Site Structure เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อการทำ SEO มากๆ เพียงแต่ว่าหลายคนไม่ค่อยใส่ใจ นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ Google Bot หรือ Crawler หาเว็บเพจของเราไม่เจอ แล้ว Google จะจัดอันดับเว็บไซต์ให้ได้อย่างไร

Site Structure คืออะไร

Site Structure หรือ โครงสร้างเว็บไซต์ คือ วิธีการที่เว็บไซต์ถูกประกอบขึ้นหรือวิธีการที่เว็บเพจแต่ละหน้าลิงก์เข้าหากัน หากเว็บไซต์ไหนที่มีการจัดระเบียบของเว็บไซต์เป็นอย่างดี ก็จะช่วยให้ Crawler ของ Search Engine เข้าใจและหาสิ่งต่างๆ ภายในเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น

Site Structure หรือ โครงสร้างเว็บไซต์ สำคัญกับ SEO แค่ไหน

โครงสร้างเว็บมีผลต่อ SEO หรือไม่?

คำตอบ คือ มีผลต่อ SEO อย่างยิ่ง และถือเป็นหนึ่งแก่นสำคัญที่จะทำให้ SEO ได้ผลหรือไม่ได้ผล เพราะ Search Engine จะเข้ามาสำรวจเจอเว็บเพจหรือไม่ก็อยู่ที่การวางโครงสร้างเว็บไซต์

หากโครงสร้างเว็บไซต์ออกแบบมาไม่ดี โอกาสที่เว็บไซต์จะถูกจัดอันดับในตำแหน่งดีๆ บนหน้าเสิร์ชก็เป็นเรื่องยาก แม้ว่าจะพยายามเลือกใช้ Keyword ที่มีปริมาณค้นหาสูงและทำคอนเทนต์ดีอย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน หากเว็บไซต์ของเรามีการวางแผนออกแบบ Site Structure อย่างมีระบบ ก็จะส่งผลดีต่อเว็บไซต์ใน 3 เรื่องหลักด้วยกัน

1. โครงสร้างเว็บไซต์เป็นไกด์ให้กับ Google

กระบวนการทำงานของ Search Engine ขั้นตอนแรก คือ การที่ Bot จะเข้ามา Crawl เว็บไซต์เพื่อสำรวจว่าเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร มีอะไรบ้าง โดย Site Structure ก็ทำหน้าที่เหมือนไกด์นำทางให้ Google เข้าไปชมสิ่งต่างๆ ภายในเว็บไซต์

Google จะเข้ามา Crawl เว็บไซต์ของเราโดยดูจากวิธีการที่หน้าเพจแต่ละหน้าเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน ซึ่งเจ้า Bot ของ Google จะเดินเข้ามาหาอย่างเป็นระเบียบเหมือนทหาร 1 2 3 4 ตามลำดับหน้าเพจที่อยู่ตื้นที่สุด (หรืออยู่ด้านบนสุด) และไล่ลำดับลึกลงไป

โครงสร้างเว็บไซต์ที่เข้าใจง่าย Bot เดินสำรวจได้สะดวก ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับอับดับดีๆ (เพราะ Google เข้าใจ)

แผนผัง Site Structure
ตัวอย่างแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์

2. ช่วยเราจัดการหน้าเว็บที่ต้องการทำอันดับ และส่ง Authority ไปมาภายในเว็บไซต์

ลิงก์ที่เชื่อมกันไปมาช่วยให้ Google เห็นความสัมพันธ์ของหน้าเพจแต่ละหน้า ทำให้เข้าใจเว็บไซต์มากขึ้นว่ามีคอนเทนต์เกี่ยวกับเรื่องอะไร หน้าไหนสำคัญกว่า 

หน้าเพจไหนที่มีการลิงก์เข้าไปหาบ่อยๆ ก็มีแนวโน้มที่จะได้ Traffic ที่เยอะกว่า ทำอันดับได้ง่ายกว่า Google เห็นความสำคัญและบวกคะแนน Authority เพราะเว็บเพจที่ได้รับ Internal หรือ External link นั้น Google จะมองว่ามีความน่าเชื่อถือ เพราะมีการอ้างอิงถึง หรือมีความเกี่ยวข้องกับเว็บเพจนั้นๆ (ซึ่งถ้าเว็บเพจนั้นมี Domain Authority สูง ก็เหมือนเราได้เกี่ยวข้องกับคนใหญ่คนโต มีหน้ามีตาบน Google)
ลองเช็ค Domain Authority เว็บไซต์ของคุณหรือคู่แข่งดูได้

3. ช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์หาสิ่งที่ต้องการเจอได้ง่ายๆ

นอกจากโครงสร้างเว็บไซต์หรือ Site Structure จะช่วยเป็นไกด์ให้ Search Engine แล้ว ก็จะทำหน้าที่ให้ผู้ใช้งานที่เป็นคนจริงๆ เข้าใจเว็บไซต์และหาสิ่งที่ต้องการเจอด้วยเช่นกัน

Site Structure ที่ดีต่อการใช้งานจะต้องสอดคล้องกับเมนูนำทาง (Navigator) หรือเมนูหลักบนเว็บไซต์ เช่น หน้า Blog, หน้า About, หน้า Product เป็นต้น ซึ่งน่าจะอยู่ในโครงสร้างชั้นแรกๆ ต่อจากหน้า Home ที่อยู่บนสุด หรือการจัดหมวดหมู่คอนเทนต์โดยการใช้ Category เช่น หมวดหมู่บทความ หมวดหมู่สินค้า เป็นต้น 

ถ้าออกแบบมาอย่างมีระบบ สอดคล้องกับความเข้าใจ ความคุ้นเคยของผู้ใช้งาน ประสบการณ์การใช้งานบนเว็บไซต์ก็จะดีขึ้น หาอะไรก็เจอ คนก็จะใช้เวลาบนเว็บไซต์ของเรานานขึ้นด้วย

โครงสร้างเว็บไซต์มีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง

ในเมื่อโครงสร้างเว็บไซต์ส่งผลต่อ SEO ได้โดยตรง เราจะเลือกออกแบบโครงสร้างเว็บแบบไหนดี เพื่อที่จะให้เว็บไซต์แข็งแกร่ง เชิญชวนให้ Bot เข้ามาวิ่งเล่นทำความรู้จักเว็บได้สะดวก

โครงสร้างเว็บมีกี่แบบ แต่ละแบบเป็นอย่างไร แล้วแบบไหนดีต่อ SEO?

ทำความรู้จักโครงสร้างเว็บไซต์ 4 รูปแบบ ดังนี้

  1. Linear Structure โครงสร้างเว็บแบบเส้นตรง
  2. Hierarchical Structure โครงสร้างเว็บแบบต้นไม้
  3. Web Linked Structure โครงสร้างเว็บแบบเชื่อมโยงอิสระ
  4. Hybrid Structure โครงสร้างเว็บไซต์แบบผสม

1. Linear Structure

Linear Structure คือ
ที่มารูปภาพ: edupointbd.com

Linear Structure คือ โครงสร้างเว็บไซต์ที่จะนำเสนอเนื้อหาเป็นลำดับๆ ทีละหัวข้อๆ ซึ่งบ้างเรียกว่า Sequential Structure หรือโครงสร้างแบบตามลำดับ

วิธีการออกแบบจะเริ่มจาก Main Page หรือหน้า Home ซึ่งเป็นหน้าแรกที่เจ้าของเว็บไซต์อยากให้ผู้คนเข้ามาเจอก่อน จากนั้นเมนูหลักของเว็บไซต์ Navigator จะพาไปดูเว็บเพจต่างๆ ไปตามลำดับ 

เราอาจจะเห็นเว็บไซต์ที่เป็นประเภทนี้ คือ เว็บ Online Course ที่จะไล่เรียงจากเนื้อหาบทที่ 1, 2 ,3 ต่อไปเรื่อยๆ จนจบ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้จะเน้นทำ SEO สำหรับหน้าแรกเท่านั้น (หรือเป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของโครงสร้างเว็บหลัก)

2. Hierarchical Structure

Hierarchical Structure คือ
ที่มารูปภาพ: edupointbd.com

Hierarchical Structure คือ โครงสร้างเว็บไซต์ที่นิยมใช้โดยทั่วไป เช่น ถ้าเราสร้างเว็บไซต์โดยเครื่องมือ Web Builder อย่างเช่น สร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress ก็จะได้ Site structure แบบนี้ ทั้งนี้ จากรูปร่างแล้วจะดูเหมือนแผนผังต้นไม้ จึงอาจเรียกว่า Tree Structure ก็ได้

วิธีการออกแบบจะไล่จาก Home Page หรือหน้าแรกลงมาที่ Main Page และ Sub Page ต่างๆ ลงไปตามลำดับ ถือเป็นวิธีการวางโครงสร้างที่ตัวผู้ใช้งานเว็บไซต์เข้าใจกันดีอยู่แล้ว (อาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) 

ข้อดี คือ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ทั้งขนาดเล็กไม่ถึง 10 หน้า ไปจนเว็บยักษ์ใหญ่อย่าง E-commerce ที่มีหน้าสินค้ามากกว่า 100 หน้า และมักจะจัดการแบ่งหน้าเพจต่างๆ เป็นหมวดหมู่ (Category) ให้เข้าใจง่าย และสำหรับ Google Crawler เองก็มองว่าง่ายและเห็นความสัมพันธ์ของหน้าเพจแต่ละหน้าชัดเจนเช่นกัน

3. Web linked Structure

Web Linked Structure คือ
ที่มารูปภาพ: edupointbd.com

Web Linked Structure คือโครงสร้างเว็บไซต์ที่มีหลักการว่า “ทุกเว็บเพจต้องเข้าถึงทุกเว็บเพจได้” โดยเป้าหมายคือ ไม่ว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์จะเข้าเว็บเพจใดเป็นหน้าแรก ต้องสามารถเข้าถึงทุกเว็บเพจบนเว็บไซต์ได้ 

การออกแบบโครงสร้างเว็บแบบนี้ จึงไม่มีรูปแบบตายตัว เจ้าของเว็บไซต์จะทำเชื่อมต่อแต่ละเพจอย่างไรก็ได้ด้วย Internal link ขอให้เข้าถึงทุกเว็บเพจเป็นใช้ได้

เว็บไซต์นี้เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีขนาดเล็กไม่ถึง 10 เพจ และมุ่งเน้นให้คนเข้าออกกลับไปกลับมาภายในเว็บไซต์ แต่ถ้ามีหน้าเพจมากกว่านี้ก็จะทำให้เว็บไซต์เข้าใจยาก ทั้งในมุมผู้ใช้งานและ Google เองก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเว็บไซต์จริงๆ แล้วเกี่ยวกับอะไร

4. Hybrid Structure

Hybrid Structure หรือรูปแบบผสม คือ
ที่มารูปภาพ: edupointbd.com

โครงสร้างเว็บไซต์รูปแบบสุดท้าย คือ Hybrid Structure หรือรูปแบบผสม ซึ่งโดยมากจะยึดโครงสร้างแบบต้นไม้ (Hierarchical Structure) เป็นโครงสร้างหลัก และจะเชื่อมโยงเว็บเพจหน้าต่างๆ ด้วยรูปแบบโครงสร้างเว็บไซต์รูปแบบอื่นตามจุดประสงค์

จากรูปตัวอย่าง จะเป็นการผสมระหว่างแบบ Hierarchical และ Linear 

ทั้งนี้จะออกแบบอย่างไร ต้องจำไว้ว่า หน้าเพจที่อยู่สูงกว่ามีโอกาสที่คนจะเข้าถึงได้มากกว่า และหน้าเพจที่ถูกลิงก์ถึงบ่อยๆ ก็มีแนวโน้มว่าจะได้ Traffic มากกว่าเช่นกัน

ลักษณะของ Site Structure ที่ดีควรเป็นแบบไหน

จะออกแบบ Site Structure อย่างไรให้ดีกับ SEO? 

ด้านล่างนี้ ขอพูดถึงลักษณะที่ดีของการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์แบบต้นไม้หรือ Hierarchical ก่อน เพราะเป็นรูปแบบที่คนใช้เยอะที่สุด ทั้งนี้ ก็สามารถนำเอาลักษณต่อไปนี้ไปปรับใช้กับโครงสร้างรูปแบบอื่นได้เช่นกัน

1) โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีต้องแบน (Flat)

โครงสร้างเว็บที่ว่าดี ต้อง “แบน” นั่น หมายถึง โครงสร้างมีลักษระเป็นแนวราบ ไม่ทิ้งดิ่งลงหลายชั้น โดยหน้าแต่ละหน้าสามารถคลิกเข้าถึงได้ไม่เกิน 3 – 4 คลิก ตามลำดับโครงสร้างเว็บไซต์ หรือจากหน้า Home page 

ถ้าออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์แบบแนวดิ่งจะทำให้โครงสร้างเว็บมีหลายชั้น และหน้าเพจที่ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ต้องคลิกถึง 5 – 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น โอกาสที่คนจะมาถึงก็ยิ่งน้อยลงไป 

ในเชิงเทคนิค เว็บไซต์ที่ “ตื้น” Google ก็จะเข้าถึงได้ง่าย และหน้าเพจแต่ละหน้าก็จะลิงก์หากันได้สะดวก ส่งค่า Authority ให้กันได้ง่ายขึ้นด้วย

โครงสร้างเว็บไซต์ ไม่ดีต่อ SEO
ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์ที่ลึก ไม่ดีต่อ SEO
ที่มารูปภาพ backlinko.com

2) โครงสร้างเว็บที่ดีต้องไม่ซับซ้อน (Simple)

ยิ่งโครงสร้างง่ายเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อ SEO มากเท่านั้น

โครงสร้างเว็บไซต์ที่มองแล้วเข้าใจในทันทีว่าหน้าใดมีความสัมพันธ์อย่างไรกับอีกหน้า หน้าใดอยู่ภายใต้หน้าใด เป็นต้น 

ยกตัวอย่างเช่น บทความอยู่ภายใต้ Category และหน้า Category ก็อยู่ภายใต้หน้ารวมบล็อก ซึ่งอยู่ภายใต้หน้า Home อีกที เป็นต้น

วิธีสร้าง Category ที่ดี
วิธีสร้าง Category ที่ไม่ดี
ที่มารูปภาพ backlinko.com

เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน นอกจาก Google จะชอบแล้ว ก็ยังช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์หาสิ่งต่างๆ เจอได้ง่าย เพราะเว็บไซต์มีระบบ 

3) มีการจัดกลุ่มเนื้อหาด้วย Category

เว็บไซต์ที่ออกแบบมาอย่างมีระบบ ไม่ใช่นึกอยากจะสร้างเพจใหม่ๆ ขึ้นมาก็สร้างได้เลย

“Category” คือ หน้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับหน้าเพจหรือ Blog post ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งการที่จัดหน้าเพจเป็นหมวดหมู่ตามเนื้อหาจะทำให้โครงสร้างเว็บไซต์ยังคงเป็นระเบียบ เสมือนว่าเราเป็นบรรณารักษ์ที่จัดหนังสือเล่มใหม่ๆ เข้าหมวดหมู่หนังสือแต่ละชั้นได้อย่างถูกต้อง –ไม่ใช่ว่าสร้างชั้นหนังสือใหม่ทุกๆ ครั้ง 

ห้องสมุดไหนที่จัดหนังสือมีระบบระเบียบ เราก็แทบจะกระโจนเข้าไปเลือกหาสิ่งที่ต้องการได้เลย สำหรับ Google bot ก็เช่นกัน ถ้าโครงสร้างเว็บไซต์มีระบบและมีการใช้ Catagory ด้วยแล้ว Google ก็จะเข้าใจเว็บไซต์ รู้ว่าหน้าเพจต่างๆ มีเนื้อหาเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับหน้าอื่นๆ อย่างไร

ลองคิดดูสิว่า ถ้าเว็บไซต์ขายสินค้าอย่าง E-commerce ที่มีสินค้ามากกว่า 1,000 ชิ้น ไม่มีการจัดหมวดหมู่ ทั้งคนทั้ง Bot จะท้อใจแค่ไหนเวลาค้นหาสิ่งที่ต้องการ

4) มีการเชื่อมโยงหน้าต่างๆ เข้าด้วยกัน

โครงสร้างเว็บไซต์ที่ Google เข้าใจ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างหน้าเพจแต่ละหน้าที่เชื่อมโยงหรือลิงก์เข้าด้วยกัน ซึ่งเราเรียกว่า Internal link 

นอกจากความสำคัญข้างต้นแล้ว การลิงก์ระหง่างหน้าเพจก็ยังช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์เข้าออกหน้าเพจต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรานานขึ้น หรือก็คือ การเพิ่ม Session การใช้งาน และ Dwell time ซึ่งเป็นหนึ่งตัวชี้วัดว่า เว็บไซต์ของเรามีคุณภาพ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ (ถ้าเว็บไหน ไม่ตอบโจทย์อะไรเราเลย เราคงไม่เสียเวลาอยู่นาน)

เทคนิคง่ายๆ คือ ให้เราเชื่อมหน้าย่อย (Individual page) กับหน้าหลักอย่างหน้า Category เพื่อนำคนไปสู่คอนเทนต์หลายๆ ตัว หรือมีการแนะนำบทความ หรือจะเชื่อมหน้าย่อยกับหน้าย่อย เช่น อ่านบทความนี้และอ่านเพิ่มเติมที่บทความนี้ เป็นต้น 

ในหน้าที่คุณกำลังอ่านอยู่ตอนนี้ก็มีการทำ Internal link อยู่หลายที่เช่นเดียวกัน

Sitemap เกี่ยวข้องอย่างไรกับ Site Structure

“Sitemap” กับ “Site Structure” มักเป็นคำที่คนสับสนกันอยู่เรื่อยๆ

Sitemap หรือแผนที่เว็บไซต์นั้น แตกต่างจาก Site Structure แต่ไม่ถึงกับแยกขาดออกจากกัน เพราะ Sitemap จะถูกเขียนขึ้นจาก Site Structure นี่ล่ะ 

Sitemap คืออะไร?

Sitemap คือ แผนที่หรือแผนผังเว็บไซต์ที่ช่วยบอกให้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์รู้ว่าเว็บไซต์นี้มีหน้าเพจอะไรบ้าง และเข้าถึงหน้าต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างไร รวมทั้งบอก Google bot ให้เข้าใจเว็บไซต์ง่ายๆ ด้วย

 โดย Sitemap นั้น จะแยกออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ 

  1. HTML Sitemap
  2. XML Sitemap

1. HTML Sitemap

HTML Sitemap เป็น Sitemap ที่ทำงานเหมือนสารบัญเว็บไซต์ ที่เน้นให้ฝั่ง User รู้ว่าในเว็บไซต์ของเรามีหน้าเพจอะไรบ้าง ซึ่งจะไม่ค่อยมีความยิบย่อยมากนัก มีชื่อเรียกของหน้าเพจต่างๆ ให้ฝั่ง User เข้าใจ ไม่ใช่แค่เป็น URL

HTML Sitemap คืออะไร
ตัวอย่าง Sitemap ของ apple.com

Sitemap อาจจะเป็น Footer ของเว็บไซต์ หรือแยกออกมาเหมือนหน้าสารบัญเว็บไซต์ ซึ่งมักจะเข้าถึงได้จาก Footer ของเว็บไซต์เช่นกัน 

2. XML Sitemap

XML Sitemap คือ Sitemap ที่ทำหน้าที่เป็นสารบัญเช่นกัน แต่มีความแตกต่างคือจะเน้นให้ฝั่ง Bot ของ Search Engine เข้ามาสำรวจมากกว่า ซึ่ง Sitemap ประเภทนี้จะมีความละเอียด ลงลึก มีประเภทย่อยๆ อยู่อีก 4 ประเภท รวมถึงเน้นเรื่อง URL ในแต่ละหน้าหรือแต่ละรูปโดยไม่มีชื่อ​ Sitemap กำกับ
การทำ XML Sitemap นี้ เปรียบเสมือนการทำแผนที่ส่งให้กับ Google ซึ่งค่อนข้างสำคัญกับการทำ SEO แนะนำให้คุณศึกษาต่อวิธีสร้าง Sitemap ให้เว็บไซต์ในบทความนี้

เรียนรู้ XML Sitemap คืออะไร

 

อ่านต่อ