเพจก็จะเข้าไปอยู่ในบัญชี คล้ายๆ กับนามานุกรมหรือสมุดปกเหลืองที่รวบรวมรายชื่อ/ที่อยู่ต่างๆ ไว้ 

เพียงแต่ว่า Google เป็นสมุดเล่มใหญ่ที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาล และมีระบบบรรณารักษ์ที่คอยหาข้อมูลที่เราน่าจะต้องการมาให้เลือกแบบสบายๆ

3. การจัดอันดับ (Ranking) และแสดงผล (Results)

เพื่อที่จะนำเสนอเนื้อหาที่น่าจะตอบคำถามของเราได้ Google จึงต้องจัดอันดับเว็บเพจที่มีเนื้อหาคุณภาพและเกี่ยวข้องกับ Query หรือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดขึ้นมาแสดงผลอยู่ในอันดับต้นๆ โดยปัจจัยในการให้จัดอันดับเว็บไซต์ (Ranking Factors) ก็มาจากหลายส่วนด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม โดยคอนเซปต์ก็คือการทำ SEO ซึ่งปรับใช้กับ Search Engine เจ้าอื่นได้ด้วย และการทำ SEO ก็มีหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ หากต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับและดึงดูดคนเข้ามายังเว็บไซต์

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาอันดับเว็บไซต์ของ Google

Google มี “หลักเกณฑ์” การจัดอันดับอย่างไร?

คงเป็นคำถามที่ตามมาติดๆ หลังจากที่เรารู้จักการทำงานของ Google กันไปแล้ว ซึ่งหากเราเข้าใจเรื่องนี้ดี เราก็จะแค่ปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ให้มากกว่าเว็บคู่แข่งเท่านั้น เราก็จะสามารถทำอันดับได้ดีกว่าเขา

ซึ่ง “หลักเกณฑ์” การจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google นั้น ก็เกี่ยวข้องกับ “พันธกิจ” หรือเป้าหมายการดำเนินงานของ Google 

Larry Page หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Google เคยกล่าวว่า สิ่งที่ Google ทำคือ

Understands exactly what you mean and gives you back exactly what you want.

– Larry Page

พูดง่ายๆ Google จะหาเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลที่เราต้องการและต้องเป็นเว็บคุณภาพด้วย (เพราะมนุษย์เราต้องการของหรือสินค้าคุณภาพ จริงไหม?) ซึ่งพันธกิจดังกล่าว ก็เป็นแก่นของหลักเกณฑ์ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google

โดยหลักเกณฑ์ที่ Google ใช้พิจารณาอันดับของเว็บไซต์ มีดังนี้

  1. Usability – เป็นเว็บไซต์ที่อ่านง่าย ค้นหาข้อมูลสะดวก
  2. Relevance – เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ ข้อมูลมีประโยชน์และแก้ปัญหาได้
  3. Authority – มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แหล่งซ่องสุมไวรัสหรือโทรจัน

โดยหลักเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้ ก็จะแตกย่อยรายละเอียดออกไปเป็นปัจจัยย่อยๆ หลายร้อยข้อที่ Google ใช้ในการพิจารณาจัดอันดับเว็บ (และที่เราต้องปรับแต่งทำ SEO กัน)

การทำ Google SEO (Google Search Engine Optimization)

Google ได้ออก Webmaster Guidelines โดยที่เราไม่ต้องเดาให้ยากว่าต้องทำอะไร ซึ่งสิ่งที่ควรทำ ควรปรับปรุงเว็บไซต์กับ Guideline ข้องต้น จะช่วยให้ Google “find, index, rank” “ค้นหา จัดทำดัชนี และจัดอันดับ” เว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น และเป็นไปตามหลักการจัดอันดับของ Google

คัดเลือกและสรุปสาระสำคัญๆ มาง่ายๆ ก่อน ดังนี้

Basic Principles หลักการทำ Google SEO

  • ทำคอนเทนต์และออกแบบเว็บเพจสำหรับผู้ใช้งาน (User) เป็นหลัก ไม่ใช่เอาใจ Search Engine
  • ไม่ทำคอนเทนต์หรือเว็บเพจที่หลอกลวงผู้ใช้งาน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ทริคที่จะช่วยเพิ่มอันดับโดยที่ไม่สนใจผู้ใช้งาน ให้ถามตัวเองว่า หากไม่มี Search Engine เรายังจะทำหรือใช้ทริคอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า
  • พยายามทำให้เว็บไซต์ให้โดดเด่น มอบประโยชน์และคุณค่า และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน

เรื่องทั่วไปที่ควรระวังและหลีกเลี่ยง

  • ใช้โปรแกรมสร้างคอนเทนต์/บทความที่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน 
  • สร้าง Backlink หรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อหวังผล Ranking ซึ่งเป็นการทำ SEO ที่ไม่มอบประโยชน์ใดๆ กับผู้ใช้งาน
  • ไม่ใช้คอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นใหม่ (Original Content) หรือเป็นคอนเทนต์ที่คัดลอกมา (Duplicate Content)
  • Index ให้ Search Engine เห็นเว็บเพจที่แตกต่างไปจากที่ผู้ใช้งานเห็น
  • มี Hidden text หรือ Hidden link ที่ผู้ใช้งานไม่เห็น แต่ทำขึ้นเพื่อหวังผล Ranking เช่น ตัวอักษรสีเดียวกับพื้น ซ่อนลิงก์ไว้ในเครื่องมือเล็กๆ เช่น จุด ลูกน้ำ เป็นต้น
  • เป็น Doorway pages หรือหน้าเพจที่รวมลิงก์หน้าเพจอื่นๆ ในหน้าเสิร์ชไว้อีกที เพื่อหวังผล Ranking เท่านั้น ซึ่งไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม โดยคอนเซปต์ก็คือการทำ SEO ซึ่งปรับใช้กับ Search Engine เจ้าอื่นได้ด้วย และการทำ SEO ก็มีหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ หากต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับและดึงดูดคนเข้ามายังเว็บไซต์

เริ่มต้นทำ SEO ต้องรู้อะไรบ้าง

จะเริ่มต้นทำ SEO ให้สามารถทำอันดับ Ranking ที่ดีได้ มีปัจจัยในหลายด้านที่ต้องเรียนรู้และปรับแต่งเว็บไซต์ให้ดีกับผู้ใช้งานและ Search Engine

หัวข้อต่อไปนี้ คือ เรื่องที่เราอยากจะชวนคุณศึกษาต่อในบทถัดไป 

1. Keyword Research

คำค้นหรือคีย์เวิร์ด (Keyword) เป็นคำที่ผู้คนใช้เสิร์ชเข้ามาบน Search Engine การทำ Keyword Research จะช่วยให้เว็บไซต์รู้ว่าผู้คนต้องการค้นคว้าสิ่งใด และเว็บไซต์จะผลิตเนื้อหาเว็บไซต์อย่างไรเพื่อดึงดูดและตอบโจทย์ผู้คน เรียก Traffic เข้าเว็บไซต์ได้

2. Site Structure

แผนผังเว็บไซต์หรือโครงสร้างเว็บไซต์เป็นอีกเรื่องทางเทคนิคเว็บที่ส่งผลต่อ SEO กล่าวคือ ความซับซ้อนของโครงสร้างเว็บไซต์ส่งผลต่อความยาก-ง่ายในการทำงานของ Spider หรือ Crawler ของ Search Engine …แล้วเว็บไซต์แบบไหนที่จะดีต่อ Search Engine?

3. On-page SEO 

ว่าด้วยเรื่องการปรับแต่งเว็บไซต์บนหน้าเว็บเพจ เพื่อให้ทำให้เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับ Query หรือสิ่งที่ผู้คนค้นหาเข้ามา ซึ่งประกอบไปด้วยหลากหลายปัจจัย เช่น Keyword เนื้อหาบนเว็บเพจ รูปภาพ สื่ออื่นๆ Meta Tag ฯลฯ ตลอดจนการมอบคุณค่าและประโยชน์ให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม (Website Visitors) 

4. SEO Writing Techniques 

คอนเทนต์บนเว็บไซต์ คือ หัวใจหลักที่ทำให้ผู้คนเข้ามายังเว็บไซต์เพื่อหาคำตอบจากสิ่งที่พวกเขาสงสัย การเขียนคอนเทนต์ที่ดีต่อ SEO จึงต้องมีคุณภาพ ให้ประโยชน์กับผู้อ่านหรือผู้เสพได้ พร้อมต้องอาศัยหลักการเขียนเชิงเทคนิคเพื่อนำพาคอนเทนต์ก้าวสู่หน้าแรกๆ ของ Seach Engine 

5. Link Building 

Link Building เป็นวิธีการทำ SEO นอกเว็บไซต์ของเรา หมายถึง การทำที่เว็บไซต์อื่นๆ ส่งลิงก์ (Backlink) มาให้เว็บไซต์ของเรา เราลิงก์กลับไปยังเว็บไซต์อื่น หรือเราลิงก์เว็บเพจภายในเว็บไซต์ของเราเอง (Internal link) เป็นอีกองค์ประกอบที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานค้นคว้าข้อมูลได้ลึกขึ้น และ Search Bot เห็นความเกี่ยวข้องของเนื้อหาในแต่ละเว็บเพจ ช่วยให้จัดอันดับเนื้อหามาแสดงผลให้ผู้ค้นหาได้ดีขึ้น

แนะนำคอร์สเรียน SEO เชิงกลยุทธ์

หากคุณต้องการศึกษาการทำ SEO อย่างจริงจัง มีประสบการณ์ทำ SEO มาบ้าง แต่คิดว่ายังมีจุดที่พลาดอยู่ ทำให้ผลลัพธ์ไม่ดีอย่างหวัง คอร์สนี้จะพาคุณเก็บทุกองค์ประกอบที่สำคัญ พร้อมทั้งเทคนิค Case Study จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่วิทยากรคัดมาให้

คอร์สนี้เหมาะกับคุณ ศึกษารายละเอียดคอร์สเพิ่มเติม 👈

อ่านต่อ