เคยไหมกับความรู้สึกที่ว่า ‘คิดไอเดียคอนเทนต์ไม่ออก ทำไงดี ตันมากเลย’ แล้วแบบนี้จะหาทางออกยังไงดี ถ้าคำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวของคุณแล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณอาจจะเป็นหนึ่งใน Blogger, Vlogger, หรือแม้แต่ Owner ของสินค้าและบริการบางอย่างที่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า ‘Online Platform’ เพื่อ ‘ส่งเสียง’ หรือ ‘กระจายข้อมูล’ ให้ใครหลายๆ คนอย่างรวดเร็ว 

เอ๋ แต่จริงๆ เราก็แค่เขียนหรือโพสต์สื่ออะไรก็ได้นี่ ทำไมต้องมานั่งคิด Content ให้ปวดหัวด้วยล่ะ? วันนี้เราเลยจะมาอธิบายว่าทำไมเราต้องทำ ‘คอนเทนต์’ พร้อมตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์ที่น่าทำ 🙂 

ยาวไปอยากเลือกอ่าน

ทำไมเราถึงต้องผลิต Content ออกมานะ?

อย่างที่ใครหลายคนก็พูดกันว่า ‘Content is King’ หรือคอนเทนต์คือราชา คอนเทนต์คือสารที่ ‘เรา’ ต้องการที่จะ ‘สื่อสาร’ ไปยัง ‘ลูกค้า (กลุ่มเป้าหมาย) ของเรา’ โดยที่รูปแบบของ Content ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดอยู่แค่ตัวอักษร อาจจะเป็นรูปภาพ วิดีโอหรืออะไรก็ตามที่นับว่าเป็น Message 

จุดประสงค์ที่เราจำเป็นต้องพึ่งพาคอนเทนต์นั่นก็เพราะว่า เราจำเป็นต้อง ‘สื่อสาร’ กับลูกค้า พูดในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ยิน ทำให้คอนเทนต์ของเราดึงดูดว่าที่ลูกค้า (Leads) หรือลูกค้า (Customers) เข้ามาทำบางสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล, สร้างปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เช่น กด Like หรือ Comment, หรือการที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการจากเรา 

โดยที่ตัวคอนเทนต์ของเราจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่า การนั่งคิดไอเดียคอนเทนต์ คุณต้องรู้จักตัวเองก่อน คิดก่อนว่าแบรนด์ของคุณต้องการสื่อสารอะไร และส่งสารไปหาใครกันแน่ การทำ Persona สำหรับแบรนด์คือเรื่องสำคัญที่สุด เพราะสารที่เราส่งออกไปจะได้ทรงพลังและชัดเจน 

รู้จัก ‘สื่อ’ ให้ดี ก่อนตกผลึกไอเดียคอนเทนต์

หลังจากรู้จักความสำคัญของการรู้ ‘ผู้รับสาร’ กับ ‘สาร’ แล้วนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักกับ ‘สื่อ’ หรือ Media ที่เราจะเอาไว้เป็นช่องทางติดต่อกับลูกค้าของเรา เพราะไม่ใช่ทุกคอนเทนต์จะเข้ากับทุกสื่อ หรือทุกสื่อสามารถรองรับทุกคอนเทนต์ และพาเราไปสู่เป้าหมายได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าสื่อตัวนั้นมีอะไรที่โดดเด่น

‘Put right man in a right Job’ คืออีกสิ่งสำคัญก่อนที่เหล่าครีเอเตอร์จะมาคิดไอเดียคอนเทนต์

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็น Website Owner ที่ต้องการให้คอนเทนต์ของเราขึ้นอันดับแรกๆ บนหน้า Search Engine เพื่อดึงดูดลูกค้าให้ ‘คลิก’ เข้ามา ดังนั้นเราต้องรู้ว่าสารอะไรจะเหมาะกับสื่อตัวนี้ อาจจะเป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร เช่น Blog หรืออาจจะแทรกสื่ออื่นๆ เพื่อขยายความและเพื่อช่วยให้ลูกค้าหรือคนที่เข้ามาอ่านสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ของเราได้มากขึ้น เช่น รูปภาพ หรือ วิดีโอ เป็นต้น


สำหรับ Content Creators ที่กำลังเริ่มจับช่องทางบนโลก Digital สามารถไปศึกษาว่าเราสามารถเลือกสื่อไหนที่ใช่กับวิธีการสร้างคอนเทนต์ของเราได้บ้าง ผ่านบทความชุดนี้ได้เลย

หลังจากรู้จักความสำคัญของคอนเทนต์และช่องทางที่จะถ่ายทอดแล้ว เรามาดูตัวอย่างไอเดียทำคอนเทนต์กันดีกว่า 🙂

ไอเดียคอนเทนต์แบบไหน โดนใจ Users

มาถึงตัวอย่างคอนเทนต์ทั้ง 7 แบบที่ Content Creator ควรทำเพื่อดึงดูดลูกค้าให้สร้าง interaction ร่วมกันกับแบรนด์ของเรา เริ่มจากตัวแรก

Content แบบเรียลไทม์

แน่นอนว่าการที่แบรนด์จับกระแสที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ย่อมช่วยสร้าง Engagement จากคนที่ผ่านไปผ่านมาบนโลกออนไลน์ได้ดี เพราะนั้นแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของเรามีความ Active ที่จะติดตามเทรนด์ดัง ดังนั้นจะไม่แปลกเลยที่แบรนด์ไหนเลือกที่จะจับกระแสในขณะนั้นมาทำคอนเทนต์ จะได้รับ Feedback จากผู้ใช้งานมากกว่าปกติ 

เพราะฉะนั้นใครที่มีไอเดียอยากทำคอนเทนต์แนวนี้ เตรียม Stand by รอที่หน้าจอเพื่อดูความเคลื่อนไหว ของโลกออนไลน์ได้เลย 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบเรียลไทม์  

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบเรียลไทม์

อันนี้คือตัวอย่างจากทางเว็บไซต์เราที่จะคอยอัปเดตข่าวในแวดวง Digital มาเผยแพร่ พร้อมกับแชร์ผ่าน Social เพื่อกระจายโพสต์ออกไปปยังหน้าฟีดของผู้ติดตาม 

Content เชิงความรู้

คุณรู้เหตุผลที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่ที่ใช้อินเตอร์เน็ตไหม? จากการรายงาน Digital Report 2021 ที่รวบรวมข้อมูลโดย We are Social และ Hootsuite บอกว่า เหตุผลที่ผู้ใช้งานเข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์นั่นคือ พวกเขาต้องการเข้ามาหาข้อมูลความรู้ ดังนั้นครีเอเตอร์ที่สามารถตอบคำถามที่ผู้ใช้งานกำลังต้องการได้ ย่อมได้รับความนิยมแน่นอน 

คอนเทนต์รูปแบบนี้เหมาะกับสื่อแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น Long-Form Blog, Vlog, หรือ Social Album บนโซเชี่ยลมีเดียก็เหมาะหมดเลย 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบเชิงความรู้ 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบเชิงความรู้

อันนี้คือ Social Post ของสื่อในรูปแบบวิดีโอที่เราโพสต์ลง Youtube แต่ก็เอามาเผยแพร่บน Facebook ในรูปแบบของ Social Post พร้อมแคปชั่นและ Website แบบบล็อคแนะนำวิธีการใช้

Content แบบถาม-ตอบ (FAQ)

นอกจากความรู้ทั่วไปที่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการแล้ว ความรู้ที่จะมาตอบข้อสงสัยของผู้ใช้งานพร้อมคำอธิบายที่ชัดเจนก็นับว่าเป็นอีกไอเดียคอนเทนต์ที่ควรทำ เพราะว่าคำถามเหล่านั้นคือคำถามที่ออกมา จากความสงสัยของลูกค้าของเราจริงๆ การที่เราฟังเสียงของลูกค้าของเราแล้วเอามาผลิตเป็นคอนเทนต์ จะทำให้ข้อความหรือสารของเราส่งไปถึงใจของลูกค้าได้ไม่ยาก และพวกเขาเองก็สามารถ Engage ได้ ด้วย

เหมาะกับกับ Creator ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และค่อนข้างเหมาะที่จะทำออกมาผ่านสื่อ Social Post เพราะว่าสามารถกดดูได้อย่างง่ายๆ

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบ FAQ

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบ FAQ

ตัวอย่างนี้คือ Social Post เพื่อตอบคำถามสิ่งที่ผู้ติดตามสงสัย ซึ่งสิ่งที่เป็นข้อสงสัยคือการสมัครคอร์สเรียนของ Content Shifu นั่นเอง เราเลยสร้างโพสต์สอนวิธีการสมัครเรียนแบบ Steps-by-Steps

Content สร้างแรงบันดาลใจ

มาถึงการสร้างคอนเทนต์อีกแบบที่สร้าง Engagement กับลูกค้าหรือผู้ติดตามได้ดียิ่งขึ้น นั่นก็คือการทำคอนเทนต์แนว Inspiration ช่วยสร้างกำลังใจ เพราะว่าใครๆ ก็ชอบอ่านหรือเสพคอนเทนต์ที่มีพลังด้านดีช่วยผลักดันให้ลงมาริเริ่มคิดหรือทำอะไรสักอย่าง คอนเทนต์ประเภทนี้สามารถแบ่งออกได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Quote ของบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้ฟัง, รูปแบบ Checklist หรือ Timeline ที่ผู้ติดตามจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ในอนาคต 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบสร้างแรงบันดาลใจ

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบสร้างแรงบันดาลใจ
รูปภาพจาก Career Visa

ตัวอย่างที่เห็นคือ Timeline ในการบริหารเวลาของคุณ เคน นครินทร์ ที่ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการของ The Standard Podcast ว่าใน 1 วันนั้นคุณเคน บริหารเวลาอย่างไรบ้าง สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่สนใจหันมาลองปรับเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตให้สอดคล้องกับบุคคลที่เขาชื่นชอบ หรือสำหรับคนที่สงสัยว่าในฐานะผู้บริหารหรือตำแหน่งสูงๆ เขามี Time management ยังไงนะ ซึ่งคอนเทนต์ถ้าถูกผลิตออกมาในรูปแบบ Infographic จะย่อยได้ง่ายกว่า และเกิด Engagement ได้เยอะกว่า

Content แบบโปรโมชั่น

คอนเทนต์อีกแบบที่สามารถทำได้ทั้งสร้าง Engagement และ Sale ในตัวเดียวก็คือคอนเทนต์โปรโมชั่น ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดของสินค้า-บริการ แจกโค้ดส่วนลด โปรส่งฟรีหรือโปรแจกฟรีก็ตาม ซึ่งผลลัพธ์อาจจะได้จำนวนผู้ติดตามมากขึ้นหรือได้ปิดการขายมากขึ้นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบ Content ที่จะเผยแพร่ออกไป 

ในกรณีที่ต้องการ Engagment อาจจะมีเพิ่มกฎเกณฑ์ เช่น กด Like กด Share หรือเมนชั่นเพื่อนเกิน 3 คนขึ้นไป จะได้รับส่วนลดในการซื้อของ ส่วนการปปิดการขายก็เพียงแค่เผยแพร่คอนเทนต์ให้ตรงตามจุดปประสงค์ของ Creator ได้เลย รับรองว่า Conversion Rate เพิ่มขึ้นแน่นอน 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบโปรโมชั่น 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบโปรโมชั่น

ทาง Content Shifu ก็ผลิตคอนเทนต์ประเภทโปรโมชั่นออกมาบ่อยครั้ง จากภาพตัวอย่างจะเป็น Content แจก E-book ฟรี สำหรับคนที่กำลังต้องการเสริมสร้างทักษะความรู้ในด้าน Digital Marketing แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะลงเรียนดีไหม บางทีการมองหาโปรโมชั่นแบบนี้เพื่อเป็นตัวช่วยตัดสินใจน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

Content ที่จะช่วยแก้ไขปัญหา

มาถึงไอเดียคอนเทนต์ประเภทเกือบสุดท้ายกันบ้าง ที่เหมาะกับการทำในสื่อหลายรูปแบบนั่นก็คือ Content ที่จะช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งแน่อนว่าวัตถุประสงค์หลักของการใช้งาน Internet ของคนก็คือการเข้าถึงข้อมูล ที่เขาอาจจะไม่เคยรับรู้มาก่อน ดังนั้นการที่เราสามารถให้คำตอบกับคำถามของเขาได้ ย่อมเท่ากับว่าเป็นการสร้าง Awarness ให้เขารู้ว่าเรามีความรู้และความสามารถในด้านที่เขากำลังต้องการ และอาจจะก่อให้เกิด Conversion จากการกดติดตามหรือผันตัวมาเป็นลูกค้าของเราก็ได้

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แก้ไขปัญหา 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แก้ไขปัญหา

พูดกันตามตรง ไอเดียคอนเทนต์แนวนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็น Long-form Content, Youtube, Social Post บน Instagram หรือ Facebook ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น เพราะเป็นประเภทของคอนเทนต์ที่เรากำลัง ‘พูดคุย’ กับคนบางกลุ่มนั่นเอง สามารถสร้าง Engagement จากพวกเขาเหล่านั้นได้ 

และจากตัวอย่างก็คือทาง Content Shifu ต้องการช่วยแก้ไขปัญหากับคนที่ต้องการเอา Spam Traffic ออกจาก Google Analytics นั่นเอง โดยที่เลือกเผยแพร่ผ่าน Long-Form Content เพราะสามารถอธิบายได้อย่างละเอียดผ่านตัวอักษร

Content ที่กระตุ้น Interactive

ไอเดียคอนเทนต์ตัวนี้บอกเลยว่าสาย Arts / Creative ต้องชอบแน่นอน เพราะว่าเป็นวิธีการสร้างคอนเทนต์ที่คุณสามารถควบความรู้และความถนัดของตัวเองออกมาเป็นผลงานให้ลูกค้าได้ โดยที่คอนเทนต์ประเภทนี้จะเน้นสร้าง Engagement จากผู้รับชม เพราะว่าจะมีสิ่งดึงดูดความสนใจค่อนข้างมาก สามารถทำให้ใช้เวลาไปกับคอนเทนต์ได้เยอะเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะทำออกมาเป็นสื่อที่เป็นรูปภาพ Graphic หรืออาจจะเป็นวิดีโอก็ได้ 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบ Interactive 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบ Interactive
รูปภาพจาก Facebook 360

ตัวอย่างแรกคือ VR (Virtual Reality) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเสมือนจริงที่ให้ผู้ใช้งานสามารถโลดแล่นอยู่ในโลกนั้นได้ทุก องศา เช่น เกม VR ที่ต้องสวมแว่นตาแบบเฉพาะในการเล่น หรือจะเป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพแบบ 360 องศาที่เรามักจะเห็นผ่าน Facebook อยู่บ่อยครั้ง

นอกจาก VR แล้วยังมี AR อีกด้วยนะ 

อีกตัวอย่างที่คิดว่าแทบทุกคนต้องเคยเห็นนั้นก็คือ Instagram Filter ตัวฟีเจอร์นี้เป็นหนึ่งในซับเซ็ตของสิ่งที่เราเรียกว่า AR (Augmented Reality) ที่เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะช่วยให้คุณสามารถผสมผสาน คอนเทนต์ของคุณกับโลกความเป็นจริงผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้ 

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบ Interactive 2
รูปภาพจาก MetooMentum

หรือถ้าไม่ถนัดสร้างจาก Graphic ที่มีสเกลใหญ่ขนาดนี้ก็จะมีอีกตัวอย่างคือ การสร้างคอนเทนต์แบบ Data Visualization หรือการย่อยข้อมูลออกมาเป็นรูปภาพให้เข้าใจง่ายๆ แน่นอนว่าคงไม่มีใครมานั่งอ่านตัวเลขเยอะๆ กันหรอก แต่ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเลขเหล่านั้นให้ทุกคนสามารถเข้าใจไปพร้อมกับคุณได้ รับรองว่าคอนเทนต์คุณจะสร้าง Engagement ได้ดีมาก

ตัวอย่างไอเดียคอนเทนต์แบบ Interactive 3
รูปภาพจาก วิชาชีวิต

หรือจะเป็นการทำ Interaction ในรูปแบบที่ผู้ชมสามารถเดินทางไกับคอนเทนต์ของคุณได้ตั้งแต่เริ่มจนจบ คล้ายๆ กับการเล่นเกมที่คุณให้พวกเขาเป็นตัวเอก ตัวอย่างที่อยากจะยกมาให้เห็นก็คือเว็บไซต์ วิชาชีวิต ที่จะผสมผสาน Storytelling และ Sensory ลงไปด้วยกันกับคอนเทนต์ของแถมยังมีพื้นที่ที่สนับสนุนให้ผู้คนได้เข้าร่วมอย่างแท้จริง 

แนะนำตัวช่วย Content Idea Generator

ตัวอย่างตัวช่วยคิดคอนเทนต์ Answer the public
ตัวอย่างตัวช่วยคิดคอนเทนต์ Answer the public  2
รูปภาพจาก Answer the public

สำหรับครีเอเตอร์ที่หัวตันจริงๆ คิดยังไงก็คิดไม่ออก จะทำ Topic อะไรดีนะ เราก็มี Tool มาแนะนำอยู่สองตัวนั้นก็คือ Answer The Public ซึ่งเป็นเว็บที่เอาไว้เสิร์ชหาความสนใจของคนตามพื้นที่ต่างๆ แบบนี้สามารถทำให้เราจับกระแสได้ว่าถ้าเราผลิตคอนเทนต์ประเภทนี้ คนน่าจะมาร่วมเอนจอยกัน

รูปตัวอย่างที่สองคือเราได้เสิร์ชหาคำว่า digital marketing ว่ามีใครในประเทศไทยกำลังตั้งคำถามกับ คำนี้ไหม ผลลัพธ์คือมีหัวข้อที่คนกำลังตั้งคำถามเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Topic ในเรื่อง Digital Marketing เองหรือคำถามเช่น What, When, Where, Why, How, Who ซึ่งน่าเอามาเขียนบทความ เป็นอย่างมาก 

ส่วนอีกอันคือ วิธีหาไอเดียคอนเทนต์ผ่าน Google Trends ซึ่งเป็นเครื่องมืออีกตัวที่น่าเชื่อถือพอสมควรจาก Google และเราสามารถเลือกเปรียบเทียบ Trend แต่ละตัวได้ด้ว เหมาะกับนักทำคอนเทนต์ทั้งเพื่อสร้าง Engagement และ Sales จริงๆ ถ้าอยากรู้วิธีการใช้งาน ทาง Content Shifu จะอธิบายแบบ Step by Step ไว้แล้ว สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้เลย

สรุป

จากไอเดียคอนเทนต์ทั้ง 7 ประเภทสามารถนำมาปรับใช้กับแบรนด์ของคุณได้หมดเลย เพียงแต่ว่าก่อนจะผลิตคอนเทนต์คุณจะต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าคือใคร ต้องการพูดเรื่องอะไร ให้ใครฟัง โดยสามารถทำได้ผ่านการทำ Persona และต่อมาคุณต้องรู้จัก ‘สื่อ’ ในมือของตัวเองให้ดี เพราะคอนเทนต์บางประเภทไม่เหมาะกับสื่อบางตัว คุณจะต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เพื่อ Put right man in a right position แล้ว Conversion ที่ดีจะตามมาเอง 🙂 


เราเองก็ไม่พลาดในฐานะ Content Shifu ก็มีไอเดียคอนเทนต์มาเสนอเช่นเดียวกัน นั่นก็คือวิธีปิ๊งไอเดียคอนเทนต์แบบ Evergreen (รับรองว่าขายได้ตลอดปี ไม่มีเบื่อ) และวิธีการนำเอาคอนเทนต์กลับมาใช้ใหม่หรือ Repurpose Content ให้กลับมาขายออกอย่างสร้างสรรค์ อย่าพลาดเข้าไปเก็บข้อมูลดีๆ กันนะคะ

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุกคนที่กำลังเริ่มเป็น Content Creator หรือฝึกเริ่มใช้สื่อทำ Brand ของตัวเองกันนะ มีไอเดียแบบไหนน่าสนใจเพิ่มเติม แชร์มากันได้เลยนะคะ