On-Page SEO’s Checklist : 12 เรื่องต้องทำ เพื่อให้เว็บเป็นที่รักของ Google

Act

จะทำ SEO ต้องทำอะไรบ้าง?  

ใครถามคำถามนี้ขึ้นมาในหมู่นักการตลาดดิจิทัลทีไร น้อยครั้งมากที่จะได้คำตอบสั้นๆ เพราะการทำ SEO มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายจนพูดได้สามวันแปดวันก็ยังไม่จบ มีปัจจัยนับร้อยข้อที่ Google ใช้ในการพิจารณาเพื่อจัด Ranking

บทความนี้ จึงเป็นการรวบรวม Checklist พื้นฐานสำหรับการทำ On-page SEO เพื่อให้ใครที่ต้องดูแลเว็บไซต์ สามารถนำไปใช้ตรวจสุขภาพและพัฒนาเว็บให้เป็นที่รักของ Google มากขึ้น โดยคัดเลือกเฉพาะปัจจัยหลักที่คุณจำเป็นต้องทำให้ได้ เพราะเป็นองค์ประกอบที่จะส่งผลลบต่อการทำงานของ Googlebot และ Ranking ได้เร็วและมากที่สุด

หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านนะคะ 🙂

Checklist ในการทำ On-page SEO ที่ไม่ควรพลาด

มาเริ่มต้นจากการดูกันว่า 12 ข้อที่เรารวบรวมมาและอยากแนะนำให้ตรวจสอบ ได้แก่อะไรบ้าง หากคุณอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละเรื่อง สามารถอ่านข้อมูลของทุกข้อได้ในบทความนี้ต่อเลยค่ะ

  1. ไฟล์ Custom 404 Not Found Page มีหรือยัง?
  2. แก้ไข Broken Internal Link
  3. ถ้ามีเว็บเพจย้ายไปที่ใหม่ ให้ Redirect
  4. ควรมี Internal Links ไปหน้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกิน 60 ลิงก์
  5. Navigator ยิ่งน้อยยิ่งดี
  6. อย่าลืม Title และ Description
  7. Title กับ Description ห้ามซ้ำกัน
  8. ตั้งชื่อไฟล์ให้ครบ
  9. รูปก็ต้องมีชื่อ : Image Title และ Image Alt Text
  10. ตั้งค่า Heading (H1, H2) ให้เป็น
  11. Keyword สำคัญ คู่ควรกับตำแหน่งสำคัญ
  12. URL ที่เป็นมิตร

หลังจากนี้ เราจะขออธิบายสิ่งที่ต้องทำทั้ง 12 ข้อ โดยแบ่งตามกลุ่มประเภท ซึ่งได้แก่ Checklist ในด้าน Link และ Page, Checklist ด้าน Meta Tag, Checklist ด้าน File Optimization และ Checklist ด้าน Content

Link & Page Checklist

1. ไฟล์ Custom 404 Not Found Page มีหรือยัง?

คุณเคยเปิดเว็บ หรือเสิร์ชข้อมูลอะไรใน Google แล้วคลิกไปเจอหน้านี้ไหมคะ​? คุณรู้สึกยังไง แล้วทำยังไงต่อบ้าง?

On-page-seo-404-Error-Page

เหตุผลที่หน้านี้ปรากฏขึ้นมา ก็เพราะว่าลิงก์ที่คุณคลิกเข้าไปไม่มีอยู่แล้วหรือถูกลบออกไปแล้ว (เช่น หน้าสินค้าที่ขายหมดแล้ว และไม่ขายต่อ ฯลฯ) หรือเกิดจากการที่เว็บนั้นๆ เคยปรับโครงสร้างเว็บ ทำให้  URL ของเว็บเพจเปลี่ยนไป ซึ่งหากว่าเคยมีคนทำลิงค์ส่งมาที่เว็บเพจหน้าเก่าๆ ที่ตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว ระบบก็จะแสดงผลหน้า 404 Not Found Page ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

ประเด็นอยู่ที่ว่า การที่เราปล่อยให้ผู้ใช้เข้ามาเจอ 404 Not Found Page ที่เป็นหน้า Default ของ Google หรือ Search Engine อื่นๆ จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนหลุดออกจากเว็บไซต์ของเราไปแล้ว และโอกาสที่จะกลับเข้ามาที่เว็บของเรามีน้อยลง

การสร้าง Custom 404 Not Found Page ในแบบของเว็บไซต์ของเราเองขึ้นมา พร้อมด้วยข้อความอธิบายที่เป็นมิตร และใส่ลิงก์นำเข้าสู่เว็บ จึงเป็นสิ่งที่ Google สนับสนุนให้ทำอย่างยิ่ง

2. แก้ไข Broken Internal Link

ตรวจสอบลิงก์ต่างๆ ที่เราใส่ไว้ในเว็บให้ดีว่า มีลิงก์ไหนที่พิมพ์ผิด หรือคลิกแล้วหน้าเว็บที่ลิงก์ไปหายไปแล้ว ก็ควรจะต้องเอาออกไปหรือแก้ไขให้ถูกต้อง เพราะการที่มีคนเข้ามาอ่านแล้วกดลิงก์ไปเจอหน้าที่ว่างเปล่าหรือผิดพลาด นอกจากจะสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้ผู้อ่านแล้ว อัลกอริธึมของ Google ก็อาจให้คะแนนเราน้อยลงด้วย

3. ถ้ามีเว็บเพจย้ายไปที่ใหม่ ให้ Redirect

สืบเนื่องจากข้อที่แล้ว ถ้ามีการเปลี่ยนหรือย้ายเว็บเพจ อย่าลืมทำการ Redirect จากเว็บเพจเก่าไปยังเว็บเพจใหม่ให้เรียบร้อย หากมีใครคลิกลิงก์เก่าเข้ามา ระบบจะได้พาไปยังหน้าใหม่อย่างราบรื่น

4. ควรมี Internal Links ไปหน้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกิน 60 ลิงก์

การที่คุณใส่ลิงก์ของเว็บเพจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพจนั้นๆ ไว้ จะช่วยให้ Google เข้าใจความเกี่ยวข้องของเนื้อหาในแต่ละเว็บเพจของเราได้ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ควรจะมีเว็บเพจหน้าไหนบนเว็บของคุณที่มี Internal Links ไปหน้าอื่นๆ เกิน 60 ลิงก์

5. Navigator ยิ่งน้อยยิ่งดี

หลายคนอาจไม่รู้ว่า การทำงานของ Bot นั้นไม่เหมือนกับคน ปกติแล้วเวลาเราคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ใดเว็บหนึ่ง สิ่งที่เราทำคือการกวาดตาอย่างรวดเร็ว หรือถ้าเป็นเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ และคุ้นเคย เราก็จะพุ่งเป้าไปที่เนื้อหาที่เราต้องการทันที

แต่สำหรับ Bot แล้ว ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน มันจะทำงานเป็นระบบเหมือนทหาร โดยเดินสำรวจทุกองค์ประกอบที่อยู่ในเว็บเพจ ไล่จากส่วนบนสุดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ Domain Name, URL, Meta Tag, แบนเนอร์โฆษณา ไปจนถึงเมนูเว็บหรือ Navigator จำนวนนับสิบปุ่ม ซึ่งหลายบริษัทมักจะรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ แถมยังแบ่งเป็นเมนูย่อยอีกหลายชั้น แต่หารู้ไม่ว่าองค์ประกอบเหล่านี้นี่แหละ ที่ขัดขวางให้ Bot เจอกับ Body Content ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระสำคัญช้าลง

ดังนั้น สิ่งที่แนะนำให้ทำก็คือ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรมี Sub menu เกิน3 ชั้น และสำหรับบริษัทที่อาจจะมีหน่วยงานย่อยหรือเนื้อหาที่ต้องการใส่ไว้ในเว็บจำนวนมาก ก็ควรจะเลือกเฉพาะเว็บเพจส่วนที่มีคนเข้ามาบ่อยๆ ขึ้นมาไว้ในเมนู เช่น หน้าบทความ ส่วนอื่นๆ เป็นข้อมูลประกอบที่จำเป็นต้องใส่ในเว็บ แต่ไม่ค่อยได้ใช้งานเช่น กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ อาจจะย้ายไปไว้ในตำแหน่งถัดลงมา เช่น เมนู Footer เป็นต้น

วิธีนี้ยังจะช่วยให้เว็บไซต์น่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับผู้ใช้งานด้วย เพราะคัดเฉพาะเมนูสำคัญๆ ขึ้นมาวางให้หาเจอง่าย สบายตา

Meta Tag Checklist

6. อย่าลืม Title และ Description

Meta Tag ซึ่งประกอบด้วย Title Tag และ  Description Tag ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญอันดับที่สองรองจากเนื้อหา ซึ่ง Google จะใช้ในการทำความเข้าใจเนื้อหาบนเว็บเพจ

Title Tag และ Description Tag คือชื่อของเว็บเพจแต่ละหน้าของคุณ และคำอธิบายสั้นๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบไม่กี่อย่างที่ผู้ใช้จะมองเห็นบนหน้าที่แสดงผลการค้นหา (SERPs) สองสิ่งนี้จึงเปรียบได้กับเซลแมนที่ทำหน้าที่อธิบายและโน้มน้าวให้คนอ่านรู้ว่า เขาจะได้เจอกับเนื้อหาอะไร ถ้าคลิกลิงก์เข้ามาในหน้านี้

นอกจากนั้นแล้ว แน่นอนว่าข้อความใน Title Tag และ ​Description Tag ยังเป็นปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับว่าเว็บของเรา เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้กำลังมองหาแค่ไหนอีกด้วย ดังนั้น คำแนะนำก็คือ อย่าลืมใส่คีย์เวิร์ดสำคัญลงใน 2 ส่วนนี้ เพื่อส่งสัญญาณให้ Google ด้วย

ซึ่งถ้าเว็บของคุณใช้ WordPress ก็สามารถใช้ Plugin ที่ชื่อ Yoast SEO ปรับแต่ง Title Tag และ Meta Description ได้เลย และอย่าลืมว่าต้องควบคุมความยาว ไม่ให้เกินพื้นที่แสดงผลใน Google ด้วยล่ะ

7. Title กับ Description ห้ามซ้ำกัน

เว็บเพจแต่ละหน้าควรจะต้องมี Title และ Description ของตัวเอง เพราะถ้าคุณใช้ซ้ำกัน (Duplicate Title & Description) เท่ากับว่าคุณจะเสียประโยชน์ในการบอก Google ว่าแต่ละเว็บเพจมีเนื้อหาต่างกันยังไงไปเลย

Shifu แนะนำ
Google ไม่ได้แคร์แค่เรื่อง Title และ Description ที่ซ้ำกันเท่านั้น แต่ยังไม่ชอบเนื้อหาที่ก็อปปี้มาจากเว็บอื่นอีกด้วย (Duplicate Content) เว็บไหนที่ทำคอนเทนต์ด้วยการลอกเนื้อหามาจากเว็บอื่นแบบตรงไปตรงมาเป็นประจำ แม้ว่าจะมีบทความที่เขียนเองบ้าง แต่ก็มักจะไม่ได้อันดับที่ดีนักใน Google

File Optimization Checklist

8. ตั้งชื่อไฟล์ให้ครบ

อีกหนึ่งจุดที่มักจะพลาดกันบ่อยๆ ก็คือการตั้งชื่อไฟล์ต่างๆ ก่อนจะอัพโหลดขึ้นเว็​บ หลายคนที่เป็นแอดมินต้องดูแลระบบหลังบ้านและอัพโหลดคอนเทนต์ขึ้นเว็บจำนวนมาก อาจจะมองเพียงแค่ความสวยงามของภาพ และความครบถ้วนของเนื้อหาที่อัพโหลดขึ้นไปเท่านั้น โดยที่ไม่ทันรู้ตัวว่า ได้โยนโอกาสทำคะแนนกับ Google ทิ้งไปอย่างน่าเสียดายเพียงเพราะไม่ได้ตั้งชื่อไฟล์ใหม่

จำไว้ว่า Google Bot นั้นตาบอดภาพ มันจะอ่านออกแค่ข้อความที่เป็นตัวอักษร ดังนั้นจงอย่าปล่อยให้ชื่อไฟล์เป็นกลุ่มตัวอักษรหรือตัวเลขที่ไม่มีความหมาย พยายามตั้งชื่อไฟล์เหล่านั้นให้ Google เข้าใจเว็บของคุณมากขึ้น และถ้าแทรก keyword ของเว็บเพจนั้นๆ ลงไปได้ด้วยก็จะเยี่ยมสุดๆ

9. รูปก็ต้องมีชื่อ : Image Title และ Image Alt Text

นอกจากการตั้งชื่อไฟล์แล้ว การใส่รายละเอียดของภาพไว้ใน Image Title และ Alt Text (Alternative Text) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำ SEO ด้วย

ตามปกติแล้ว ผู้อ่านจะมองไม่เห็น Alt Text แต่มันจะปรากฏขึ้นมาในกรณีที่รูปโหลดไม่ขึ้น สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดี ฯลฯ แต่ประโยชน์อีกอย่างของมันก็คือ Google เองจะอ่านข้อความ 2 ส่วนนี้ เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาของเว็บเพจของเราด้วยเหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ พยายามใส่คีย์เวิร์ดของบทความหรือเว็บเพจ ลงใน Image Title กับ Alt Text ของภาพตามความเหมาะสมและเกี่ยวข้อง  

Content Checklist

10. ตั้งค่า Heading (H1, H2) ให้เป็น

จากที่ได้เล่าไปในข้อที่แล้วว่า Google Bot นั้นตาบอดภาพ อ่านออกแต่ข้อความที่เป็นตัวอักษร คำถามต่อมาคือ ถ้าอ่านออกแค่ข้อความ แล้วเจ้าทหารเหล่านี้จะรู้ได้ยังไงว่าข้อความส่วนไหนที่มีความสำคัญ? ประเด็นสำคัญของเนื้อหาในเว็บเพจนั้นๆ เกี่ยวกับอะไร?

คำตอบก็คือ เราจำเป็นต้องแปะป้ายทำสัญลักษณ์ซ่อนไว้เพื่อบอก Bot ว่านี่คือใจความสำคัญของหน้านี้ ด้วยการตั้งค่าให้หัวข้อใหญ่ที่สุดของเว็บเพจนั้นๆ เป็น H1 ซึ่งโปรแกรมจัดการเนื้อหาอย่าง WordPress หรือแม้กระทั่งโปรแกรมที่เราใช้พิมพ์งานในชีวิตประจำวันอย่าง Microsoft Word และ Google Docs ก็ล้วนมีเมนูที่ให้เราเลือกตั้งค่า Heading ทั้งหมด

หลักการง่ายๆ ในการตั้งค่า Heading ในบทความหรือคอนเทนต์บนเว็บแต่ละหน้าก็คือ H1 เป็นหัวข้อใหญ่ มักจะใช้กับชื่อบทความหรือหัวข้อหลักของหน้านั้นๆ (และใช้แค่ครั้งเดียวสำหรับ 1 เว็บเพจ)  H2 เป็นหัวข้อย่อยที่มีความสำคัญรองจาก H1 และ H3 ก็เป็นหัวข้อย่อยของ H2 อีกที

ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีในการตั้งค่าง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ถือว่าช่วยให้ Google เข้าใจเว็บของคุณได้อย่างแม่นยำ ว่าแต่ละหน้าพูดถึงเรื่องอะไร ประกอบด้วยเนื้อหาปลีกย่อยอะไรบ้าง

11. Keyword สำคัญ คู่ควรกับตำแหน่งสำคัญ

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้หัวข้อก็คือ “Keyword” คุณควรจะใช้เครื่องมือค้นหา Keyword เพื่อวิเคราะห์ว่าหน้าเพจหรือคอนเทนต์ของคุณ ควรจะเลือกทำอันดับด้วย Keyword คำไหน (อ่านเรื่อง วิธีการหา Keyword และคุณสมบัติของ Keyword ที่ดีได้ในบทความนี้)

การวาง Keyword ไว้ในตำแหน่งสำคัญของเว็บ เช่น H1, H2, ประโยคแรกของ Body Text ฯลฯ โดยพยายามให้อยู่ต้นวลีมากที่สุด จะยิ่งตอกย้ำให้ Google รู้ว่า นี่คือเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง (Relevant) กับคีย์เวิร์ดนั้นโดยตรง และจัดอันดับให้เว็บเพจนั้นๆ ของเราดีขึ้น

อ่านมาถึงตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการตลาดดิจิทัลแล้ว แต่คนที่มีบทบาทมากในการทำ SEO ก็คือนักเขียน เพราะการเขียนในโลกออนไลน์นั้นมีหลักการและเทคนิคต่างจากบนหน้ากระดาษ การจะเขียนให้ได้ดีถูกใจทั้งคนอ่านและอัลกอริธึม จึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน

12. URL ที่เป็นมิตร

URL ก็เปรียบเหมือนป้ายบอกทาง ถ้าคุณเปิดโรงแรมชั้นเยี่ยม แต่ถนนที่จะนำเข้าสู่โรงแรมเป็นถนนลูกรังขรุขระ แถมป้ายบอกทางในโรงแรมก็มั่วไปหมด ถึงแม้โรงแรมจะสวยแค่ไหน แต่องค์ประกอบอื่นๆ เหล่านี้ ก็แสดงให้เห็นความไม่เป็นมืออาชีพของคุณ

ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้เป็น URL เว็บเพจเป็นตัวอักษรต่างดาวยืดยาวและไม่มีความหมาย ก็ควรปรับเป็นคีย์เวิร์ดของหน้านั้นๆ เสีย เพื่อประโยชน์ทาง SEO และภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาลูกค้าของคุณเอง

สรุป

การทำ On-page SEO เป็นการปรับแต่งสิ่งที่อยู่บนเว็บไซต์ของเราทั้งหมด ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ Googlebot สามารถเข้ามาเก็บข้อมูล (Crawling) ไปทำดัชนี (Indexing) และจัดอันดับ (Ranking) ในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้ผู้อ่านหรือว่าที่ลูกค้าของคุณด้วย

Checklist นี้ เป็นการรวบรวมปัจจัยหลักๆ ที่จะส่งผลต่อการจัดอันดับของ Google มากที่สุด ซึ่งจากการพูดคุยกับนักทำ SEO ที่มีประสบการณ์จริง ก็พบว่า หลายคนมักจะมองว่าการทำ On-page SEO ดูเหมือนไม่ยาก แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องเล็กๆ ไม่กี่ข้อนี่แหละที่คนมักจะเผลอลืมและไม่ใส่ใจเท่าที่ควร

หลังจากที่คุณนำวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐานเหล่านี้ไปใช้จนครบถ้วนแล้ว เราเชื่อว่าอันดับของเว็บคุณคงจะดีขึ้นไม่มากก็น้อย แต่ก็อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้เทคนิคเหล่านี้ ก็คือการทำคอนเทนต์ที่ดี มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านหรือลูกค้าของคุณติดใจและกลับเข้ามาในเว็บของคุณอยู่เสมอ 🙂

ตาคุณแล้ว

คุณมีเว็บไซต์ของตัวเองรึเปล่า? อย่าลืมลองนำ Checklist นี้ไปตรวจสุขภาพเว็บของคุณเพื่อให้ทั้ง Google ทั้งลูกค้าหลงรักกันนะคะ และถ้าใครมีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Checkllist เหล่านี้ ก็สามารถคอมเมนต์กันเข้ามาได้เลยค่ะ

Shifu แนะนำ
นอกจากการทำ On-page SEO ซึ่งเป็นการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้ถูกใจทั้งคนอ่านและอัลกอริธึมแล้ว การทำ SEO ของคุณจะมีพลังขึ้นอีกมาก ถ้าทำ Off-page SEO เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ด้วย คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความศาสตร์และศิลป์ในการทำ Off-page SEO

หรือถ้าสนใจเรียนรู้ SEO แบบเน้นหลักการ ทั้ง On-page และ Off-page SEO เจาะลึกทั้งการสร้าง Site Structure คอนเทนต์ และเทคนิคอื่นๆ รวมทั้ง เครื่องมือแนะนำและวิธีการทำ SEO ให้คุ้มค่า Content Shifu มีคอร์สด้านนี้โดยเฉพาะที่ร่วมออกแบบกับ SEO Specialist คือคอร์ส 2 วันเต็ม Essential SEO Strategies คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกันก่อนได้เลยนะคะ

SEO-Batch2-FBOG-text

Avatar
Nat

อดีตกองบรรณาธิการสายมนุษยศาสตร์ที่ย้ายจากหน้ากระดาษมาผจญภัยในโลกดิจิทัล เพราะเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดี ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มีคุณค่าเสมอ เพียงแค่รู้จักนำเสนอให้ถูกทางและสร้างสรรค์

More From Me

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

6 Comments

ความเห็น
  1. […] Shifu แนะนำสำหรับใครที่สนใจอยากทำ Content ให้ติดระบบ Search Engine ต้องอย่าลืมอ่าน Checklist 12 เรื่องที่ต้องทำเพื่อให้เว็บเป…ก่อนลงมือทำนะคะ […]

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณค่ะ ข้อความจะถูกแสดงผลเมื่อได้รับการตรวจสอบจากผู้ดูแลเว็บไซต์แล้ว
  2. Avatar
    Commented on August 16, 2019 at 7:23 pm

    Mix Genre: EDM аnd progressive homе.

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณค่ะ ข้อความจะถูกแสดงผลเมื่อได้รับการตรวจสอบจากผู้ดูแลเว็บไซต์แล้ว
  3. […] เหมาะกับเว็บไซต์ที่ทำคอนเทนต์และ On-page SEO ในหน้า Landing Page […]

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณค่ะ ข้อความจะถูกแสดงผลเมื่อได้รับการตรวจสอบจากผู้ดูแลเว็บไซต์แล้ว
  4. […] SEO คือ เน้นการปรับแต่งเทคนิค SEO On Page และ SEO Off Page แค่นั้นก็พอ […]

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณค่ะ ข้อความจะถูกแสดงผลเมื่อได้รับการตรวจสอบจากผู้ดูแลเว็บไซต์แล้ว
  5. […] ก็สามารถเริ่มตรวจสอบจาก Checklist สำหรับ On-page SEO […]

    ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณค่ะ ข้อความจะถูกแสดงผลเมื่อได้รับการตรวจสอบจากผู้ดูแลเว็บไซต์แล้ว