เมื่อย้อนกลับไปดูเทรนด์ Digital Marketing ในปีก่อนๆ ประเด็นที่เราหยิบยกมาพูดถึงมักจะเป็นเทคโนโลยีหรือฟีเจอร์ใหม่ๆ กลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ ให้เราเลือกใช้ ใครอัปเดตอะไร เราอัปเดตหรือยัง 

แต่พอมาติดตามเทรนด์ของปีนี้ หลายประเด็นที่พูดถึงกันต่างระดับไปกว่านั้น

หลายเทรนด์ในปีนี้ค่อนข้างท้าทายและเรียกร้องให้เราปรับเปลี่ยนใช่ไม่แค่วิธีการ แต่รวมไปทั้งวิธีคิดและเป้าในการทำการตลาด 

9 ประเด็นที่ผมคัดมา คือ ประเด็นที่ถูกพูดถึงและให้ความสำคัญมากๆ ในช่วงปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ ทั้งจากที่ผมได้มีโอกาสไปฟังนักการตลาดและนักธุรกิจตามอีเวนต์และการรีเสิร์ชด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ก็มีบางเรื่องที่ Content Shifu เจอกับตัว และพบ Insight จาก Thailand’s Inbound Marketing Report ที่เราจัดทำขึ้นด้วย

เทรนด์ Digital Marketing ปี 2020 จะมีประเด็นอะไรบ้าง มาอัปเดตกันเลยครับ

ยาวไปอยากเลือกอ่าน

1. MarTech เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจและใช้งานอย่างจริงจัง [นักการตลาดไทยเองก็เริ่มตื่นตัวแล้ว] 

ถึงแม้คำว่า MarTech (Marketing Technology) จะดูเป็นคำใหญ่ๆ บางคนอาจนึกไกลไปว่าเป็นเทคโนโลยีล้ำๆ ที่อาจจะเข้าใจยาก แต่จริงๆ แล้ว MarTech เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพราะมันคือเครื่องมืออะไรก็ได้ที่ช่วยในการทำการตลาด เช่น Google Ads, Facebook Ads, พวก CMS อย่าง WordPress, หรือโปรแกรมดีไซน์อย่าง Canva ก็ถือเป็น MarTech เช่นกัน

MarTech เทรนด์ Digital Marketing ปี 2020 นี้
ตัวอย่าง MarTech ที่แบ่งออกตามฟังก์ชันการใช้งานอย่างง่ายๆ (จริงๆ แล้ว MarTech ในปี 2019 มีมากกว่า 7,000+ เครื่องมือ)

ที่มารูปภาพ smartinsights.com

เมื่อ MarTech เป็นอะไรก็ได้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้มีความสำคัญขึ้นมา?

การที่ธุรกิจธุรกิจหนึ่งในปีนี้จะมีกำลังแข่งขันกับธุรกิจเจ้าอื่นๆ ได้ นั้น จำเป็นต้องยืมพลังจากเทคโนโลยีและใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีที่เหนือกว่ามนุษย์มาขยายขีดจำกัด โดยความสำคัญของ MarTech นั้น แทรกซึมและถูกใช้อยู่ในทุกๆ Sales Funnel หรือ Customer Journey 

โดยบทบาทสำคัญของ MarTech* นั้น ก็จะเข้ามาช่วย…

  • Engage หรือปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ตั้งแต่กระบวนการสร้างสร้างสรรค์คอนเทนต์ อย่างทำการโฆษณา การเผยแพร่ การติดต่อสื่อสาร เครื่องมือทำเว็บไซต์และ Plug-in ต่างๆ เป็นต้น
  • Tracking & Measurement คือ ฮีโร่ของการใช้ MarTech ช่วยให้ธุรกิจติดตามข้อมูล จัดการข้อมูล และวัดผลลัพธ์ต่างๆ อย่างที่รู้กัน “Data is the New Oil” ข้อมูลคือทรัพยากรที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจ และข้อมูลเหล่านั้นก็ต้องสามารถถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้ เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยตรงนี้
  • Maximize ROI (Return of Investment) คือ การเพิ่มผลกำไรหรือความคุ้มค่าในการลงทุน จากการที่ใช้ MarTech เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน มีข้อมูลและการวัดผลอย่างเป็นระบบก็ช่วยให้ธุรกิจดำเนินกิจกรรมการตลาดได้ฉลาดมากขึ้น สามารถปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้

(*อ้างอิงเนื้อหาจากคุณ Dilip Mistry – Partner, McKinsey​ & Company ในงาน Marketing Oops! Summit 2020)

บทบาทสำคัญทั้ง 3 ข้อนั้น จะทำงานไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ การที่เราจะ Engage กับผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจเกิดจากการที่เราติดตามและมีฐานข้อมูลเพียงพอที่จะรู้จัก User และนำไปสู่การเพิ่มผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการหรือ ROI 

กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะใช้ MarTech ในปัจจุบันนั้น แตกต่างไปจากอดีตที่เราใช้เครื่องมือเพื่อทำอะไรอย่างไรอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้ MarTech ที่จะใช้กัน มีความเป็นระบบมากขึ้น ทำได้หลายอย่าง สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ได้ และ MarTech จะไม่ได้แค่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนเท่านั้น แต่คือ ‘ความจำเป็น’ ที่ธุรกิจต้องมี

2. สถานการณ์ Data ตื่นตัวทั้งภาคธุรกิจและฟากผู้ใช้งาน 

ไม่ใช่ว่าเรื่อง Data ถูกยกเป็นหนึ่งในเทรนด์ Digital Marketing ครั้งแรก …เพียงแต่ว่า องค์ความรู้ ความเข้าใจ และกรณีศึกษายังไม่เทียบเท่าทุกวันนี้ ฝุ่นตลบที่คลุ้งจากการตื่นตัว ปีนี้เริ่มซาลง เห็นทิศทางมากขึ้น

ธุรกิจปรับตัวเป็นองค์กร Data-driven วางระบบและใช้ข้อมูลอย่างจริงจัง

ต่อเนื่องจากหัวข้อ MarTech ธุรกิจไทยเริ่มจัดเก็บและใช้ข้อมูลอย่างจริงจังด้วยการใช้ระบบ CRM (Customer Relationship Management) มากขึ้น โดย CRM นั้น ทำหน้าที่ตั้งแต่เก็บข้อมูลได้ทั้งจากฟอร์มที่ให้ผู้ใช้งาน/ลูกค้ากรอก ติดตามกิจกรรมและพฤติกรรมผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ รวมถึง การติดตามกิจกรรมการขายด้วย Sales pipeline management โดยที่ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ที่เดียว

ธุรกิจจะใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นแกนหลักในการวางแผนการตลาดและยกระดับบริการหรือส่งมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้าในทุกๆ ขั้นของการตัดสินใจ นำมาหาข้อมูลเชิงลึกและความชอบ (Insight & Preference) ของลูกค้าต่อยอดเป็นการทำ Personalization และการทำการตลาดแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

Next Steps for Business: ก้าวต่อไปของการใช้ Data ในภาคธุรกิจ

ขอเกริ่นก่อนว่า ระบบ CRM ที่ใช้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้ Data มาทำการตลาดอย่างจริงจังเท่านั้น และแม้จะมีการจัดการและใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบมากขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้ก็เป็นเพียง First-party data (ข้อมูลที่ธุรกิจเก็บเอง) เท่านั้น ยังมีข้อมูลอื่นๆ อีกมากที่ยังไม่ได้ถูกจัดการและนำมาใช้ประโยชน์ ทิศทางที่ธุรกิจจะเดินต่อไป จะว่าด้วยเรื่องเหล่านี้

  • Data science & analysis คือ ทักษะแห่งยุคที่จะขาดไม่ได้ อย่างน้อยๆ เราต้องเข้าใจวิธีการเก็บ การวิเคราะห์ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ทั้งนี้ อาชีพ Data Scientist และ Data Analyst ก็เป็นที่ต้องการของตลาดทุกวันนี้มากๆ
  • DMP (Data Management Platform) & CDP (Customer Management PLatform) คือ เครื่องมือชิ้นต่อไปที่จะมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาล รวมทั้ง รวมข้อมูลจากทั้ง 1st, 2nd & 3rd party ไว้ด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพลูกค้าได้อย่างรอบด้าน (360-degree customer view)   
  • Big Data, AI (Artificial Intelligence), ML (Machine Learning) จะถูกนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมและทุกระดับมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็น Tech Company หรือ Enterprise เท่านั้น เพราะจะมีบริการด้านนี้ออกมาให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายๆ แล้ว ทั้ง AI และ ML ก็จะเข้ามาช่วยเราเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคและช่วยตัดสินใจปรับกลยุทธ์หรือ Optimize คอนเทนต์ให้เหมาะกับพวกเขามากขึ้นแบบ Real-time

“Data is Available” มีข้อมูลให้ใช้แล้ว แล้วเรื่อง Privacy ล่ะ

สำหรับปีนี้ ในฝั่งผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคก็ตื่นตัวด้านข้อมูลเช่นเดียวกัน โดยผู้ใช้งานอ่อนไหวกับประเด็นความเป็นส่วนตัว (Data privacy) มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความความรู้ความเข้าใจ

“Data is available” หมายถึง ข้อมูลต่างๆ บนโลกออนไลน์นั้น ธุรกิจ/แบรนด์สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ทั้ง Digital footprint จากการกระทำบนโลกออนไลน์ที่ถูกติดตามหรือข้อมูลที่กรอกเข้ามา และเมื่อมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้อย่างจริงจัง ตอนนี้ ก็มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA (Personal Data Protection Act) (บังคับใช้ 28 พ.ค. 2563) ซึ่งธุรกิจต้องศึกษาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ดี ในแง่ของผู้ใช้งานก็ยังต้องการรู้สึกว่าธุรกิจเคารพความเป็นส่วนตัวและรักษาข้อมูลส่วนตัวของพวกเขา ธุรกิจควรแจ้งอย่างตรงไปตรงมาว่า จะใช้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อะไร ทั้งนี้ ข้อมูลที่เก็บมาควรจะนำมาใช้เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับผู้ใช้งาน

3. Ad ได้รับความนิยมน้อยลง การทำการตลาดบน Social Media เองก็ยากขึ้น

ปัญหาในการทำ Ad ในปีนี้ หลักๆ มีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน

  • คอนเทนต์เยอะ คอนเทนต์ล้น คนเริ่มเบื่อหน่าย การที่ผู้บริโภคต้องการเห็นแต่สิ่งที่ตัวเองสนใจมากขึ้น หรือ Personalized content โฆษณาที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับพวกเขา อาจไม่ได้รับความสนใจ
  • ค่า Bidding มีแนวโน้มแพงขึ้นๆ และการแข่งขันสูง รูปแบบการทำโฆษณาที่เจาะจงเป้าหมายได้ เช่น Facebook Ads หรือโฆษณา Search Ad อย่างของ Google คือ สิ่งที่ยังได้ผลดีอยู่ เพราะเจาะจงตามความสนใจ แต่นั่นก็ทำให้ Ad ประเภทนี้มีปริมาณมากขึ้น ค่าโฆษณาและค่า Bidding ก็สูงขึ้น ขณะที่ Performance อาจลดลง

ดังนั้น เรื่องที่ต้องพิจารณาหากจะทำโฆษณา คือ 1) โฆษณาจะต้องสร้างสรรค์ขึ้นและต้องมีกลยุทธ์ที่ทำให้คนอยากติดตามหรืออยาก Engage มากขึ้น และ 2) โฆษณาจะต้องมีความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับ Audience มากที่สุด ซึ่งการใช้ Data คือ หัวใจสำคัญ 

Shifu แนะนำ

การทำโฆษณาในทุกวันนี้ ก็อยู่ในรูปแบบของ Data-driven เช่นเดียวกัน

แม้จะเป็นในลักษณะ Mass media อย่าง โฆษณาทีวีหรือ Billboard ความคิดสร้างสรรค์ก็จะถูกวัดเป็น Performance ด้วยการทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองของระบบประสาท เพื่อดูว่าคนที่เห็นโฆษณามีความรู้สึกร่วมหรือจดจำโฆษณาได้มากน้อยเพียงไร

เราเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า “Neuromarketing” (Neuroscience + Marketing)

นอกจากนี้ การทำการตลาดบน Social Media ก็มีอะไรให้ต้องคิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Audience เริ่มแยกตัวออกไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ ตามความสนใจและ Life style เช่น Tiktok ที่มาแรงมากๆ ในปีนี้ มี Audience หลักเป็นกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z หรืออย่างกรณี Facebook ลด Organic Reach ของเพจลง และให้ความสำคัญกับ ‘คอนเทนต์คุณภาพ’ มากขึ้น โพสต์จำพวกขายของก็จะได้รับ Reach น้อยลง หรืออย่าง Instragram ก็เริ่มทดลองซ่อนไลก์เหมือน Facebook แล้ว

4. Chat Marketing มาแน่ แต่ Broadcasting มีแนวโน้มแพงขึ้น

ข้อดีสำคัญของ Chat Marketing นั่นคือ การให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า แบรนด์และลูกค้าใกล้ชิดกันมากขึ้น ธุรกิจสามารถทำ Auto Reply เมื่อลูกค้าติดต่อเข้ามาได้ 24 ชั่วโมง หรือทำและ Broadcast ข้อความแบบ Personalized เป็นต้น จึงไม่แปลกที่จะเป็นอีกเทรนด์ Digital Marketing ที่มาแรง

ทั้งนี้ ราคาค่า Broadcast เองก็ปรับตัวแพงขึ้นแล้ว เช่น กรณีของ LINE ปรับราคา Broadcasting จากที่เคยคิดเป็นแพจเกจเหมาๆ ก็ปรับมาคิดราคาตามจำนวนข้อความ หรือกรณีของ Facebook จากแต่ก่อนเคยให้ Third party อย่าง ManyChat เข้ามาทำระบบ Messaging โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย มาตอนนี้ก็ Facebook เปลี่ยนนโยบายให้เราต้องซื้อ Sponsor Message แล้ว 

นอกจากนี้ หลายๆ แพลตฟอร์มก็เริ่มปรับตัวทำ Conversational Commerce สอดคล้องกับการทำ Chat Marketing เช่น LINE หรือ Facebook เองก็สามารถผูกบัญชีกับธนาคารเพื่อซื้อขายผ่านแชทได้เลย ซึ่งวิธีการนี้ก็น่าจะเหมาะกับวัฒนธรรมการซื้อขายของผู้บริโภคไทยที่ต้องการสอบถามข้อมูลก่อน อาจมีต่อราคาบ้าง เมื่อซื้อของง่ายขึ้น ยอดปิดการขายก็พุ่ง

5. การตลาดเจาะจงเฉพาะกลุ่มหรือ Community มากขึ้น สอดคล้องกับกระแส Micro-Influencer 

ในฝั่งของ Social Media Platform อย่าง Facebook เอง ต้องการให้ผู้ใช้แพลตฟอร์มพูดคุยและปฏิสัมพันธ์กันเองมากกว่าเป็น Brand to customer จึงไม่แปลกที่ลด Reach ของเพจลง เพื่อให้บนฟีดและแจ้งเตือนของผู้ใช้งานเป็นเรื่องที่เขาอยากจะปฏิสัมพันธ์ด้วยจริงๆ Facebook จึงให้ความสำคัญกับ Group มากขึ้น 

ส่วนในด้านของผู้ใช้งาน พื้นที่อย่าง Facebook Group นั้น ค่อนข้างเป็นกันเอง เอื้อให้โพสต์และถามตอบช่วยเหลือกันได้ง่ายกว่า เพราะเป็นสังคมหรือ Community ที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน คนให้ความเชื่อถือและ Engagement ก็ดีกว่า ปีนี้แบรนด์จะต้องโฟกัส Facebook Group มากขึ้น (อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องคงลักษณะของ Community ที่ทุกคนอยากแชร์ ไม่ใช่ใช้เพื่อทำการตลาดอย่างจริงจัง)

สอดคล้องกับการทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม เทรนด์ Influencer marketing ฉายสปอตไลต์มากที่ Micro-Influencer เพราะพวกเขาคือคนที่กลุ่มสังคมนั้นๆ เชื่อถือหรือให้ความสนใจ เราจะเริ่มเห็นแบรนด์ทำงานกับ Influencer ประเภทนี้มากขึ้นกว่าทำงานร่วมกับ Celebity หรือ Macro-Influencer (เพราะสิ่งที่คนสนใจอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือแบรนด์เลย แต่เป็นบุคคล) โดย Micro-Influencer ก็จะมีความเฉพาะด้านตามความสนใจของแต่ละกลุ่มสังคม เช่น Influencer ด้าน Digital marketing ด้านการเงิน ด้านเทคโนโลยี ด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น

ทั้งนี้ ในงาน Thailand Zocial Award 2020 Social Media แพลตฟอร์มต่างๆ ในไทยก็ออกมาแชร์กลยุทธ์ที่จะรองรับการทำ Influencer Marketing เช่น Facebook มีระบบรองรับการทำ Influencer Marketing ที่วัดผลลัพธ์ต่างๆ ได้, LINE ก็แตกแพลตฟอร์มเป็น LINE Idol, Twitter เองก็สามารถขึ้นทะเบียนบัญชีเป็น Influencer เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ที่มากขึ้นได้ เป็นต้น

6. Owned Channel ช่องทางธุรกิจควรโฟกัส เพื่อ First-Party Data

การเป็นเจ้าของ Owned Channel อื่นๆ เช่น เว็บไซต์ แพลตฟอร์ม แอปพลิเคชั่น ฯลฯ ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดในยุค Data-Driven 

บทบาทสำคัญของเว็บไซต์ (ขอกล่าวถึงเฉพาะ ‘เว็บไซต์’ ก่อนนะครับ เพราะเป็น Owned Channel ที่ไม่ว่าธุรกิจใดก็มีได้) ในยุค Data-driven น้ัน คือ การเป็นฐานทัพสำหรับติดเครื่องมืออื่นๆ เช่น CRM, Chatbot, Lead Generation, Form เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของ Data เอง หรือที่เรียกว่า First-party data

ยกตัวอย่างแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Nike ก็ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของข้อมูลเองแล้ว กล่าวคือ Nike เลิกนำสินค้าขายผ่าน Amazon หันมาทำขายในเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของตัวเองหรือ Direct to Customer เพื่อจะได้รู้จักและเข้าใจลูกค้ามากขึ้นเพื่อสร้างความประทับใจ และลูกค้าก็ใกล้ชิดแบรนด์มากขึ้นด้วย

มากไปกว่านั้น ประเด็นที่อยากจะเน้นย้ำ คือ ‘ความยั่งยืน’ เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านของเราจริงๆ เราจะทำอะไร จะติดตั้ง จะปรับแต่งอย่างไรก็ได้ แตกต่างจาก Social Media ที่เหมือนบ้านเช่าที่ต้องทำตามกฎของเขา (ที่มักจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา) และข้อมูลที่เกิดขึ้นบน Social Media เราไม่ได้เป็นเจ้าของจริงๆ ด้วย  นอกจากนี้ Search Marketing ยังเป็นอะไรที่น่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน ซึ่งเว็บไซต์ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดี

Shifu แนะนำ
จากกรณี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การใช้ข้อมูลจาก Third-party อาจจะทำได้ไม่เท่าเดิม การสร้าง First-party data จึงมีความจำเป็นมากขึ้น ซึ่งธุรกิจที่เป็นเจ้าของข้อมูลก็สามารถกำหนดนโยบายต่างๆ ให้ตรงกับจุดประสงค์ทางการตลาดและกฎหมายเองได้

7.Old is the New New: Email และ SMS กำลังจะกลับมา

อีเมลสำหรับธุรกิจ B2C (Business to Customer) แล้ว อาจไม่เห็นเทรนด์ที่หวนกระแสกลับมา แต่ในฟากของ B2B (Business to Business) นั้น สถิติจาก HubSpot ชี้ชัดว่ากลับมาแน่ โดยประมาณ 80% ของนักการตลาดรายงานว่า อีเมลได้รับ Engagement ดีขึ้นในรอบ 12 เดือน และการใช้อีเมลหรือการทำ Email Marketing ก็มีฟังก์ชันมากมายสอดคล้องกับการทำ Data-driven เพราะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับเครื่องมือต่างๆ เพื่อนำไปสู่การส่งมอบคอนเทนต์หรือ Offer ที่ลูกค้าสนใจด้วยระบบ Automation ได้

ส่วน SMS แม้จะยังไม่มีกรณีศึกษาเป็นพิเศษว่ามีผลลัพธ์อย่างไร แต่ก็เป็นอะไรที่น่าติดตาม เพราะ Chat Marketing Platform เจ้าใหญ่อย่าง ManyChat ก็มีบริการ SMS ให้ใช้แล้ว หรือเครื่องมือพวก CRM ต่างๆ ก็สามารถเชื่อมต่อกับ SMS ได้ด้วย ส่วนเทคโนโลยีและกลยุทธ์การตลาดที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ระบบ GPS กับการทำ Hyper-personalization เช่น การเสนอโปรโมชั่นที่สอดคล้องกับบริบท ทั้งช่วงเวลาและสถานที่ที่ผู้ใช้งานอยู่ใกล้ เป็นต้น

ทั้งนี้ อีกสาเหตุที่ธุรกิจควรหันกลับมาให้ความสนใจช่องทางทั้งสองนี้ นั่นก็เพราะว่าข้อมูลจากการทำการตลาดจะเป็นข้อมูลของแบรนด์/ธุรกิจเองจริงๆ หรือ First-party data ธุรกิจก็จะได้ Insight เฉพาะของลูกค้าตัวเอง

8. Niche Market สนามที่จะว่าเป็น Blue Ocean ก็ใช่ แต่คงเป็นได้ไม่นาน

แชร์กันตรงๆ ว่า Content Shifu เอง เรามุ่งทำการตลาดแบบเฉพาะกลุ่มหรือ Niche Marketing เพราะว่าเราอยากโฟกัสที่ความสนใจและเรื่องที่เราเชี่ยวชาญจริงๆ และอีกข้อดีของการทำการตลาดแบบ Niche คือ คู่แข่งน้อย น่านน้ำฝั่งนี้ยังคงสีฟ้าครามสดใส (Blue ocean) 

แต่สิ่งที่เราประสบกับตัว (และอาจไม่คาดคิดนัก) คือ Niche Market อย่าง B2B ที่เราโฟกัส จริงๆ แล้วมีกลุ่มคนที่สนใจอยู่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งเราเห็นจากงาน “B2B Digital Marketing Talk: Get Your Company Ready for 2020” ที่เราจัด หรือที่ Content Shifu ได้ไปแชร์ Digital Marketing Case Study for B2B ในงาน Creative Talk Conference 2020 ก็มีผู้ให้ความสนใจมากกว่าที่เราคิดไว้มาก

ส่วนตัวเราเลยเห็นว่า เอาล่ะ ตลาดด้านนี้เริ่มเดือดแล้ว

Content Shifu ในงาน Creative Talk Conference 2020
บรรยากาศในห้องที่ Content Shifu ไปแชร์กรณีการทำ Digital Marketing for B2B ในงาน Creative Talk Conference 2020 ที่มีคนฟังแน่นห้อง

นอกจากนี้ สิ่งที่เราสังเกตได้ แนวโน้มของเอเจนซีมุ่ง Niche Market มากขึ้น ทำงานแบบเจาะอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน การแพทย์ เป็นต้น เพราะก็สืบเนื่องมากจากการแข่งขันด้านคอนเทนต์ที่ดุเดือดขึ้น คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ มาจาก Contributor ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า มีความพร้อมมากกว่า แบรนด์หรือธุรกิจก็จะให้ความเชื่อถือ แน่นอนว่า ผู้บริโภคเองก็จะเชื่อถือแบรนด์มากขึ้นเช่นกัน

9.เทรนด์ Digital Marketing 2020: ทศวรรษแห่ง ‘Customer Experience’

เทรนด์ Digital Marketing ที่เกิดขึ้นในปี 2020 ทั้งหมดนั้น จริงๆ แล้วมุ่งไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้งาน หรือ “Experince” นั่นเอง

การแข่งขันการทำการตลาดในทุกวันนี้ จึงเป็นการแข่งขันกันในเรื่องของ Customer Experience มากกว่าสินค้าใครเจ๋งกว่าใคร 

  • ทำ Personalization ตรงใจและทันใจ ผู้บริโภคต้องการสิ่งที่ตรงใจและมาในเวลาที่เหมาะสม การทำการตลาดในทุกวันนี้จึงต้องอาศัย Insight และ Data ค่อนข้างมากเพื่อให้รู้จักลูกค้าในฐานะปัจเจกบุคคล และส่งมอบคอนเทนต์/ Offer ได้ตรงใจในเวลาที่เขาต้องการ ซึ่งเทคโนโลยีก็จะเข้ามาช่วยตรงนี้
  • Customer Journey ต้องจบได้ในที่เดียว การทำการตลาดและการซื้อขายต้องจบในที่เดียวกันได้ เพราะการติดสินใจของผู้บริโภคในทุกวันนี้อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที (เช่น โปรโมตชั่น 11.11 เห็น Ad ปุ๊บ ก็สามารถซื้อปั๊บได้) การออกแบบ Customer Journey ให้ผู้บริโภคอยู่กับเราตลอดจะช่วยเพิ่มโอกาสการปิดการขายและผู้บริโภคจะอยู่กับเรานานขึ้น เพราะเกิด Customer Loyalty จากการที่ธุรกิจรักษาความสัมพันธ์กับเขาต่อ 
  • Omni Channel & Seamless Experience กว่า 40% ของผู้บริโภค (ข้อมูลจาก Zendesk) จะโบกมือลาแบรนด์ทันที เมื่อได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ซึ่งสาเหตุ 2 อันดับแรก คือ พวกเขาต้องรอนานและต้องบอกข้อมูลเดิมซ้ำๆ ซึ่งเกิดจากการที่ข้อมูลจาก Cross-channel ต่างๆ ไม่ซิงค์กัน 
  • Solution over Product การทำธุรกิจนั้นจะเปลี่ยนทิศทางจากการมุ่งผลิตสินค้าหรือบริการ เป็นการมอบ Solution มากกว่า ว่าธุรกิจสามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบความต้องการของผู้บริโภคได้มากแค่ไหน

เราจะการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์หรือข้ามอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น Grab กับธนาคาร, ธนาคารกับโรงหนัง, MK x ชานม Fire Tiger, Louis Vuitton x Supreme, คาราบาว x เกม Pub G เป็นต้น หรือเราจะเห็นการพยายามยกระดับธุรกิจเป็นแพลตฟอร์มมากขึ้น โดยเฉพาะแอปธนาคารที่เดี๋ยวนี้ทำได้แทบทุกอย่างแล้ว

ตาคุณแล้ว

‘เทรนด์’ มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง เราจะปรับตัวอย่างไรนั่นคืประเด็นที่เรามาพูดถึงกัน

สำหรับ เทรนด์ Digital Marketing 2020 ที่อัปเดตกันในบทความนี้ หวังว่าจะช่วยให้คุณเตรียมตัวออกเดินทางไปพร้อมๆ กับขบวนความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ทัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากรู้เทรนด์แล้ว อยากให้คุณลองเรื่องประเด็นที่เกี่ยวข้องและสำคัญกับคุณจริงๆ ไปศึกษาต่อและลงมือทำทันทีนะครับ

อ่านต่อ