สรุปเทรนด์ E-Commerce ไทย เตรียมพร้อมเข้าสู่สนามรบในปี 2019!

Watch

เมื่อวันก่อน ทีมงาน Content Shifu มีโอกาสได้ไปร่วมฟังการอัปเดตเทรนด์ E-Commerce ของประเทศไทยในงาน Priceza E-Commerce Trends 2019: The Infinity of E-Commerce Wars 2019 ซึ่งปีนี้ตั้งชื่อได้สมกับความคึกคักของตลาดอีคอมเมิร์ซบ้านเรามากจริงๆ

งานนี้เราจึงเก็บข้อมูลและวิเคราะห์เทรนด์ที่น่าสนใจ มาคัดกรองและอัปเดตให้คุณได้อ่านกัน รับรองว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของ E-Commerce ไทยในปี 2019 ได้อย่างแน่นอน

ประเด็นที่ต้องจับตามอง

ในช่วงเริ่มงาน คุณไว-ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา CEO ของ Priceza ได้แชร์ Insight ที่น่าสนใจไว้หลายอย่าง ซึ่งถึงแม้ว่า Insight เหล่านั้นจะเป็นเพียงข้อมูลจาก Priceza ไม่ใช่ข้อมูลของตลาดทั้งหมด แต่เราคิดว่าข้อมูลจาก Priceza นั้นสามารถใช้เป็นตัวแทนข้อมูลภาพรวมของประเทศได้ในระดับนึงเลย เพราะในปีปีนึงมีคนเข้าไปยังเว็บไซต์ Priceza เป็นหลักร้อยล้านครั้ง (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 พฤศจิกายน 2561 มียอดผู้เข้าชมเว็บของ Priceza ถึง 110 ล้านครั้ง)

และนี่คือสิ่งที่เราคิดว่าต้องจับตามอง

E-Commerce ไทยเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

จากข้อมูลการซื้อขายของ Priceza ปีนี้ อัตราการซื้อต่อการเข้าชม (Conversion Rate) 3.06% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจาก 1.72% ในปี 2016 

Sale Conversion Rate ปี 2016-2018คนไทยมั่นใจใช้มือถือซื้อของมากขึ้น

จากปีที่แล้ว Priceza บอกว่ามือถือเป็นช่องทางที่สร้าง Awareness ให้สินค้าได้ดีที่สุด เพราะมีปริมาณการค้นหาจากช่องทางนี้เยอะที่สุด (70%) แต่เมื่อถึงขั้นตอนที่จะต้องตัดสินใจและกดซื้อ (Conversion) คนส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะทำผ่าน Desktop มากกว่า (76%)

แต่สำหรับปีนี้ Priceza ชี้ว่า ถ้าพิจารณาจากการทำโปรโมชั่น 11.11 ในวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตลาดนักช็อปออนไลน์ไทยมีความตื่นตัวกว่าปีที่แล้วมาก โดยเฉพาะการซื้อผ่านมือถือ ซึ่งเติบโตมากกว่า Desktop ถึง 3 เท่า!

Shifu แนะนำ
 คุณไวเสริมว่า หนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้คนซื้อผ่านมือถือกับมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะธุรกิจทำโปรโมช้่นให้ซื้อผ่านแอพพลิเคชั่นเพื่อรับส่วนลดพิเศษด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ก็แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มีความมั่นใจในการทำธุรกรรมผ่านมือถือมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ถ้าเป็นของแพงหน่อย ยังไงผู้ใช้งานก็จะเลือกคลิกจาก Desktop เท่านั้น 
 

สรุปเทรนด์ E-Commerce ปี 2019

ในฐานะแพลตฟอร์มที่อยู่กลางสนามรบ E-Commerce เรามาดูกันว่า Priceza มองเห็นเทรนด์อะไรบ้าง

1. All Roads Lead to E-Commerce : ทุกแพลตฟอร์มหลักจะมุ่งหน้าสู่ E-Commerce ทั้งหมด

ประเด็นที่ได้รับการเน้นย้ำหลายครั้งในงานนี้ ก็คือ Priceza เชื่อว่าในปี 2019 แพลตฟอร์มหลัก 5 กลุ่มที่คนไทยใช้เวลาด้วยมากที่สุด จะทยอยเปิดบริการที่สนับสนุน E-Commerce ออกมาให้เราได้เห็นกัน

จากข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยจาก ETDA (Electronic Transaction Development Agency) พบว่า คนไทยใช้บนอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก คือ 4.2 ชั่วโมง/วัน แบ่งกิจกรรมออกเป็น 5 กิจกรรมหลักคือ

  • Social Media
  • Information Search
  • Email
  • TV Viewing & Music Listening
  • Online Purchase

ปี 2018 เป็นปีแรกที่กิจกรรมการซื้อของออนไลน์ติดอันดับ 1 ใน 5 กิจกรรมหลักของผู้ใช้งานในไทย ซึ่งทำให้พูดได้ว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างแท้จริงแล้ว! ซึ่งปัจจุบันทุกกิจกรรมเหล่านี้ ล้วนมีแพลตฟอร์มใหญ่ๆ รองรับทั้งหมดแล้ว เช่น Social Media ก็มี Facebook ครองตลาด ส่วน Information Search แน่นอนว่าเป็น Google เป็นต้น

5 กิจกรรมหลักที่คนไทยใช้เวลาบนอินเตอร์เน็ต

ประเด็นก็คือ เราจะสังเกตได้ว่าในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ธุรกิจไหนๆ ก็อยากจะสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง แต่โจทย์สำคัญที่จะทำให้แพลตฟอร์มยืนระยะได้นานคือ ต้องทำให้คนใช้แล้วติดหนึบ ไม่หนีไปใช้เจ้าอื่น ซึ่งการจะทำได้สำเร็จ แน่นอนว่าแพลตฟอร์มนั้นๆ จะต้อง “รู้ใจ” ผู้ใช้งานให้มากที่สุด

และการที่จะรู้ใจผู้ใช้งานได้ สิ่งที่ช่วยตอบโจทย์ก็คือ บริการ E-Commerce เพราะระบบการเก็บข้อมูลจะทำให้เจ้าของแพลตฟอร์มรู้ทุกอย่างว่าผู้ใช้งานแต่ละคนดูอะไร ชอบอะไร ซื้ออะไร รุ่นไหน เมื่อไหร่ หรือแม้แต่คาดการณ์ว่าในอนาคตพวกเขาจะอยากซื้ออะไร

สำหรับตัวอย่างความเคลื่อนไหวที่แพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มหันมาทำตัวเป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce ก็เช่น Facebook Marketplace, Google Shopping รวมถึงการที่ Facebook Messenger จับมือ KBank เปิดบริการให้สามารถชำระเงินใน Messenger ผ่าน K Plus เมื่อช่วงกลางปี 2018

และในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์ม E-Commerce เองก็ไม่ได้ต้องการเป็นแค่ช่องทางซื้อขาย แต่จะเริ่มขยายฟีเจอร์ให้รองรับกิจกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น ฟีเจอร์แชทหรือ News Feed เหมือนในโซเชียลมีเดีย เป็นต้น

Platform Evolution to E Commerce

สรุปทิศทางการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มเจ้าใหญ่ที่เริ่มขยับตัวรองรับกิจกรรมอื่นๆ ของผู้ใช้งาน

2. สงคราม E-Commerce จะดุเดือด ทั้งผู้เล่นไทยและต่างชาติ

ถ้านับจำนวนสินค้าที่อยู่บน 3 แพลตฟอร์มใหญ่ในไทยอย่าง Lazada Shopee และ JD Central รวมกันแล้ว ปัจจุบันมีสินค้าอยู่ถึง 75 ล้าน SKU หรือคำนวณให้เห็นภาพง่ายๆ คือถ้าใช้เวลาเปิดดูสินค้าทุกชิ้น ชิ้นละ 5 วินาที จะต้องใช้เวลาถึง 12 ปี

ในจำนวนนี้ เป็นสินค้าจากผู้ขายจากต่างประเทศถึง 80% โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท Sports & Outdoors, Jewellery, Watches, Sunglasses

สัดส่วนผู้ขายไทยและต่างชาติ ในตลาด E-Commerce ของ Priceza

ประเภทสินค้า และสัดส่วนผู้ขายไทยและต่างชาติ ในตลาด E-Commerce

3. EOD จะมาแทนที่ COD

นับตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ E-Marketplace อย่าง Lazada เริ่มให้บริการในบ้านเรา ระบบการจ่ายเงินแบบ COD หรือ Cash on Delivery ก็ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคยังรู้สึกไม่ไว้ใจหากต้องชำระเงินก่อนรับสินค้า

แต่ถ้ามองกันจริงๆ แล้ว ระบบการจ่ายเงินแบบนี้ทำให้ผู้ขายต้องแบกต้นทุนในการบริหารเงินสดสูงมาก เพราะคนส่งของก็ต้องเตรียมเงินสดไว้ทอนจำนวนไม่น้อย โดยแบงก์ชาติพบว่า ต้นทุนการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต หรือ E-Wallet ถูกกว่าการชำระเงินสดถึง 4 เท่า (ใกล้เคียงกับตัวเลขจาก Amazon India ที่พบว่าระบบชำระแบบ COD แพงกว่า Amazon Pay 3.5 เท่า)

จนมาถึงวันนี้ที่ Infrastructure ด้าน E-Payment บ้านเราแข็งแกร่งขึ้นจากการที่สถาบันทางการเงินหันมาลงทุนพัฒนาระบบทางการเงินอย่างจริงจัง ประกอบกับตัวเลขการซื้อของออนไลน์ที่พูดถึงในตอนต้น เป็นสัญญาณว่า ในอนาคต COD กำลังจะถูก EOD (E-Payment on Delivery) เข้ามาแทนที่!

เปรียบเทียบต้นทุน COD กับ EOD

Shifu แนะนำ

สังเกตได้ว่าตอนนี้เกือบทุกแพลตฟอร์มเช่น Line Money และ KPlus เริ่มเปิด E-Wallet ของตัวเอง และกระตุ้นให้ผู้บริโภคนำเงินไปฝากไว้ใน Wallet โดยดึงดูดด้วยส่วนลดและโปรโมชั่นต่างๆ 

4. Omni Channel คืออนาคต

อีกหนึ่งเรื่องที่พูดถึงกันตั้งแต่งาน Priceza เมื่อปีที่แล้วก็คือ Omni Channel หรือการผสมผสานหลากหลายช่องทางการขายเข้าด้วยกัน เพราะทั้งออนไลน์และออฟไลน์ต่างก็มีจุดดี จุดด้อยของตัวเอง สุดท้ายลูกค้าก็ต้องการทางที่สะดวกกับพวกเขามากที่สุด เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ (Seemless Experience) ให้ได้

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจาก Omni Channel

ประโยชน์ข้อหนึ่งของการเชื่อมประสบการณ์ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันก็คือ “ยอดขายที่เพิ่มขึ้น” โดยจากข้อมูลที่ Priceza นำเสนอ พบว่าการที่แบรนด์ให้ลูกค้าที่ซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์นำสินค้าที่ไม่ถูกใจมาคืนที่ร้าน จะทำให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อของชิ้นใหม่เพิ่มที่ร้าน 18%

ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลเหมือนกันกับการที่ร้านค้าออนไลน์เริ่มมีตัวเลือกให้ลูกค้าเข้าไปรับสินค้าที่ร้านด้วยตัวเอง แทนที่จะนั่งรอของมาส่งที่บ้าน

ดังนั้น สำหรับทุกธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ การจะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าได้ตรงใจ สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้องศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าให้ดีว่า พวกเขาใช้เวลาทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เก็บข้อมูลทุกครั้งเวลาขายของ ซื้ออะไร รุ่นไหน เมื่อไหร่ เพื่อบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Own customer relationship) ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา

3 Insight น่ารู้สำหรับนักการตลาดออนไลน์

นอกจากเทรนด์หลักๆ ที่เราได้รับฟังจาก Panelist ที่มาร่วมแบ่งปันความรู้กันแล้ว ยังมี Insight เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากการพูดคุยที่เรามองว่าน่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะสำหรับ Digital Marketer มาฝากกันด้วย

1. วันไหนที่คนซื้อของออนไลน์เยอะที่สุด?

ข้อนี้รับรองว่าเดากันไม่ถูกแน่นอน เพราะจากการเก็บข้อมูลของ Priceza พบว่าวันที่คนเข้ามาเช็คราคาสินค้ามากที่สุดคือ “วันจันทร์” และน้อยที่สุดใน “วันเสาร์-อาทิตย์” ค่ะ

ขณะที่คุณศุภนีวรรณ จูตระกูล First Senior Vice President จาก Retail Business Division ของ KBank เองก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน เพราะจากข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน พบว่ามีการซื้อขายสินค้าในวันธรรมดามากกว่าวันเสาร์-อาทิตย์ (งานนี้สงสัยว่าวลี “ช็อปคลายเครียด” นี่น่าจะจริง) แถมยังบอกด้วยว่า ช่วงเวลาที่ขายดีคือหลังพักเที่ยงเป็นต้นไป

2. ควรขายของบนแพลตฟอร์มไหนดี?

แพลตฟอร์มออนไลน์แต่ละช่องทางมีจุดแข็ง จุดอ่อน ต่างกันไป หนึ่งในข้อสังเกตที่ผู้ร่วมเสวนาแชร์ให้เราฟังก็คือ Facebook นั้นเหมาะจะเป็นช่องทางในการสร้าง Awareness ให้แบรนด์ ในขณะที่ Instagram เป็นตัวเลือกที่นิชกว่า และอาจจะเข้าถึงคนบางกลุ่มได้ดีกว่า ส่วน Line ยังคงเป็นช่องทางที่ร้านค้าจำนวนมากใช้ในการปิดการขาย (สังเกตว่าไม่ว่าจะมีเพจบน Facebook หรือ Instagram แต่พ่อค้าแม่ค้าก็มักจะชอบให้กลุ่มเป้าหมายแอด Line มาคุยรายละเอียดกันต่อใน Line)

คุณไวสันนิษฐานว่า เหตุผลที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า จุดแข็งของ Line คือการเป็นช่องทางสำหรับการสื่อสาร (Communication) มาตั้งแต่แรก คนส่วนใหญ่จึงสะดวกใจที่จะแอด Line เพื่อคุยกับร้านค้าซึ่งไม่ใช่คนรู้จักมากกว่าจะคุยใน Facebook หรือ Instagram ที่แอดมินเพจสามารถกดเข้าไปดูโพสต์เก่าๆ และข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าได้

ดังนั้น การเลือกใช้แพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับธุรกิจและขั้นตอนการขาย จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องใส่ใจ

3. ทำยังไงให้โดดเด่นจากคู่แข่ง?

ในตลาดออนไลน์ที่เต็มไปด้วยคู่แข่งจำนวนมาก สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อของจากร้านใดร้านหนึ่งก็คือ “คอนเทนต์” เพราะมันคือสิ่งที่จะสร้างความแตกต่าง และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ไปพร้อมๆ กัน ร้านไหนที่เขียนอธิบายสินค้าแค่สั้นๆ ไม่มีเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมลติดต่อกลับ ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าผู้ขายไม่ใส่ใจและไม่น่าไว้วางใจ (คุณวัชระ นิวาตพันธุ์ CPO ของ Priceza)

สรุป

และนี่ก็คือเทรนด์ E-Commerce ของตลาดไทยในปี 2019 จากงาน Priceza E-Commerce Trends 2019 

พฤติกรรมของผู้บริโภค ภาพรวมของตลาด และการเติบโตของเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจะต้องอัปเดต และเตรียมตัวให้ทัน เพราะเมื่อไหร่ที่คุณหยุดเดิน… นั่นหมายความว่าคุณกำลังเดินถอยหลัง

ตาคุณแล้ว

คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยยังไงกับเทรนด์ E-Commerce ในบทความนี้บ้าง? มาคุยกันต่อได้ในคอมเมนต์เลยค่ะ 🙂

Shifu Team
Shifu Team

More From Me
>