เทรนด์ content marketing 2018

อัปเดต 5 เทรนด์ Content Marketing ปี 2020 กับความท้าทายที่นักการตลาดต้องรู้

Watch

การทำ Digital Marketing คือสมรภูมิของการแข่งขัน…การอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลของเทรนด์ Content Marketing ที่เปรียบเสมือนอาวุธคู่กายของนักการตลาดที่ควรจะลับให้คมกริบอยู่ตลอดเวลา

และในปี 2020 นี้เอง ก็เป็นปีที่เราสังเกตเห็นถึงความท้าทายที่มีมากขึ้นสำหรับการทำ Content Marketing จึงคิดว่าการรวบรวมข้อมูลทั้งจากปีก่อนและในช่วงต้นปีนี้จะช่วยทำให้คุณเห็นเค้าลางของเทรนด์ได้อย่างชัดเจน

ซึ่งแต่ละประเด็นที่เราเลือกนำมาอัปเดตในครั้งนี้ เกิดจากสรุปข้อมูลข่าวสารทั้งในและต่างประเทศ, การเข้าร่วมงาน Event ที่มีจัดขึ้นทั้งในช่วงปลายปี 2019 และช่วงต้นปี 2020 รวมไปถึงการทราบถึงเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมต่างๆ ในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา

เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า ในปี 2020 นี้จะมีเทรนด์การทำ Content Marketing ในด้านไหนที่น่าสนใจสำหรับสาย Marketing และ Production กันบ้าง ลองดูเนื้อหาที่เรากลั่นออกมาเป็นบทความฉบับนี้ได้เลยค่ะ 🙂

สรุป 5 เทรนด์ใหญ่ในการทำ Content Marketing และ SEO ที่ต้องรู้ประจำปี 2020 

 1. แบรนด์เริ่มสร้างตัวตนเสมือนเป็น Publisher 

ในปี 2020 นี้ เป็นปีที่เราจะได้เห็นว่า แบรนด์เจ้าใหญ่ๆ จะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Owned Channel มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นทำเว็บบล็อกบทความเพื่อให้ติด Search Engine การทำวิดีโอลงช่อง YouTube ของตัวเอง หรือแม้กระทั่งการทำคอนเทนต์ฮิตอย่าง Podcast ก็ดูมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเรื่องจริงจังสำหรับฝั่งแบรนด์มากกว่าปีที่ผ่านมา 

ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากการที่แบรนด์ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้ในฐานะเดียวกันกับ Publisher เพื่อทำความเข้าใจในตัวลูกค้า และกลายเป็นเจ้าของ Data ในกลุ่ม Pre-Purchase Behavior Data ที่เป็นฐานข้อมูลสำคัญซึ่งช่วยทำให้แบรนด์รู้ได้ว่า ผู้บริโภคแต่ละคนชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สนใจแบรนด์ขนาดไหน หรือมีแนวโน้มจะซื้ออะไร จนสามารถคาดการณ์ได้ว่า Marketing Funnel ที่จะเกิดขึ้นได้นั้นแบรนด์จะต้องวางแผนการทำ Content Marketing อย่างไรให้เกิด Customer Loyalty กับธุรกิจของตัวเองได้มากที่สุด

และเมื่อแบรนด์ลงมาเล่นสนามนี้ด้วยตัวเอง พร้อมกับทำ Data ของกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งหวังเอาไว้ในมือ นั่นหมายถึง การทำคอนเทนต์ของแบรนด์จะไม่ใช่การทำออกมาเพื่อเน้นสร้างแค่ Brand Awareness ที่เน้นการใช้ Metrics วัดผลจากการมี Engagement เท่านั้น แต่เป็นการทำคอนเทนต์โดยพุ่งเป้าหมายไปเพื่อการทำ Conversion เพิ่มขึ้นด้วย

ทำให้แนวทางของการทำ Branded Content ในปีนี้จะเป็นการลงทุนเพื่อสื่อสารกับคนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นเป้าหมาย อย่างการทำคอนเทนต์ครีเอทีฟย่อยๆ หลายสิบตัวที่ใช้ทุนสร้างไม่มาก แต่สามารถ ‘ทดลอง’ จนกว่าจะหารูปแบบการสื่อสารที่ใช่และโดนใจลูกค้า มากกว่าการโปรโมตบนบิลบอร์ด, TVC หรืออย่างการทำ Consumer Content บนเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลงทุนสูง เน้นคนเห็นในจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่สามารถวัดผลลัพธ์ที่แบรนด์จะได้ประโยชน์ได้ชัดเจนสักเท่าไหร่นัก

Content marketing Japan Airlines

Branded Content ของ Japan Airlines

สำหรับตัวอย่างแบรนด์ที่ทำ Branded Content ได้น่าประทับใจมากๆ เลยก็คือ Japan Airlines ที่ทำ Content Marketing ให้มีความ Dynamic รวมแล้วกว่า 3,000 ชิ้น ภายใต้แคมเปญ ‘Fly Once, Fly Always’ โดยปรับเนื้อหาของคอนเทนต์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่คอนเทนต์จะไปแสดง ภาษา และตำแหน่งของเป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน 

Shifu แนะนำ
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ควรเริ่มทำ Owned Channel อย่างเว็บไซต์ของตัวเอง ไปพร้อมๆ กันกับการสร้างตัวตนใน Social Media ด้วย 

นั่นคือ การที่เว็บเบราว์เซอร์ต่างๆ อย่าง Safari, Internet Explorer (IE), Firefox และล่าสุดคือ Google Chrome ก็ออกมาประกาศถึงนโยบายที่จะยกเลิกการสนับสนุนการใช้ Third-Party Cookie ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งก็ดีสำหรับตัว User เพราะเป็นการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน

แต่สำหรับฝั่งแบรนด์หรือเว็บไซต์อาจไม่สามารถใช้ข้อมูลจาก Third-Party Cookie ได้อย่างอิสระเท่าเดิม  ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการสร้าง First-Party Cookie ซึ่งก็ทำได้จากการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั่นเอง

2. Social Network มีความหลากหลายจึงต้องใส่ใจการทำ Content ให้มากขึ้น

การเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีแค่ช่องทางเดียว ยุคนี้จึงเป็นยุคของ ‘Social Splinter’ ที่คนเรามักจะใช้เวลาอยู่บนโลกโซเชียลในหลายๆ แพลตฟอร์มสลับไปมา โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Media ที่เป็นสาย Social เพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลอีกด้วย เช่น แอปเกม, Tinder, Tiktok, LINE TV เป็นต้น

number of social media platform per Person

Activate Technology & Media Outlook 2020

อ้างอิงจากรายงานของ Activate Technology & Media Outlook 2020 ได้ระบุจำนวน Social Network โดยเฉลี่ยที่คนจะใช้งานอยู่บ่อยๆ ในปี 2019 คือ 5.8 แพลตฟอร์ม แต่ในช่วงปี 2023 คาดว่าคนจะใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็น 10.2 แพลตฟอร์มเลยทีเดียว

นั่นหมายความว่า การทำ Content Marketing จะต้องคำนึงถึง User Experience ของกลุ่มเป้าหมายว่าพวกเขาเลือกที่จะ Spend เวลาไปกับ Social Network ไหนบ้าง และชื่นชอบที่จะเห็นคอนเทนต์อะไรบนแฟลตฟอร์มนั้นด้วย

แต่นี่ก็ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้การทำ Content Marketing ในปีนี้กลายเป็นเรื่องท้าทายนะคะ เพราะไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มที่แบรนด์หรือธุรกิจจะใช้งานเพื่อสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ถึงแม้แพลตฟอร์มนั้นจะมีกระแสหรือได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ใช้งานก็ตามที

Tiktok. Ads

Tiktok Ads

ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มยอดฮิตที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้อย่าง Tiktok แอปพลิเคชันฮิตที่ตอนนี้เรียกได้ว่ามี Engagement ที่เติบโตสูงและน่าจับตามองอย่างยิ่งในปี 2020 จากตัวรูปแบบของคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอสั้นๆ ไม่กี่วินาที เน้นความบันเทิง เข้าใจง่าย และไม่เสี่ยงต่อการกดข้าม (เพราะเป็นวิดีโอที่จบไปไวมากๆ)

หากมองในมุมของกลุ่มผูัใช้งานและรูปแบบคอนเทนต์ก็เรียกได้ว่า Mass และสามารถเข้าหากลุ่มเป้าหมายได้มาก แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้แบรนด์ต้องคิดให้ดีก่อนเลือกช่องทางนี้คือ รูปแบบของคอนเทนต์อาจไม่ได้เหมาะกับทุกประเภทสินค้า 

และการทำคอนเทนต์ใน Tiktok เองก็ยังต้องพึ่งพา Influencer หรือการลงทุนซื้อโฆษณา Tiktok Ads จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับแบรนด์ที่จะต้องเฟ้นหา Influencer ที่เริ่มจะหันมาผลิตคอนเทนต์แนว How-to รีวิว (ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นให้เห็นบ้างแล้ว แต่ก็อาจจะยังไม่ได้มากเท่ากับสาย Entertain) บวกกับต้องเลือกใช้ Ads ให้คุ้มค่า เพราะข้อมูลของ Oberlo ระบุไว้ว่า TikTok Ads นั้นมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มคนในจำนวนมากได้เช่นเดียวกัน

3. Podcast และ Story Feature คือช่องทางที่ไม่ควรมองข้าม

Podcast 

คงปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ Podcast ดูจะเป็นช่องทางหนึ่งที่นักการตลาดให้ความสนใจและ Mass มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีครีเอเตอร์หลายคนเหมือนกันที่หันมาผลิตงานสื่อประเภทนี้ 

Thailand Inbound Report

ยืนยันได้จากรายงาน Thailand’s Inbound Marketing Report 2019-2020 ที่ระบุถึงวิธีการทำการตลาดได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และหนึ่งในสื่อที่นักการตลาดเริ่มให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในปีนี้คือ Podcast ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นถึง 8.2% 

แต่ถึงแม้จะมีคนทำเยอะหรือสนใจกันมากขึ้น ในฟากของการลงโฆษณาในช่องทาง Podcast อาจยังไม่ใช่ช่องทางที่แบรนด์จะเลือกใช้ เลยทำให้การทำคอนเทนต์ในฟาก Podcast อาจจะยังไม่ได้สร้างรายได้ให้มือสมัครเล่นได้เท่ากับการทำคอนเทนต์ประเภทอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่แบรนด์จะเลือกสนับสนุน Podcast กับสื่อที่เป็น Publisher ในแนวสปอนเซอร์ที่ทำออกมาเป็นแคมเปญการตลาดเพื่อการส่งเสริมแบรนด์

ยกตัวอย่างเช่น Dtac ที่สร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ด้วยการเป็นสปอนเซอร์ให้กับ Super productive Podcast ของทาง The Standard ซึ่งก็ถือว่าเป็นการทำ PR แบรนด์แนว Inbound Marketing ที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการสร้างเนื้อหาเพื่อนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ให้แก่ผู้คนจำนวนมาก ผ่านสื่อที่เรียกได้ว่าเป็น Top Ranked อันดับต้นๆ ของการทำ Podcast เลยก็ว่าได้

แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อนะคะว่า ในปี 2020 นี้ การทำ Content Marketing ด้วยสื่อประเภท Podcast จะเป็นอย่างไร แต่ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่เน้นกลุ่มคนเมืองก็ดูจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดที่น่าสนใจ และถ้าแบรนด์เริ่มให้ความสำคัญ คุณภาพการผลิตหรือการทำโฆษณาต่างๆ ก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นภายในปีนี้อย่างแน่นอนค่ะ

Story Feature

ถ้าพูดถึงรูปแบบคอนเทนต์ที่น่าสนใจอีกประเภทก็คงจะหนีไม่พ้นคอนเทนต์ชั่วคราวที่ลงแล้วหาย ไม่ได้คงอยู่อย่างถาวร อย่างเช่น Story Feature ของ Instragram และ Facebook ที่กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางการทำการตลาดที่หลายคนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อยเลยในปี 2020 นี้ 

เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่พัฒนาฟีเจอร์ให้เป็น Mobile Framework ซึ่งเน้นการผลิตคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ Mobile Platform จึงเข้าถึงคนได้เป็นจำนวนมาก และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนสมัยใหม่ที่ใช้ Smart Phone เป็น Device หลัก 

How to create Facebook story template content

Stories Templates ของ Facebook 

นอกจากนี้ยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์ในการทำคอนเทนต์ที่ไม่เน้นการทำ Production ใหญ่ แถมในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา Facebook และ Instragram ยังมีการเพิ่มเครื่องมือให้เล่นหลากหลายทั้งสติกเกอร์ใหม่ๆ, การเปิด Poll, ตั้งคำถาม, แชร์อีเวนต์กิจกรรมต่างๆ ผ่าน Story ได้, Live ไปจนถึงส่วนของสร้าง Template สำหรับการขายที่สามารถกดสั่งซื้อได้ในทันที 

นี่จึงถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่อยากลองเปิดช่องทางการขายออนไลน์ใหม่ๆ และไม่ได้มีงบประมาณในการทำการตลาดหรือจ้างกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ แต่ต้องการสื่อสารหาคนหมู่มากและเน้นความเรียลเป็นหลักสำหรับในปีนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ

4. เทคโนโลยีช่วยสร้าง Content Marketing เพื่อส่งเสริมการขายในรูปแบบใหม่ๆ 

ถ้าหากจะให้นิยามการทำ Content Marketing ในปี 2020 นี้ก็คงจะเป็นการหลอมรวมกันระหว่าง ‘Data,  Great Storytelling และ Technology’ ที่จะช่วยทำให้การโฆษณาและการขาย สามารถส่งตรงถึงคนที่ใช่ได้อย่างถูกที่และถูกเวลา

แต่การที่จะนำมาสู่การทำคอนเทนต์ที่มีเรื่องราวเจ๋งๆ จนทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตรงกลุ่ม เรามองว่า เทคโนโลยีก็มีช่วยส่วนมากๆ ที่ทำให้เทรนด์การทำ Content Marketing มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป เนื่องจากมีแพลตฟอร์มหรือฟีเจอร์ใหม่ๆ มาให้ลองใช้เพื่อโปรโมทและส่งเสริมการขายได้มากยิ่งขึ้น

mashable

ยกตัวอย่างเช่น การที่ Social Media อย่าง Instagram นำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) มาใช้ และเปิดตัวเป็น AR Ads ที่ชื่อว่า “Try On” โดยคุณสามารถสร้างคอนเทนต์ของสินค้าขึ้นมา และลูกค้าสามารถกดเพื่อทดลองใช้สินค้าผ่านเทคโนโลยี AR ได้เลย 

นอกจากเทคโนโลยี AR แล้ว ในด้านของ Live Commerce ก็ดูจะเป็นเทรนด์คอนเทนต์ที่เติบโตขึ้นมากในหลายแพลตฟอร์ม ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนกลายเป็น Influencer ชื่อดังจากการทำคอนเทนต์ Live สดขายของขึ้นมาในหลายช่องทาง เช่น ฮาซัน พ่อค้าขายอาหารทะเลออนไลน์, พริมมี่ พาย แม่ค้าขายน้ำหอมที่มาพร้อมกับวิธีการขายที่เน้นความบันเทิง เป็นต้น

ซึ่งจากตัวอย่างของ 2 ฟีเจอร์นี้ ก็ช่วยทำให้เรามองเห็นแนวทางของการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกันกับการทำคอนเทนต์บน Social Media ที่กำลังเริ่มจริงจังกับการทำตลาด E-Commerce บนแพลตฟอร์มของตัวเอง และในปีนี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเทรนด์ที่แบรนด์เองก็อยากที่จะหันมาลงทุนทำ Content Marketing ในช่องทางเหล่านี้กันมากกว่าเดิม

5. การทำ Content สำหรับ SEO ต้องว่ากันด้วยเรื่องคุณภาพ

สำหรับในปี 2019 ที่ผ่านมา จะเห็นว่า Search Engine โดยเฉพาะ Google มีการเปลี่ยนอัลกอริทึ่มอยู่เรื่อยๆ ตลอดทั้งปี 

ส่งผลให้เว็บไซต์บางส่วนที่ทำผิด ‘กฎ’ ของผู้คุมอย่าง Google ถูกลงโทษ โดยการปรับลด Ranking ซึ่งเป็นผลจากความน่าเชื่อถือ (Authority) บ้าง เป็นผลของการปรับโครงสร้างเว็บที่ไม่ถูกต้องบ้าง รวมไปถึงการทำคอนเทนต์ที่มองแล้วว่าไม่ตรงกับ Master Search Intent หรือสิ่งที่คนค้นหาก็ทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเรามี Performace ไม่ดีได้เช่นกัน

ดังนั้น เรื่องที่ Google หันมาโฟกัสและให้ความสำคัญมากขึ้นในปีนี้เลยก็คือ “Authority” และ “ความเกี่ยวข้อง” ของคอนเทนต์คุณภาพมากขึ้น แน่นอนว่ามันส่งผลให้การทำ Ranking มีความยากมากขึ้น และง่ายต่อการถูกลงโทษ เนื่องจากเรื่องพื้นฐานอย่างคอนเทนต์เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามในการทำมากขึ้น โดยจะต้องเริ่มจากให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการวาง Strategy เป็นต้นไป ดังนี้

วิธีสร้างคุณภาพให้ Content Marketing ตามหลักการ SEO

Cluster-model

HubSpot

สำหรับวิธีการทำคอนเทนต์ SEO ที่คิดว่าช่วยเพิ่ม Authority และความเกี่ยวข้องของคอนเทนต์ให้มีมากขึ้นได้ คือการทำ ‘Topic-pillar cluster model’ ซึ่งเป็นวิธีการจัดกลุ่มคอนเทนต์บนเว็บไซต์ใหม่ให้มีความสัมพันธ์กัน ร่วมไปกับการทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสการติดอันดับ และเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ในหน้าที่เราต้องการ

ส่วนประกอบของ Topic-pillar cluster model จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน คือ

  • Core Topic: เป็นหน้าคอนเทนต์หลักที่ต้องการเสนอ มีปุ่น CTA ต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลและเชื่อม Subtopic ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน
  • Subtopic: คอนเทนต์โดยรอบที่เกี่ยวข้องกับ Core Topic 
  • Hyperlink: ลิงก์เชื่อมโยงระหว่างหน้า Core Topic และ Subtopic เข้าด้วยกัน เพื่อให้คนอ่านมีทางเลือกที่เกี่ยวข้องในการอ่านหน้าต่อๆ ไปได้

ซึ่งการทำ Topic-pillar cluster model จะเกิดและทำให้ SEO ดีขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากการวาง Strategy ของคอนเทนต์ที่ดี รวมถึงการเน้นรูปแบบการเขียนในเชิงคุณภาพในด้านความแน่น (Density) คือเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่าสูง ใช้คำที่ชัดเจน และตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้ หรือเรียกได้ว่าเป็น  Epic Content มากกว่าการทำ Long-form ที่มีแต่น้ำซะเยอะ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์หรือให้อะไรกับคนอ่านเลย

Shifu แนะนำ
เรื่องของการทำ On-page ที่ช่วยทำให้ SEO ดีขึ้นอีกหนึ่งเรื่องที่ยังจำเป็นและสำคัญอยู่เลยก็คือ การทำ Backlinks กลับมายังเว็บไซต์ เพราะยังมีผลต่อความน่าเชื่อถือ (Authority) ของเว็บไซต์อยู่ แต่ต้องเป็นลิงก์ที่ได้รับจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ที่ธุรกิจของเราพูดถึง ซึ่งการที่จะทำให้ได้ Backlinks ที่ดีกลับมาก็ต้องย้อนกลับไปทำให้เว็บไซต์และคอนเทนต์ให้ดี จนทำให้คนอื่นๆ อยากจะแชร์ต่อนั่นเองค่ะ

สรุป 

เทรนด์ Content Marketing ในปีนี้ดูจะเป็นเรื่องของความหลากหลายของแพลตฟอร์มที่มีมากขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของ Customer Experience ที่มีความเฉพาะในแต่ละช่องทาง ทำให้การทำคอนเทนต์จะต้องสร้างขึ้นมาให้เหมาะสมกับช่องทางนั้นๆ และใส่ใจในเรื่องของคุณภาพมากกว่าแต่ก่อน (โดยเฉพาะใช้ในการทำ SEO) 

ส่วนในภาพใหญ่ นักการตลาดจะเริ่มทราบว่าคอนเทนต์ไม่ได้ทำเพื่อการสร้าง Awareness สร้าง Viral อย่างเดียว แต่จะเริ่มหันมามองว่าทำคอนเทนต์เสร็จแล้วยังไงต่อ จะ Connect กับ Sales อย่างไร จะ Automate และทำให้เป็นระบบอย่างไรได้มากขึ้นด้วย

ตาคุณแล้ว

ทั้งหมดนี้คือความท้าทายของการทำ Content Marketing ที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญที่เรารวบรวมมาฝากกันจากหลายที่มา แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรบ้าง? มีเทรนด์ไหนที่สนใจเป็นพิเศษรึเปล่า หรืออยากเสริมอะไรเป็นพิเศษ มาพูดคุยกับพวกเราได้เลยค่ะ

Supawan
Supawan

เป็น Digital Content Writer ผู้ชื่นชอบแมวและการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เราเชื่อว่า การพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และความผิดพลาดคือบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราเติบโต :)

More From Me

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

13 Comments

ความเห็น
  1. Avatar
    Commented on April 20, 2017 at 1:43 pm

    เว็บดูเรียบร้อยดีหน้าอ่านมากครับ… ไม่ทราบมี template มัยครับ อิอิ

    • Orn Smith
      Commented on April 21, 2017 at 11:52 pm

      ขอบคุณมากค่ะ ดีใจค่ะที่ชอบ

      เว็บนี้เกิดจากการนำ wordpress theme ที่ซื้อมา (ปัจจุบันใช้ธีมชื่อว่า Eduma) นำมาปรับแต่ง code พิเศษอีกทีนึงน่ะค่ะ

      แต่จริงๆ มีแผนมองๆ ไว้ว่าอาจจะปรับปรุงหน้าตาอีกซักรอบเหมือนกันค่ะ
      ถ้ามีส่วนไหนอยากให้ปรับบอกได้นะคะ

  2. Avatar
    Commented on January 21, 2017 at 10:32 pm

    เป็นบทความที่ดีนะคะ เห็นด้วยว่า Content มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เทคโนโลยีจะเข้ามา Content จะมากขึ้น คนดูคนอ่าน ก็จะเห็น Content เป็นภูเขา Content ดีๆ บางทีก็โดนเบียดบัง สุดท้ายก็มึนกับการทำ Content เหมือนกันค่ะ ขอบคุณนะคะ

    • Orn Smith
      Commented on January 23, 2017 at 10:21 am

      Content ทำไม่ยาก แต่ Content ดีๆ ก็ทำไม่ง่ายเช่นกัน เอาใจช่วยนะคะ
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ดีๆ ค่ะ ^^

  3. Avatar
    Commented on December 21, 2016 at 5:51 pm

    การทำคอนเทนต์เชิงคุณภาพ ตรงนี้เราควรให้ความสนใจในเรื่องอะไรมากกว่ากันครับระหว่าง

    Page A = เนื้อหาแน่นสาระ ความรู้เต็มที่ เขียนยาว สมมติ 3,000 words แต่คนอ่านเบื่อออกเว็ปเร็ว
    Page B = เนื้อหา ความรู้ นิดหน่อย เนื้อเรื่องเดียวกันกับ page A แต่ไม่มีแก่นสารอะไร เขียนสั้น สมมติ 800 words แต่คนอ่านสนใจและอยู่ในกว่า page A

    เราควรพิจารณาให้ความสำคัญกับ page แบบไหนมากกว่าครับ

    • Bank
      Bank
      Commented on December 22, 2016 at 6:49 am

      ขออนุญาตมาตอบด้วยคนครับ : )

      ผมมองว่าการเทียบแบบนี้อาจจะเอามาเทียบกันยาก เพราะจากตัวอย่าง ผมว่า Page B ที่มี 800 words นั้นก็ถือว่าไม่น้อยเลยนะครับ

      ถ้าลองปรับ Page B นิดนึงน่าจะเห็นชัดกว่าเช่น Page B มี 200 words แล้วมีคนคลิ๊กมาอ่านมากกว่า อยู่ใน Page นานกว่า

      และถ้าเอาคำว่า “คอนเทนต์เชิงคุณภาพ” มาพิจารณาแล้ว ผมคิดว่าทั้ง Page A และ Page B นั้นควรจะต้องปรับทั้งคู่
      สิ่งที่ Page A ควรต้องปรับก็คือ ต้องทำเนื้อหาออกมาให้น่าสนใจ แล้วก็สนุกมากยิ่งขึ้น (ให้ออกมาในเชิง Edutainment) เพราะต่อให้ยาว แล้วไม่มีคนอ่าน มันก็ไม่ดีอยู่ดี
      สิ่งที่ Page B ควรต้องปรับก็คือ เขียนให้ยาวขึ้น และให้ประโยชน์มากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วผมคิดว่าคนที่ทำ “คอนเทนต์เชิงคุณภาพนั้น” คงไม่ได้หวังทำคอนเทนต์สไตล์ click bait เพื่อหวังแค่ค่าโฆษณาจากยอด View แต่หวังประโยชน์ในทางอื่น (ที่มันให้ผลตอบแทนดีกว่า) มากกว่าครับ

      ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการทำคอนเทนต์ของคุณ และอุตสาหกรรมที่คุณอยู่ด้วยครับ : )

    • Orn Smith
      Commented on December 21, 2016 at 11:51 pm

      ขอบคุณสำหรับคำถามดีๆ ค่ะคุณ Alex
      คำตอบของอรคือ มันอาจจะเป็นแบบ A หรือ B ก็ได้ค่ะ วิธีตัดสินใจคือการตัดสินใจจากประสบการณ์ เรามองว่าแบบไหน “เหมาะกับคนอ่านของเราเองที่สุด” และสามารถ “ทำให้คนอ่านรู้สึกชอบ หรือประทับใจ” มากที่สุด
      # ในเรื่องบางเรื่อง เขียนยาวอาจจะน่าประทับใจกว่า (ใน Shifu เรามักเลือกทางนี้เพื่อสร้างความแตกต่าง – ความแตกต่างนำมาซึ่งความน่าจดจำ)
      # และในเรื่องบางเรื่อง เขียนสั้นอาจจะน่าประทับใจกว่า (เช่น บทความเก่าของอร https://goo.gl/6khWLm ก็ตั้งใจว่ายาวเท่านี้แหละพอ เพราะเราเน้นเขียนให้อ่านง่ายย่อยเร็ว และเราไม่ได้กะบอกว่าเราเป็น Expert เพราะอรก็แค่คนธรรมดาที่ไปฟังมา อยากเขียนสรุปให้เพื่อนๆ อ่าน)

      อรเป็นนักเขียนก็จริง แต่ยอมรับว่าหลายๆ ครั้ง อรก็ตัดสินว่าบทความไหนดีหรือไม่ดี โดยไม่จำเป็นต้องอ่านจนจบแฮะ ในเรื่องบางเรื่อง แม้จะอ่านไม่จบ แต่ได้สแกนดูคร่าวๆ ก็สามารถสร้างความรู้สึกที่ว่า “เฮ้ย อันนี้ดีนี่นา” ได้

      ถ้าเขียนยาวแล้วน่าเบื่อ ก็ไม่ดี ถ้าเขียนสั้นจนทำให้คนอ่านรู้สึกว่าไม่ได้อะไรจากการอ่าน ก็ไม่ดี
      สรุปคือ เลือกแบบที่เราคิดว่าเราสามารถสร้างความประทับใจได้อะค่ะ
      ถ้าคนอ่านประทับใจ ก็จะเกิดความรู้สึกดีๆ เกิดการบอกต่อ แชร์ต่อ
      อรว่านี่น่าจะเป็นสิ่งดีๆ ที่สุดที่ควรให้ความสำคัญนะคะ

      —————————————-
      แต่ขอตอบอีกมุมด้วย ในกรณีที่ไม่ได้มองในมุมคนอ่าน แต่มองในมุม “อยากได้ตัวเลข”
      – บทความบางอย่างไม่ต้องมีแก่นสาร แค่จ่าหัวโดนใจ คนก็กดคลิก กดแชร์ ได้เลข Traffic มา แต่คนจำเว็บนี้ได้จริงๆ รึเปล่า อันนี้ก็ไม่แน่
      – บทความยาวถ้าเวิร์กก็มีโอกาสได้เลข Time on page สูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเจอ Bounce rate (อัตราคนออกจากเว็บ) สูง อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราแคร์เลขเหล่านี้มากขนาดไหน (โดยส่วนตัวอรแคร์ว่าคนอ่านจะรู้สึกยังไงมากกว่า แต่ในบางครั้งก็อาจจะต้องมองบ้าง เช่น ถ้าเว็บเราต้องการหาสปอนเซอร์ ก็คงต้องมีตัวเลขไปบอกบ้าง)

      หวังว่าคำตอบจะมีประโยชน์นะคะ

  4. Avatar
    Commented on December 16, 2016 at 8:54 am

    ขอบคุณครับ ได้ความรู้มากมายครับ ขออีกนิดคำเทคนิคภาษาอังกฤตบางคำอธิบายให้เข้าใจเพิ่มขึ้น สงเคราะห์อ่อนภาษานิดนะครับ
    ผมเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ของ บ.RE/MAX Green Way สนใจการทำคอนเทรนย์เพื่อช่วยพัฒนายอดขาย ขอแบ่งปันความรู้ด้วยนะครับ

    • Orn Smith
      Commented on December 16, 2016 at 10:44 am

      คุณวิทยา ขอบคุณมากค่ะสำหรับคอมเมนต์ ต้องขออภัยเรื่องที่ภาษาอังกฤษเยอะด้วยนะคะ พอดีว่าหลายๆ คำเป็นศัพท์เฉพาะ เลยคิดไปว่าใช้ตรงตัวจะชัดเจนกว่า
      พอจะช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะว่ามีคำไหนบ้างที่อยากให้แปลเป็นพิเศษ
      ขอบคุณมากค่ะ 🙂

  5. Avatar
    Commented on December 15, 2016 at 5:16 pm

    ตามอ่านมาตลอด ชอบคอนเทนต์แน่นๆ ของเว็บนี้มากๆ ดีใจที่เมืองไทยมีบทความแบบนี้ให้อ่านบ้างค่ะ รอติดตามรายละเอียด AMP แบบเจาะลึก อยู่นะคะ ^^ ถ้า contenshifu มีโอกาสเจาะรายละเอียดตามหัวข้อของเทรนด์ 2017 จะยิ้มหน้าบานกว่านี้แน่ๆค่ะ ^____^ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ

    • Orn Smith
      Commented on December 16, 2016 at 10:40 am

      คุณตาต้า ขอบคุณมากค่ะสำหรับคอมเมนต์ เดี๋ยวอรเตรียมเขียนเรื่อง AMP ให้ค่ะ แล้วก็ใน 7 ข้อ ถ้าสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอีก ลอง Feedback มาได้เสมอค่ะ 🙂

  6. Avatar
    Commented on December 12, 2016 at 5:06 am

    ชอบมากครับ เป็นไอเดียและแนวทางที่ีดีมากๆ
    โดยเฉพาะข้อมูลที่นำมาเป็นแนวทางในการเลือกสร้าง content ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในปีหน้าครับ

    ผลิตบทความด้าน inbound marketing มาอีกเยอะๆนะคร้าบ

    • Orn Smith
      Commented on December 12, 2016 at 11:37 am

      ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณนฤดล
      ขอบคุณมากค่ะสำหรับคอมเมนต์