ยิง Facebook Ads ให้เจอ ‘เป้าหมายที่ใช่’ ด้วยการ Retargeting จาก Engagement

Act

ในโลกแห่งการทำโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์อย่าง Facebook Ads ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะทำให้โฆษณาของเราประสบความสำเร็จด้วยการทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ ไปเรื่อย และคาดหวังว่าผลลัพธ์ของโฆษณาจะต้องปังเหมือนเดิม

การทำโฆษณาแบบขาดความคิดสร้างสรรค์ และขาดกลยุทธ์ที่ดีให้เข้ากับยุคสมัย คงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้แน่ๆ ครับ การมองหาวิธีการใหม่ๆ ที่ Facebook Ads มีให้ใช้ เพื่อคงคุณภาพของโฆษณาเรา และเม็ดเงินที่เราใช้ทำโฆษณาลงไปให้คุ้มค่าเหมือนเดิมเป็นเรื่องที่อยากให้ทุกคนโฟกัส และสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เรามีกลยุทธ์ในการทำโฆษณา Facebook Ads ที่ดีได้นั้น คือการมองหากลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำที่สุดให้กับโฆษณาของเราเรื่อยๆ และผมยังถือว่านี่คือหัวใจหลักในการทำ Facebook Ads ครับ

ทำความรู้จักกับ Facebook Retargeting Ads

เมื่อพูดถึงเรื่องการมองหากลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำที่สุดให้กับโฆษณาของเรา การทำโฆษณาแบบยิงหว่านไปเรื่อยๆ หรือการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบกว้างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายหลัก (Core Audience) เป็นหลัก คงไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะมันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ว่าจะมือใหม่หัดทำ หรือมือเก่าที่ทำมานานหลายปี และคงจะต้องใช้เงินจำนวนมากเกินจำเป็นในการจะทำโฆษณาให้ประสบความสำเร็จต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ กลุ่มเป้าหมายหลักเลยไม่ตอบโจทย์การทำโฆษณาได้ตลอดไปครับ

ในเรื่องการคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาวนั้น เราต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำขึ้น โดยการใช้กลุ่มคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจเรามาก่อนในทางใดทางหนึ่ง มาเป็นกลุ่มเป้าหมายในการทำโฆษณาของเราครั้งต่อไป สิ่งที่พูดมานี้ตรงกับหลักกลยุทธ์ที่เรียกว่า Remarketing ครับ และใน Facebook Ads ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยจะเรียกกลยุทธ์นี้ของ Facebook ว่า Retargeting ความหมายของคำนี้อาจไม่ได้มีความหมายเหมือน Remarketing ร้อยเปอร์เซนต์ แต่เป็นคำที่เหมาะสมกว่าในระบบ Facebook Ads เนื่องจากโฆษณาจะโฟกัสไปที่การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการตลาดหรือคอนเวอร์ชั่น (Conversions) เพิ่มขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อให้เกิดการซื้อสินค้าหรือบริการโดยตรงเท่านั้นครับ

Custom Audience กลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นของ Facebook Retargeting

เมื่อเราพูดถึงการทำโฆษณาด้วยกลยุทธ์ Facebook Retargeting สิ่งที่เราจะต้องนึกถึงทันทีคือกลุ่มเป้าหมายที่เรียกว่า Custom Audience (กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง) เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง และเราจะไม่สามารถทำ Retargeting Ads ได้ดีและมีคุณภาพเลย ถ้าเราไม่สามารถสร้าง Custom Audience ได้อย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับธุรกิจเราครับ

Custom Audience นี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่สร้างขึ้นมาได้โดยใช้ข้อมูลจากธุรกิจเราโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่บนระบบ Facebook (On-Facebook) หรือข้อมูลที่อยู่นอกระบบ Facebook (Off-Facebook) ก็สามารถนำมาใช้งานร่วมได้ และสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบครับ แปลว่า Custom Audience ที่ถูกสร้างมาจากคนละบัญชี ธุรกิจคนละประเภท วิธีการคนละแบบ ก็จะมีคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายอยู่ในนั้นแตกต่างกัน ทำให้เกิดความแตกต่างของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของแต่ละธุรกิจได้ และนี่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราสามารถทำโฆษณา Facebook Ads ให้มีความแตกต่างและอยู่เหนือคู่แข่งเราได้นั่นเอง

แต่ความท้าทายมันไม่ได้อยู่แค่ว่า เราสร้าง Custom Audience ที่ว่านี้เป็นหรือเปล่า แต่อยู่ที่ว่า เราสามารถคิดกลยุทธ์วางแผนเพื่อจะสร้าง Custom Audience ให้มีคุณภาพและเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ที่สุดของโฆษณาของเราได้เจ๋งแค่ไหนครับ

Facebook Retargeting Custom Audience

ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในเรื่อง Custom Audience ที่กล่าวมาครับ สมมติเราทำโฆษณาขายคอนโด หากเราสักแต่จะยิงหว่านออกไปเรื่อยๆ เช่น กำหนดกลุ่มเป้าหมายของคนสนใจเรื่องอสังหาริมทรัพย์ เรื่องคอนโด และอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด คงจะเป็นการเลือกกลุ่มเป้าหมายกว้างๆ ซึ่งคงจะต้องใช้เม็ดเงินเยอะอยู่กว่าจะทำให้การตลาดประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ และคงไม่เหมาะถ้าจะทำโฆษณาด้วยวิธีนี้ไปเรื่อยๆ โฆษณาก็คงจะต้องวนเวียนไปหาคนที่ใช่กลุ่มเป้าหมายบ้าง ไม่ใช่บ้าง คนหน้าเดิมๆ ที่อาจจะสนใจคอนโด ทำงานอยู่ในสายงานอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เคยคิดจะซื้อคอนโดของเรา หรือเงินที่ทำโฆษณาก็อาจจะถูกใช้ไปไม่คุ้มค่าที่สุดแน่นอน

แต่หากเรานึกถึงหลักกลยุทธ์ Facebook Retargeting ที่กล่าวมาแล้วนั้น เราอาจวางแผนโดยการสร้างการรับรู้ให้กับคนที่สนใจคอนโดด้วยการใช้โพสต์วิดีโอ ทำให้คนรู้จักโครงการของเราทำเป็นโฆษณายิงออกไปก่อน หลังจากนั้นเราสามารถ Retargeting คนที่ดูวิดีโอนั้นได้ โดยการรวบรวมคนเหล่านั้นมาเป็น Custom Audience ของเรา แน่นอนว่าเค้าเหล่านั้นจะต้องมีความสนใจคอนโดของเราไม่น้อย และทำโฆษณาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับคอนโดเราเพิ่มเติมแก่คนเหล่านั้นอีกที ก็เปรียบเสมือนการทำกลุ่มเป้าหมายเราให้แคบลงแต่คุณภาพดีขึ้น ทำให้เม็ดเงินในการทำโฆษณานั้น ถูกใช้กับคนที่ใช่จริงๆ ได้มากขึ้น และโฆษณา Facebook Ads ของเราก็จะมีคุณภาพมากขึ้นนั่นเองครับ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการสร้าง Custom Audience นั้น ทำได้ทั้ง On-Facebook และ Off-Facebook ในบทความนี้ ผมจะขอกล่าวถึงการสร้าง Custom Audience ในส่วนของ On-Facebook นะครับ โดยการดึงกลุ่มเป้าหมายที่เคยมีส่วนร่วมกับเราบนระบบ Facebook มาสร้างเป็น Custom Audience เพื่อใช้ในการสร้าง Retargeting Ads ต่อไปครับ

Facebook Ads Retargeting

Retargeting Ads ด้วย Engagement บน Facebook ทำอย่างไรได้บ้าง

1. Video Engagement

หนึ่งในข้อดีของการใช้วิดีโอสำหรับ Facebook Post ที่อยู่เหนือการโพสต์ด้วยรูปภาพหรือ Visual Format อื่นๆ คือ Facebook ให้เราทำ Retargeting Ads กับคนที่เคยดูวิดีโอเราได้ครับ เหมือนในตัวอย่างที่ผมได้กล่าวไว้ด้านบน หากเราต้องการหาคนที่สนใจสินค้าหรือบริการของเรามากๆ การที่เราปล่อยวิดีโอเพื่อสร้างการรับรู้เบื้องต้นออกไปก่อน และหาคนที่ดูวิดีโอนั้นไปนานจนที่เราพอจะบอกได้ว่าคนนั้นน่าจะมีความสนใจสินค้าหรือบริการของเรา เราก็สามารถให้ระบบ Facebook ช่วยรวบรวมกลุ่มคนที่ว่านั้น แล้วสร้างเป็น Custom Audience ได้ครับ คำว่าดูวิดีโอไปนานที่ผมพูดถึงไปแล้วนั้น ในระบบ Facebook มีตัวเลือกให้เราเลือกดังนี้

  • คนที่ดูวิดีโอเราไปอย่างน้อย 3 วินาที
  • คนที่ดูวิดีโอเราไปอย่างน้อย 10 วินาที
  • คนที่ดูวิดีโอเราไป 25% ของความยาวทั้งหมด
  • คนที่ดูวิดีโอเราไป 50% ของความยาวทั้งหมด
  • คนที่ดูวิดีโอเราไป 75% ของความยาวทั้งหมด
  • คนที่ดูวิดีโอเราไป 95% ของความยาวทั้งหมด

กำหนด Custom Audience จาก Video Engagement

Shifu แนะนำ
การที่เราจะตัดสินใจเลือกว่าควรเลือกคนที่ดูวิดีโอไปนานแค่ไหนถึงจะเหมาะสม ปัจจัยแรกคือความยาวทั้งหมดของวิดีโอเราครับ ถ้าเกิดวิดีโอเราสั้น เราก็สามารถจะเลือกที่ 75% หรือ 95% ได้สบายๆ อีกปัจจัยหนึ่งคือจำนวนคนที่ได้ดูวิดีโอเราไปว่ามากน้อยแค่ไหนในแต่ละช่วงมีมากน้อยขนาดไหน ซึ่งเราสามารถดูได้จากผลลัพธ์ของโพสต์วิดีโอนั้น หรือเข้าไปดูในข้อมูลเชิงลึกของเพจ (Page Insights) ก็ได้ครับ จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะเลือกตัวเลือกไหนดี เพราะหากเราคิดจะใช้แต่คนที่ดูวิดีโอไป 95% อยู่อย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนที่สนใจสินค้าหรือบริการเรามากแน่ๆ แต่เกิดมีปริมาณน้อยเกินไป ก็ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ในการทำโฆษณาอยู่ดีครับ

ข้อดีของการ Retargeting ด้วย Video Engagement นี้ สามารถเลือกวิดีโอที่มาจากโพสต์ของ Facebook Page อันไหนของเราก็ได้ หรือจากโพสต์ Instagram ที่บัญชีผูกไว้กับ Facebook Page ของเรา ทำให้เราสามารถ Retargeting ข้ามแพลตฟอร์มได้ด้วยครับ นอกจากนี้ Facebook ยังอนุญาตให้เราเลือกเวลาย้อนหลังได้สูงสุดถึง 365 วัน ทำให้เราสามารถดึงคนที่เคยดูวิดีโอเราเมื่อนานมาแล้วกลับมาเป็นเป้าในการทำโฆษณาได้อีกด้วย และในทางปฏิบัติแล้ว Facebook จะอัพเดทกลุ่มคนที่อยู่ใน Custom Audience ให้เรื่อยๆ เช่นถ้าเกิดเราสร้าง Custom Audience วันนี้ และเลือกย้อนหลัง 365 วัน หากเรานำ Custom Audience นี้ไปใช้ในภายหลัง Facebook ก็จะรวบรวมคนย้อนหลังกลับไป 365 วันจากวันที่ทำโฆษณาครับ ไม่ใช่จากวันที่สร้าง Custom Audience ทำให้ Custom Audience เรามีความสดใหม่อยู่เสมอ

Retargeting ด้วย Video Engagement

2. Lead Form Engagement

Lead Form เป็นแบบฟอร์มลูกค้าที่เราสามารถใช้งานภายใต้การทำโฆษณา Facebook Ads โดยเลือกวัตถุประสงค์โฆษณา “Lead Generation” (การสร้างลูกค้าเป้าหมาย) การสร้างแบบฟอร์มนี้ เราสามารถเลือก Field ต่างๆ ให้คนกรอก หรือจะเป็นคำถามที่กำหนดเอง (Custom Questions) ก็ได้ ลักษณะของการทำโฆษณาประเภทนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ แต่จะเหมาะกับธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายต้องใช้เวลาในการตัดสินใจสูงในแต่ละ Marketing Stage ครับ และเมื่อเราได้คนที่กรอกข้อมูลส่งให้เรา ก็เปรียบเสมือนเขาเหล่านั้นเป็น Lead ที่ต้องส่งให้เซลส์ปิดการขายต่อนั่นเอง

ในลักษณะการทำ Retargeting ด้วย Lead Form นี้ ระบบ Facebook จะให้เรารวบรวมกลุ่มคนที่เคยคลิกโฆษณาเพื่อเปิด Lead Form ขึ้นมา และกรอกข้อมูลส่งให้เราได้ หรือจะรวบรวมคนที่เปิด Form แต่ไม่กรอกข้อมูลส่งให้เราก็ได้เช่นกัน และสามารถเลือกย้อนหลังได้สูงสุด 90 วันครับ

กำหนด Custom Audience จาก Lead Form Engagement

Shifu แนะนำ
หากเราเลือกคนที่เปิด Form แต่ไม่ส่งข้อมูล นั่นแปลว่า เค้าเหล่านั้นยังสนใจเราไม่มากพอที่จะส่งข้อมูลส่วนตัวให้เราได้ การรวบรวมคนเหล่านี้ไปสร้าง Custom Audience ควรใช้ทำโฆษณาเพื่อเพิ่มข้อมูลความสนใจให้เค้ามากขึ้นอีก และนำเสนอโฆษณา Lead Generation อีกครั้งในภายหลังก็ได้ครับ ในส่วนคนที่เปิด Form และส่งข้อมูลให้เรานั้น นอกจากเราจะได้ข้อมูลพวกเค้าส่งให้ทางทีมเซลส์ปิดการขายต่อได้แล้ว เรายังสามารถรวบรวมคนเหล่านี้เป็น Custom Audience เพื่อยิงโฆษณาโปรโมชั่นปิดการขาย ช่วยเซลส์ได้อีกทางครับ

3. Instant Experience Engagement

Instant Experience ชื่อนี้อาจจะยังไม่คุ้นหูใครหลายๆ คน แต่ถ้าบอกว่ามันคือชื่อใหม่ของ Facebook Canvas หรือ Fullscreen Experience หลายคนก็คงจะอ๋อกันนะครับ ถ้าใครไม่รู้จักหรือยังไม่แน่ใจว่า Instant Experience เป็นอย่างไร สามารถเข้าไปดูข้อมูลและตัวอย่างเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ Facebook หัวข้อ Bring brands and products to life with Instant Experience ได้เลยครับ

เราสามารถสร้างโพสต์บน Facebook ทั้งแบบที่เป็น Published Posts ทั่วไป หรือเป็น Ad Posts (โพสต์โฆษณา) ให้มีการแสดง Instant Experience ได้หลังจากคลิกโพสต์เหล่านั้นผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Devices) ซึ่งเจ้า Instant Experience นี้ คนสร้างคอนเทนต์สามารถสรรค์สร้างให้มีความสวยงามแตกต่าง บอกเล่าเรื่องราวของธุรกิจ สินค้า หรือบริการ ที่เราต้องการนำเสนอได้ และเมื่อเราปล่อยโพสต์เหล่านี้ออกไป Facebook จะอนุญาตให้เราสร้าง Custom Audience จากคนที่เคยเปิดดู Instant Experience หรือคนที่เคยคลิกลิงก์ใน Instant Experience นี้ได้ และเลือกย้อนหลังได้ถึง 365 วันครับ

Instant Experience Engagement

นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกคนที่เปิดหรือคลิก Instant Experience เราหลายๆ อันผสมกันได้นะครับ โดยเลือกตามคำสั่งที่ Facebook มีให้ตอนสร้าง Custom Audience ครับ ซึ่งถ้าเราสร้าง Instant Experience ได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้เราได้คนใน Custom Audience ที่มีคุณภาพตามมานั่นเอง

Shifu แนะนำ
หากใครเคยสร้าง Instant Experience มาก่อน จะทราบดีว่าการสร้างนั้นไม่ได้ยากเลย แต่การคิดคอนเทนต์ สร้างเรื่องราวให้เหมาะสมต่างหากที่เป็นเรื่องยาก จากที่เราได้เห็นตัวเลือกในการสร้าง Custom Audience ด้วย Instant Experience แล้ว ถ้าเราสอดแทรกลิงก์หรือปุ่มได้อย่างเหมาะสม จะทำให้เรากรองหากลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพขึ้นได้ครับ หรือในบางครั้งสามารถลองทำ A/B Testing เพื่อสร้าง Custom Audience ที่มีพฤติกรรมการคลิกตอบสนองข้อมูลที่ต่างกัน และนำไปใช้ในการนำเสนอโฆษณาโปรโมชั่นที่เหมาะสมต่อไปได้ครับ

4. Facebook Page Engagement

เราจะเห็นได้ว่า การทำ Facebook Retargeting ด้วย Custom Audience ที่กล่าวมาใน 3 หัวข้อแรก ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เลย ไม่ว่าจะเป็น Video หรือ Instant Experience ก็ต้องมีทั้งทีมทำคอนเทนต์และทีมครีเอทีฟที่ดี ในส่วนของ Lead Form ก็จะต้องเสียเงินทำเป็นโฆษณาก่อน แต่ในหัวข้อนี้ จะเห็นได้ว่าทำได้ง่าย และหลายๆ คนที่ต้องการทำ Custom Audience ให้ได้ไวๆ ก็มักจะมาลงเอยที่ตัวเลือกนี้ครับ นั่นคือการใช้ข้อมูลของ Facebook Page เราในการสร้าง Custom Audience

Facebook Page Engagement

เราสามารถสร้าง Custom Audience จากคนที่เคยมาเยี่ยมชมเพจเรา เคยมีส่วนร่วมกับโพสต์หรือโฆษณาของเพจเรา เคยคลิกปุ่ม เคยอินบ็อกซ์คุยกับเรา หรือเคยบันทึกเพจหรือโพสต์เรา โดยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 365 วัน ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าตัวเลือกแรกๆ นั้น สร้างเป็น Custom Audience แล้วก็อาจจะยังไม่ได้กลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพสักเท่าไร นั่นแปลว่า Custom Audience ที่สร้างได้ง่ายกว่า สะดวกรวดเร็วกว่านั้น ก็จะนำพากลุ่มเป้าหมายที่คุณภาพด้อยกว่ามานั่นเองครับ สำหรับ Custom Audience ที่ผมมักจะเห็นคนทำโฆษณา Facebook Ads หลายคนเลือกใช้ในตัวเลือกนี้ มักจะเป็นคนที่เคยอินบ็อกซ์มาคุยกับเราครับ เนื่องจากหลายธุรกิจหา Lead จากคนที่ส่งข้อความเข้ามาสอบถามผ่านทางอินบ็อกซ์ ซึ่งเราสามารถสร้างโฆษณาด้วย Custom Audience นี้ เพื่อส่งข้อมูลโปรโมชั่นสินค้าหรือบริการเราต่อไปนั่นเองครับ

Shifu แนะนำ
หลายธุรกิจในประเทศไทยมักใช้ LINE ในการให้ลูกค้าติดต่อสอบถามเป็นหลัก แต่หากใครที่ต้องใช้ Facebook Ads ในการทำโฆษณาอยู่เรื่อยๆ และเล็งเห็นความสำคัญของ Facebook Retargeting ตอนนี้คุณทราบแล้วว่า เราไม่สามารถรวบรวมกลุ่มคนที่แชทกับเราผ่าน LINE ได้โดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เหมือนกับ Facebook Messenger ที่สามารถทำได้ ซึ่งก็จะเป็นข้อได้เปรียบหนึ่งที่น่าเก็บไว้พิจารณาครับ

5. Instagram Engagement

ลักษณะการสร้าง Custom Audience จากข้อมูล Instagram นั้น ไม่ค่อยแตกต่างจาก Facebook Page เท่าไร เพียงแต่เราต้องทำให้ Instagram เป็นบัญชีธุรกิจ และเชื่อมต่อกับ Facebook Page ของเราเท่านั้น เราก็สามารถที่จะรวบรวมกลุ่มคนจากข้อมูล Instagram เราได้ครับ โดยมีตัวเลือกคือ คนที่เคยดูโปรไฟล์ธุรกิจเรา คนที่เคยมีส่วนร่วมกับโพสต์หรือโฆษณาของ Instagram เรา คนที่เคยอินบ็อกซ์คุยกับเรา หรือคนที่เคยบันทึกโพสต์หรือโฆษณาของเราครับ โดยสามารถสั่งให้ Facebook รวบรวมข้อมูลย้อนหลังให้เราได้สูงสุดถึง 365 วัน เหมือนกับการสร้าง Custom Audience ด้วย Facebook Page Engagement นั่นเอง

Instagram Engagement

6. Event Engagement

ใครที่เคยสร้าง Event ผ่าน Facebook Page แล้ว ก็สามารถสร้าง Custom Audience จาก Event เหล่านี้ได้เช่นกัน ลักษณะโพสต์ของ Event จะแตกต่างจากโพสต์ทั่วไปคือ จะมีปุ่ม Interested หรือ Going ให้คนตอบรับนั่นเองครับ โดยที่เราสามารถสร้าง Custom Audience เฉพาะคนที่เลือก Interested หรือเลือก Going เท่านั้นก็ได้ รวมทั้งคนที่ไม่ได้ตอบรับ แต่มีส่วนร่วมกับ Event นั้น เช่นกด Like Share หรือ Comment ก็ได้เช่นกันครับ

Facebook Event Engagement

Shifu แนะนำ
หากเราสร้าง Custom Audience จากคนที่กด Interested นั่นแปลว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีความสนใจใน Event แต่ยังมีไม่มากพอที่จะทำเขาตัดสินใจไปร่วม Event นั้นได้ เราควรนำกลุ่มเป้าหมายนี้ไปทำโฆษณาเพื่อเพิ่มข้อมูลให้เขาสนใจมากขึ้นครับ และในส่วนของคนที่กด Going เราสามารถนำเขาเหล่านั้นมาเป็นกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาที่จะทำเมื่อใกล้ถึง Event ก็ได้ครับ เพื่อเป็นการทำให้เขาจดจำได้ว่า ใกล้จะมี Event ที่คุณเคยสนใจและตอบรับเกิดขึ้นแล้วนะ อย่าลืมไปร่วม Event กันด้วย หรือจะเก็บไว้ใช้ในโฆษณาสำหรับ Event ที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคตก็ได้เช่นกัน

ใช้ Custom Audience อย่างไรในการทำโฆษณา

เมื่อเราสร้าง Custom Audience จากตัวเลือกที่ระบบ Facebook มีให้ใช้เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่เราต้องรู้คือ จะนำมันไปใช้ในการทำโฆษณาอย่างไรนั่นเองครับ การใช้งาน Custom Audience นี้จะอยู่บริเวณ Audience (กลุ่มเป้าหมาย) ในชั้นของ Ad Set (ชุดโฆษณา) ครับ โดยเราจะเห็นกล่องแรกสุดที่มีคำว่า Custom Audiences เขียนกำกับไว้อยู่ หากเราคลิกที่กล่องนี้ ก็จะมีตัวเลือก Custom Audience ที่เราได้สร้างไว้ขึ้นมาให้เลือกครับ

การยิงโฆษณาด้วย Custom Audience

เราสามารถเลือกใส่ Custom Audience ลงไปในกล่องนี้ได้มากกว่า 1 อันนะครับ หากเราใส่ Custom Audience อันไหนเข้าไปในกล่องนี้ ก็เหมือนเป็นการบอก Facebook ว่า เราต้องการให้จุดเริ่มต้นของกลุ่มเป้าหมายสำหรับ Ad Set นี้ เป็นคนที่อยู่ใน Custom Audience นั้น ไม่ได้ต้องการจุดเริ่มต้นของกลุ่มเป้าหมายจากคนทุกคนที่เล่น Facebook บนโลกนี้ หลังจากนั้นเรายังสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายชัดเจนขึ้นโดยการกำหนดข้อมูลเพิ่มเติมด้วย Locations, Demographics, Interests และ Behaviors เหมือนกับตอนที่เราทำโฆษณาด้วย Core Audience ได้อีกด้วย

สรุป

และนี่ก็เป็นการทำ Facebook Retargeting ด้วยข้อมูลที่อยู่บนระบบ Facebook (On-Facebook) นั่นเองครับ เราจะเห็นได้ว่า Facebook มีตัวเลือกให้เราได้ใช้มากมายแตกต่างกันไป และการสร้าง Custom Audience นั้นก็ไม่ได้ยากอะไรเลย สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ซึ่งสำคัญที่สุดในการทำ Facebook Retargeting คือ การวางแผนกลยุทธ์ของเราครับ ว่าเราจะใช้คอนเทนต์อย่างไร สร้างยังไง ด้วยวิธีไหน เพื่อมุ่งสู่การได้ Custom Audience  ที่รวบรวมคนที่มีคุณภาพและใช่ที่สุดสำหรับโฆษณาต่อๆ ไปของเรานั่นเอง

ตาคุณแล้ว

ตอนนี้ผมก็อยากรู้แล้วว่า คุณจะวางแผนสร้าง Custom Audience และทำ Facebook Retargeting ด้วยข้อมูล On-Facebook ให้เหมาะสมกับธุรกิจคุณอย่างไรต่อไป ผมหวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะทำให้คุณมีมุมมองในการสร้างสรรค์โฆษณาให้มีประสิทธิภาพด้วยกลุ่มเป้าหมายที่มีความชัดเจนขึ้นนะครับ

การทำ Facebook Retargeting ยังมีอะไรมากกว่านี้อีก นั่นคือส่วนของข้อมูลนอกระบบ Facebook (Off-Facebook) ครับ ซึ่งจะขอพูดถึงในบทความต่อไปครับ

นอกจากกลยุทธ์ Retargeting แล้ว ยังมีวิธีทำการตลาดบน Facebook อีกหลายวิธีที่ช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและบรรลุจุดประสงค์ของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คอร์ส Facebook Marketing for Conversion รวบรวมหลักการ เทคนิค และเครื่องมือ สำหรับทำการตลาดบน Facebook ตั้งแต่การผลิตเนื้อหา การวางแผน Optimzaion และ Tracking เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณสร้าง Conversion ได้ตามต้องการ

Pong Siripong

ศิริพงศ์ เตียวพิพิธพร (ป้อง) เป็นที่ปรึกษาและวิทยากรทางด้าน Digital Marketing ให้กับหน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย และองค์กรเอกชนมากมาย มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจออนไลน์มาหลายปี เป็นคนที่หลงใหลในการผสมผสานการทำการตลาดด้วย Facebook ร่วมกับช่องทางอื่น ๆ

More From Me
>

ให้การทำงานบน Social Media ง่ายขึ้นด้วย

70 เครื่องมือที่จะติดปีกให้กับ 
Social Media ของคุณ